แม่ผู้พิชิตเขาคิชฌกูฎ

เตรียมตัว 6 เดือนกับการพาแม่ขึ้นเขาคิชฌกูฎ

ต้องขอออกตัวก่อนว่าแค่จะพาแม่ไปขึ้นเขาทำไมต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น พูดกันง่ายๆ เลยคือแม่เราเป็นหอบหืดค่ะ เวลาเหนื่อยจะหายใจไม่ทัน ต้องพ่นยาตลอด ถ้าหนักมากๆ ต้องไปพ่นอ็อกซิเจนที่โรงบาล บอกให้ออกกำลังกายก็ไม่ค่อยออก เพลียค่ะ แต่แกคงอิจฉาเราเพราะปีที่แล้วเราไปมา 5555+ และปีนี้ก็ว่าจะไปอีกแกเลยเปรยๆ ว่าอยากไป เราเองก็พูดแกมขู่ว่าทางลำบากนะ ต้องเดินเอง ไม่มีใครช่วย แต่ถ้าไม่ไหวก็มีที่ให้นั่งพักได้ตลอดทาง จริงๆ คืออยากให้แกทำใจจะได้ไม่บ่นเราทีหลังนั่นเอง อีกอย่างปีนึงเค้าเปิดให้ขึ้นประมาณ 2 เดือน ถ้าพลาดก็คืออดสถานเดียว ภารกิจนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้น

เริ่มจากจองตั๋วเครื่องบินให้แม่มากรุงเทพซะก่อน ลางานล่วงหน้า แผนก็คือศุกร์ขับมดตะนอยคันน้อย (Swift) ออกเช้าไปถึงแล้วก็ไปดูคิวรถถ้าว่างก็ขึ้นเขาก่อน แล้วค่อยลงมาพักที่พักริมทะเล (อันนี้แม่รีเควสมาค่ะ) แต่ถ้ามีเวลาก็จะแวะเที่ยวในเมืองก่อน มีตลาดพลอย น้ำตกพลิ้ว และกินของอร่อยๆ กันก่อนกลับกรุงเทพ ถัดมาจองที่พัก จ่ายมัดจำ ให้น้องสาวลาเรียนที่มหาลัย 1 วัน

หลังจากนี้ก็เริ่มบอกแม่ให้ดูแลรักษาตัวเอง ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้ปอดแข็งแรง เตรียมยา ไปหาหมอ เช็คสภาพร่างกาย รองเท้าผ้าใบ เสื้อผ้ากางเกงใส่สบาย พัด เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พรุ่งนี้จะไปแล้วแต่งานเข้าซิคะ น้องสาวดันตกท่อในมหาลัยอีก สรุปคือคนที่พร้อมสุดคือแม่ 555 แต่เราไม่ปล่อยแม่ไว้คนเดียวหรอก เลื่อนค่ะเลื่อน โทรไปเลื่อนที่พักก่อนเค้าก็ใจดีมากๆ เลยค่ะ อ้อ เราพักที่บ้านกอดทะเลรีสอร์ท รีสอร์ทเล็กๆ ติดทะเล น่ารักค่ะ สงบมาก

ส่วนการเตรียมตัวของเราก็คือรีบปั่นงานค่ะ และเก็บกระเป๋าเตรียมของให้พร้อม ครีมกันแดด หมวก แอบติดผ้าขนหนูไปด้วยเอาไว้ซับเหงื่อ หรือเอาชุปน้ำโปะหัวเพื่อคลายร้อน และที่สำคัญดินสอเขียนคิ้ว เพราะคิ้วเป็นหน้าต่างของหน้าค่ะ เสร็จแล้วโทรถามรุ่นน้องที่ไปมาด้วยกันปีที่แล้วว่าขั้นตอนการขึ้นต้องทำไงบ้างนะ 5555 แลดูมีอนาคตมั๊ย

เอ้าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกวันพฤหัสเย็นมาเจอกันเราเช็คของกันอีกครั้งนึงเพื่อความชัวร์ โดยเฉพาะยาของแม่ รองเท้าผ้าใบ พัด ธูปเทียน ไฟแช็ก อ้อเอารถไปเติมลมมาด้วยนะ เพราะเพิ่งเช็คระยะไปค่ะ

วันศุกร์ 8.00 น. ทุกคนพร้อม รถพร้อม รอไรคะมุ่งหน้ามอเตอร์เวย์ แต่ 8.30 น. พี่ยังติดอยู่แยกพระราม 9 อยู่เลย กว่าจะเข้ามอเตอร์เวย์ปาไปเกือบเก้าโมง มดตะนอยตัวจ้อยแต่จ๊าบของเราวิ่งออกไปด้วยความเร็วประมาณ 100 กม/ชม. รุ่นน้องเราแนะนำให้วิ่งเส้นพัทยา-ระยอง เพราะทางลัดเค้าทำถนนอยู่ อ้อมหน่อยแต่รักษาเวลาได้ พอเข้าจันทบุรีเราก็เริ่มเปิด GPRS ตามไปเรื่อยๆ ก็ถึงค่ะประมาณ 13.00 น.

เมื่อไปถึงก็ต้องดูว่าจะจอดรถที่ไหน ที่จอดรถแรกที่ถึงคือวัดกระทิงนั่งรถต่อเดียว แต่ก็ต้องนั่งยาวจากถนนใหญ่เข้าไปอีก เราเลยเลือกไปจอดรถที่วัดพลวงค่ะ ขับต่อไปอีกขึ้นเขาไปอีกหน่อยแต่ใกล้กว่าถึงแม้จะต้องต่อรถกระบะ 2 ต่อก็ไม่เป็นไร


จอดรถเรียบร้อยก็จัดของใส่เป้พยายามเอาของติดตัวไปน้อยที่สุด เอาเฉพาะของที่จำเป็น น้ำดื่มมีขายนะคะข้างบน แต่เราเอาติดมือไปด้วยขวดนึง แล้วซื้อตั๋วขาขึ้น คนละ 50 บาท คิวรถก็อยู่ไม่ไกลกันมากค่ะ ซื้อพลอยประจำวันเกิด เดือนเกิด และปีเกิดกันด้วย 3 ถุง 20 บาท วันนี้คิดยังน้อยอยู่เพราะมากลางวันเลยได้ขึ้นรถเลย ทางขึ้นเขา ชันไม่เป็นปัญหาสำหรับครอบครัวเราเพราะบ้านเราอยู่เหนือค่ะ ชินกับการไปเที่ยวดอยอยู่แล้ว นั่งรถหวาดเสียวกันอยู่ครู่นึงเราก็ต้องเปลี่ยนรถในคิวที่ 2 ค่ะ เหมือนเดิมคือไปซื้อบัตรรถคิวที่ 2 ขาขึ้นอีกคนละ 50 บาท ได้เสียวกันอีกรอบแล้วก็ถึงบริเวณเจดีย์ พระสีวลีค่ะ






จุดนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเท้า ไหว้พระสีวลีกันแล้วก็ไปซื้อดอกดาวเรืองถุงละ 50 บาท แนะนำว่าให้เช่าไม้เท้ากันด้วยนะคะ จะวางอยู่ตรงตีนเขาเป็นกองๆ เลยค่ะ ค่าเช่าก็ตามกำลังศรัทธาเริ่มต้นที่อันละ 10 บาทค่ะ เพราะช่วยได้มาก เอ้าถามแม่กะน้องว่าพร้อมมั๊ย เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันละนะ พร้อมแล้วก็ไปกันเลย 55555


เวลาผ่านไป 10 นาที เราเพิ่งผ่านโค้งแรกมา ประมาณ 50 เมตร แม่กะน้องเราขอแวะพักก่อน 5555 ได้แต่ให้กำลังใจ ระหว่างทางจะมีตั้งแต่เด็ก สตรี คนชรา พระสงฆ์ แม่ชี เดินสวนทางกันตลอด มีคนไหว้พระโปรยดอกไม้ตลอดทาง เห็นแล้วก็คิดในใจว่านี่แหล่ะแรงศรัทธานี่แหล่ะที่จะทำให้เรา แม่ กะน้องไปถึงรอยพระพุทธบาทให้ได้ ระหว่างทางเค้าก็จะทำจุดพักให้เรื่อยๆ นะมองดูวิวสวยๆ เดี๋ยวพอหายเหนื่อยก็เดินต่อ พอแม่เหนื่อยก็บอกให้เคาะระฆังดิ โปรยดอกไม้สิ หลอกไปเรื่อย ชวนคุยไปตลอดทาง พอเห็นเหนื่อยกันมากๆ เราก็บอกอีกนิดเดียว จนน้องเราถามว่าเจ้นี่หลายนิดละนะ 55555








ในที่สุด...ก็มาถึงจนได้คนไม่เยอะเท่าไหร่ด้วย ดีจุง แม่ขอนั่งพักก่อน แต่เราชวนไหว้เลย เดี๋ยวยิ่งเย็นคนจะยิ่งเยอะ สำหรับใครที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะทางวัดมีพระพิธีกรอยู่คอยแจ้งวิธีการไหว้รวมถึงการนำสวดมนต์ และที่สำคัญท่านอารมณ์ดีมากๆ ท่านจะอธิบายวิธีการต่างๆ จนจบเป็นรอบๆ ไปเราเอาพลอยและดอกไม้ไปโปรยตรงรอยพระพุทธบาท ปีนี้เค้าไม่อนุญาตให้จุดธูปกับเทียนนะคะ ก็ไหว้ขอพรกันไปตามอัธยาศัย ไหว้เสร็จจ่ายค่าที่ไป 100 ประกอบด้วยมาม่า 30 มะพร้าว 40 โค้กกระป๋อง 30 เติมพลังก่อนลง เดินขึ้นว่าเหนื่อยแล้ว เดินลงต้องระวังด้วยนะคะ รองเท้าใครดิสเบรกไม่ดีต้องระวังค่ะ ขาลงเนี่ยเราจะรู้สึกเลยว่าขาตึงและสั่นด้วยค่ะ 55555







ถึงจุดพระสีวลีก็ซื้อตั๋วรถขาลง 50 บาท แล้วก็ได้คิวเลยเหมือนเดิม แต่รถขาขึ้นเริ่มเยอะแล้วนะคะ เลยไม่ต้องรอรถ ขึ้นกลับได้เลย แวะเปลี่ยนรถอีกคนละ 50 บาท สิริรวมเวลาการเดินขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ

ด้วยความที่เหนื่อยกันมากเราเลยตัดสินใจเข้าที่พักเลย ระหว่างทางคุยกันมากับแม่และน้องถามว่าเหนื่อยมั๊ยแกบอกสบายๆ แหมๆ บอกปีหน้าจะมากอีกจะชวนป่าป๊ามาด้วย แม่ว่าถ้าไม่มีแรงศรัทธาก็คงมาไม่ถึง แกเห็นพระ คนแก่ เด็กมาจากหลายหลายที่แกเลยมีแรงเดินจนถึงนี่แหล่ะ จ๊ะ....แม่ยังไงก็คือแม่เน๊อะ อ้อ...เตรียมยาพารากินก่อนนอนก็ดีนะคะ คลายปวดกันไว้หน่อยก็ดีจะได้นอนสบายไม่ปวดขาเหมือนเรา

สรุปกันนิดนึง
ค่ารถขึ้นเขา เที่ยวละ 100 X 3
ค่าพลอย 20 X 3
ค่าดอกดาวเรือง 50 X 2
จบทริปตามรอยพระพุทธบาทหลวง ตามแรงศรัทธาเขาคิชฌกูฎ กันอย่างสวยงามค่ะ หวังว่าคงเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายๆ คนที่อยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณมากค่ะ

#Checkinkintiew #เขาคิชฌกูฎ #เที่ยวไทย #แม่เป็นคนตลก #ลูกเป็นคนตลก #แฉแม่ #ชวนป๋วยปี่แปกอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่