อดีต สปช.’บุญเลิศ’ มอง 4 จุดเสี่ยงคำถามพ่วง รธน. ชี้ถ้าแจงข้อหาสืบทอดอำนาจไม่ได้ มีผลกระทบต่อผลประชามติแน่ เชื่อ ปชป.โหวตคว่ำ โอกาส รธน.ผ่าน-ไม่ผ่านก้ำกึ่ง 50/50
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติส่งคำถามพ่วงประชามติให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก ว่าตนพิจารณาแล้วมีจุดเสี่ยง 4 ประการ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและกระเทือนถึงการปฏิรูปประเทศ ดังนี้
1.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำถามที่มีลักษณะไม่เป็นกลาง คำถามนำ ข้อยาวเกินไป ยากต่อความเข้าใจของประชาชน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการถามคำถามพ่วง ดังที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา
2.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ว. 250 คนที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.มากเกินไป ขนาดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่กล้าเขียนในบทเฉพาะกาล
3.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจ เพราะเกี่ยวโยงไปถึงการให้ ส.ว.มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.
4.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการย้อนยุคเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2521
“เมื่อคำถามพ่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นจุดเสี่ยงเหล่านี้ ถ้า สนช.ในฐานะผู้เสนอคำถามพ่วงไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนหรือสมเหตุสมผลก็จะกลายเป็นประเด็นที่ฉุดคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ลดน้อยลง เพราะจุดอ่อนหรือจุดตาย คือ เมื่อ ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วยังจะมาขออำนาจพิเศษประชุมร่วมกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อโหวตนายกฯอีก ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมคาดว่าจะแสดงท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงก็จะกลายเป็นว่า 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ สามัคคีปรองดองกันคว่ำก็จะส่งผลให้การลงประชามติและคำถามพ่วงอาจจะผ่านหรือจะคว่ำใกล้เคียงกันคือ 50/50 ซึ่งจะกระเทือนไปถึงการปฏิรูปที่ไม่อาจเดินหน้าได้ตามที่คาดหวัง เมื่อสถานการณ์ที่ผันแปรไม่แน่นอนนี้ ผมเป็นห่วง 2 เรื่องคือ เงิน 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการลงประชามติจะสูญเปล่าหรือไม่ และจะนำไปสู่ความขัดแย้งและเจอทางตันอีกครั้งหรือไม่ จึงฝากเป็นข้อคิดให้ คสช.ได้พิจารณาเพื่อแก้ไขอย่างถูกจังหวะและสถานการณ์” นายบุญเลิศกล่าว
JJNY : อดีตสปช.ฟันธง ปชป. - เพื่อไทย จะสามัคคีกันไม่รับร่างรธน. หลังพบจุดอ่อนเพียบ
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติส่งคำถามพ่วงประชามติให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก ว่าตนพิจารณาแล้วมีจุดเสี่ยง 4 ประการ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและกระเทือนถึงการปฏิรูปประเทศ ดังนี้
1.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำถามที่มีลักษณะไม่เป็นกลาง คำถามนำ ข้อยาวเกินไป ยากต่อความเข้าใจของประชาชน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการถามคำถามพ่วง ดังที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา
2.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ว. 250 คนที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.มากเกินไป ขนาดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่กล้าเขียนในบทเฉพาะกาล
3.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจ เพราะเกี่ยวโยงไปถึงการให้ ส.ว.มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.
4.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการย้อนยุคเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี 2521
“เมื่อคำถามพ่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นจุดเสี่ยงเหล่านี้ ถ้า สนช.ในฐานะผู้เสนอคำถามพ่วงไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนหรือสมเหตุสมผลก็จะกลายเป็นประเด็นที่ฉุดคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ลดน้อยลง เพราะจุดอ่อนหรือจุดตาย คือ เมื่อ ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วยังจะมาขออำนาจพิเศษประชุมร่วมกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อโหวตนายกฯอีก ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมคาดว่าจะแสดงท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงก็จะกลายเป็นว่า 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ สามัคคีปรองดองกันคว่ำก็จะส่งผลให้การลงประชามติและคำถามพ่วงอาจจะผ่านหรือจะคว่ำใกล้เคียงกันคือ 50/50 ซึ่งจะกระเทือนไปถึงการปฏิรูปที่ไม่อาจเดินหน้าได้ตามที่คาดหวัง เมื่อสถานการณ์ที่ผันแปรไม่แน่นอนนี้ ผมเป็นห่วง 2 เรื่องคือ เงิน 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการลงประชามติจะสูญเปล่าหรือไม่ และจะนำไปสู่ความขัดแย้งและเจอทางตันอีกครั้งหรือไม่ จึงฝากเป็นข้อคิดให้ คสช.ได้พิจารณาเพื่อแก้ไขอย่างถูกจังหวะและสถานการณ์” นายบุญเลิศกล่าว