วันดับสูญ...
...เหตุแห่งการดับสูญ
เข็มบนหน้าปัดหน้านาฬิกาแขวนผนังเพิ่งเคลื่อนตัวผ่านเวลาหนึ่งทุ่มไปเมื่อวินาทีที่แล้ว ช่วงเที่ยงของวันนี้มีฝนตกลงมาห่าใหญ่ แต่แทนที่จะเย็นสบายกลับกลายเป็นว่าอากาศนั้นร้อนอบอ้าวยิ่งกว่าเดิมเมื่อตอนฝนหยุด และตอนนี้ความร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็กำลังถูกแทนที่ด้วยอากาศเย็นที่โรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ซึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน
ถึงแม้จะไม่ใช่ห้องที่ดูดีอะไร แต่ผนังปูนทั้งสี่ด้านก็ช่วยป้องกันคู่สนทนาให้พ้นจากสภาพอากาศหนาวเย็นภายนอกอาคารได้
“ถึงคุณจะว่าอย่างนั้นก็เถอะด๊อกเตอร์”
ชายชราเริ่มบทสนทนาอีกครั้งด้วยประโยคที่แสดงถึงความเห็นต่าง
“อุณหภูมิของโลกในเวลานี้ ถึงแม้จะสูงขึ้นอย่างที่ว่าก็จริง แต่มันก็ไม่ได้แสดงสัญญาณอันตรายร้ายแรงใดๆ เลยนะครับ หากจะว่ากันตามทฤษฏีแล้ว อุณหภูมิขนาดที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่คุณคิด เอ่อ ผมหมายถึงการสูญสิ้นของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่การสูญสิ้นของโลกใบนี้มันต้องสูงกว่านี้อีกมาก”
คล้ายกับเป็นแสดงความคิดเห็นธรรมดาๆ แต่ทว่าในความธรรมดานั้นสมชายกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกลองภูมิ หรือไม่ก็เหมือนกับว่าชายชราตั้งใจจะให้เขาตอบอะไรบางอย่างออกมา
“เอาเป็นว่าผมจินตนาการไม่ออกก็แล้วกันว่าอุณหภูมิโลกมันจะสูงขนาดนั้นได้ยังไง และสิ่งมีชีวิตจะสูญสิ้นจากอุณหภูมิโลกได้ยังไง”
“หึ...”
สมชายขำในลำคอ เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า หากแต่ว่ารอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มจากความดีใจ
“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึงมาสนใจงานวิจัยชิ้นนั้น และตอนนี้ผมยิ่งไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรจากผม แต่...”
สมชายหลับตา กลั้นหายใจ นึกชั่งใจกับสิ่งที่ตนเองกำลังจะพูดออกไป
“คุณโทมัส คุณคิดว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ทุกอย่างที่ประกอบเป็นโลกใบนี้ขึ้นมาเกิดจากความบังเอิญรึเปล่าครับ”
เขาหยุดเมื่อพูดจบประโยคเพื่อให้คู่สนทนาได้ตรึกตรองสิ่งที่ถาม
“เปล่าเลย มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญสักนิด หากแต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พูดถึงนั้นล้วนถูกกำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีและมีแบบแผน”
สมชายจ้องนิ่งไปยังคู่สนทนา
“หากสายตาของผมไม่ผิดเพี้ยนจนเกินไป ผมคิดว่าคุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วถึงความจริงที่ว่าโลกของเราไม่ได้รับพลังงานและความร้อนจากดวงอาทิตย์เพียงแหล่งเดียว”
“คุณหมายความว่ายังไง”
ชายชราถาม แววตากระตือรือร้นขึ้นชัดเจน
“หกพันกิโลเมตร ลึกลงไปจากที่เรายืนกันอยู่หกพันกิโลกเมตร ในโลกของเราเองก็มีแหล่งความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึงห้าพันองศาเซลเซียสอยู่ที่นั่น”
“เรารู้กันดีว่าใจกลางโลกนั้นยังร้อนและไม่มั่นคง แต่โลกเองก็มีการจัดการของมันอยู่ โลกควบคุมสมดุลในตัวของมันเองได้เป็นอย่างดี”
“ความร้อนจากแก่นโลกจะแพร่ออกมาจนถึงบรรยากาศของโลกได้เล็กน้อยโดยผ่านชั้นแมนเทิลที่มีความหนาถึงสองพันเก้าร้อยกิโลเมตร จากนั้นความร้อนที่เล็ดรอดออกมาจะถูกทำให้ลดลงไปอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำและความชื้นในบรรยากาศที่มีมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์บนพื้นผิวโลก”
“และหากว่าความร้อนที่เหลืออยู่ยังคงมากเกินไป โลกก็จะระบายมันออกไปยังอวกาศ และทำการควบคุมอุณหภูมิของตัวมันเองด้วยก๊าซเรือนกระจกที่คลุมบรรยากาศของโลกอยู่บางๆ”
สายตาประเมินคู่สนทนาเพื่อหยั่งความเข้าใจและสมชายก็รู้ได้ในทันทีว่าเรื่องที่พูดไปนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับชายชราเลย
“ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังโลกเองก็ใช้หลักการเดียวกัน ก๊าซเรือนกระจกจะทำหน้าที่เป็นตัวกรองความร้อนที่จะผ่านเข้ามายังโลก หลังจากนั้นความร้อนที่เข้ามาก็จะถูกปรับสภาวะอีกครั้งด้วยไอน้ำในอากาศ และหากอุณหภูมิยังคงสูงเกินไปก็จะถูกระบายออกไป”
สมชายหลับตา จินตนาการถึงสมดุลของโลกที่เพิ่งกล่าวให้ชายชราฟัง ในสมองวาดภาพทิศทางการไหลของกระแสความร้อนและการจัดการความร้อนของโลก มันงดงามและยอดเยี่ยมไร้ที่ติในมโนภาพของเขา
“แต่สิ่งที่มนุษย์ทำลงไปทำให้สมดุลทั้งหมดนั้นพังพินาศ”
ภาพโลกที่มีผืนน้ำสีฟ้าและพื้นดินสีเขียวในจิตนาการเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง กระแสความร้อนที่ก่อนหน้านี้ไหลอย่างมีทิศทางและมีระเบียบเริ่มแปรปรวนไร้ทิศทาง ภาพในความคิดนั้นพวกมันกำลังคลั่งและแย่งกันหาทางหนีออกไปจากโลก
“ชั้นโอโซนถูกทำลายทำให้ความร้อนและพลังงานจากดวงอาทิตย์เข้ามาในบรรยากาศของโลกได้มากขึ้น ภูเขาและธารน้ำแข็งละลายทำให้ไอน้ำในบรรยากาศสูงขึ้น และไอน้ำที่เพิ่มขึ้นนั้น แทนที่มันจะเป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิของโลก กลับกลายเป็นว่ามันเป็นตัวช่วยเก็บความร้อนดีๆ นี่เอง”
“เปลือกโลกเริ่มอ่อนนุ่มและบางลง ความร้อนจากใต้โลกแพร่ขึ้นมาได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุดก๊าซเรือนกระจกที่หนาแน่นขึ้นทำให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนและรักษาสมดุลได้อย่างที่มันเคยทำ คุณโทมัส คุณรู้รึเปล่าว่าใต้โลกที่เรากำลังเหยียบย่ำกันอยู่ทุกวี่วันเกิดอะไรขึ้น”
สายตาจริงจัง เสียงลดต่ำลง ชายชรานิ่งเฉยไม่ตอบคำถามใดๆ
“มันกำลังปะทุยังไงล่ะครับ”
ชายชรายิ้มมุมปากหน่อยหนึ่งหลังได้ยินคำตอบ พลางถอนหายใจ
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงก็เถอะนะด๊อกเตอร์สมชาย ผมก็ยังไม่คิดอยู่ดีล่ะว่ามันจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นที่คุณกำลังพูดถึง กระบวนการเหล่านั้นใช่ว่าจะเกิดได้ภายในห้าปีสิบปี มันต้องเป็นไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ไม่มีทางเกิดได้ทันทีทันใดหรอกครับ”
คราวนี้เป็นสมชายบ้างที่ยิ้มออกมา แม้ความหมายจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น
“เปล่าเลย คุณโทมัส ทีละเล็กทีละน้อยที่คุณว่าน่ะมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว”
ชายชราทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออก แต่สมชายไม่ปล่อยให้เขาทันได้พูดอะไร
“ใช่แล้วครับ ก็อุณหภูมิที่คุณและผมเพิ่งคุยกันไปเมื่อสักครู่นั่นล่ะครับ มันเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และตอนนี้มันก็สะสมพลังงานจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้มันไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกต่อไปแล้ว”
“ขอเพียงมีอีกหนึ่งปัจจัยเท่านั้น เหลือเพียงตัวเร่งปฏิกิริยา อีกเพียงนิดเดียว อุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่านี้อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น บูมมม!! ทุกอย่างก็จะจบสิ้น”
“ตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยาคืออะไร แล้วเมื่อไหร่ เวลาที่คุณพูดถึงมันคือเมื่อไหร่”
ชายชราแสดงอาการกระตือรือร้นกว่าเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้วอย่างชัดเจน คำพูดราวกับคาดคั้นหมายคำตอบจากชายหนุ่ม แต่คู่สนทนากลับหลบสายตาแสร้งมองออกไปนอกหน้าต่าง
“จะไม่มีอะไรหลงเหลือ ทั้งเผ่าพันธุ์ ทั้งอารยะธรรม หรือแม้แต่ความทรงจำ เราทั้งหมดจะหายไปจากจักรวาล จะไม่ดีกว่าหรือครับถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะรู้ต่อจากนี้จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียงความทุกข์ทรมาน”
ใช่แล้ว ความทุกข์ทรมานที่ได้รับรู้แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้
สมชายคิด แววตาหม่นหมองลงชัดเจน
“ไม่หรอกครับ ด๊อกเตอร์สมชาย หากพวกเราจะต้องถูกลบออกไปจากระบบสุริยะจริงๆ อย่างน้อยผมก็ขอรู้เรื่องทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นดีกว่าที่จะจากไปแบบไม่รู้อะไรเลยครับ”
ชายชรายืนกรานอยากรู้เรื่องทั้งหมด
“หลังปีใหม่นี่ล่ะครับ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากนี้อีกครึ่งปี วันที่โลกจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดนั่นล่ะครับ ดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างสดใส ให้พลังงานแก่เราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่ล่ะครับตัวเร่งปฏิกิริยาสุดท้าย”
“โลกจะได้รับผลกระทบจากความร้อนของดวงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมหมายถึงแรงดึงดูดที่มากขึ้น ความร้อนที่มากขึ้นจะทำให้เปลือกโลกที่อ่อนบางอยู่แล้วยิ่งอ่อนตัว ไอน้ำที่เป็นตัวเก็บความร้อนอย่างดีจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงดึงดูดที่มากขึ้นจะทำให้แก่นโลกปะทุ และ...”
เสียงถอนหายใจราวหมดหวัง เสียงพูดต่อจากนั้นดูเลื่อนลอย
“โลกผ่านมหายุคต่างๆ มานานนับพันล้านปี ผ่านการสูญเสียมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งใดจะรุนแรงเท่าครั้งนี้ มนุษย์เรียกตัวเองว่าผู้ทรงภูมิปัญญา ใช้มันสมองเป็นอาวุธ ชนะทุกเขี้ยวเล็บและพละกำลังจนมาอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เดินทางสำรวจได้แม้กระทั่งในสถานที่ห่างไกลอย่างอวกาศ”
“แต่มนุษย์เองกลับไม่เคยมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองเลย พวกเราไม่เคยเข้าใจตัวเอง ไม่เคยเข้าใจหรือพยายามรับรู้ความต้องการของโลกเลย หากเมื่อห้าปีที่แล้วมีคนฟังผมบ้าง ในตอนนี้เราอาจจะยังพอมีทางออกก็เป็นได้”
“คุณกำลังจะบอกผมว่าหากเป็นเมื่อห้าปีที่แล้ว คุณมีวิธีทำให้โลกเย็นลงหรือวิธีที่ทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างนั้นหรือครับ”
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกครับ คุณโทมัส ผมบอกคุณไปแล้วแต่แรกว่าตั้งแต่โลกเริ่มแสดงสัญญาณเตือน ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว ไม่มีใครหรืออะไรแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้หรอกครับ”
สมชายกล่าวอย่างยอมรับความจริง ถอนหายใจหนักหน่วงอีกครั้ง
“แต่หากเป็นเมื่อห้าปีที่แล้ว อาจจะมีบางองค์กรสามารถหาทางอพยพมนุษยชาติบางส่วนไปที่อื่นได้ อย่างน้อยๆ ความรู้และอารยะธรรมทั้งหมดของพวกเราก็จะไม่สูญสิ้น และก็ยังสามารถฟื้นฟูได้ทันทีที่ทุกอย่างพร้อม”
วันดับสูญ...เหตุแห่งการดับสูญ (3)
...เหตุแห่งการดับสูญ
เข็มบนหน้าปัดหน้านาฬิกาแขวนผนังเพิ่งเคลื่อนตัวผ่านเวลาหนึ่งทุ่มไปเมื่อวินาทีที่แล้ว ช่วงเที่ยงของวันนี้มีฝนตกลงมาห่าใหญ่ แต่แทนที่จะเย็นสบายกลับกลายเป็นว่าอากาศนั้นร้อนอบอ้าวยิ่งกว่าเดิมเมื่อตอนฝนหยุด และตอนนี้ความร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็กำลังถูกแทนที่ด้วยอากาศเย็นที่โรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ซึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อน
ถึงแม้จะไม่ใช่ห้องที่ดูดีอะไร แต่ผนังปูนทั้งสี่ด้านก็ช่วยป้องกันคู่สนทนาให้พ้นจากสภาพอากาศหนาวเย็นภายนอกอาคารได้
“ถึงคุณจะว่าอย่างนั้นก็เถอะด๊อกเตอร์”
ชายชราเริ่มบทสนทนาอีกครั้งด้วยประโยคที่แสดงถึงความเห็นต่าง
“อุณหภูมิของโลกในเวลานี้ ถึงแม้จะสูงขึ้นอย่างที่ว่าก็จริง แต่มันก็ไม่ได้แสดงสัญญาณอันตรายร้ายแรงใดๆ เลยนะครับ หากจะว่ากันตามทฤษฏีแล้ว อุณหภูมิขนาดที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่คุณคิด เอ่อ ผมหมายถึงการสูญสิ้นของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่การสูญสิ้นของโลกใบนี้มันต้องสูงกว่านี้อีกมาก”
คล้ายกับเป็นแสดงความคิดเห็นธรรมดาๆ แต่ทว่าในความธรรมดานั้นสมชายกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกลองภูมิ หรือไม่ก็เหมือนกับว่าชายชราตั้งใจจะให้เขาตอบอะไรบางอย่างออกมา
“เอาเป็นว่าผมจินตนาการไม่ออกก็แล้วกันว่าอุณหภูมิโลกมันจะสูงขนาดนั้นได้ยังไง และสิ่งมีชีวิตจะสูญสิ้นจากอุณหภูมิโลกได้ยังไง”
“หึ...”
สมชายขำในลำคอ เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า หากแต่ว่ารอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มจากความดีใจ
“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึงมาสนใจงานวิจัยชิ้นนั้น และตอนนี้ผมยิ่งไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรจากผม แต่...”
สมชายหลับตา กลั้นหายใจ นึกชั่งใจกับสิ่งที่ตนเองกำลังจะพูดออกไป
“คุณโทมัส คุณคิดว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ทุกอย่างที่ประกอบเป็นโลกใบนี้ขึ้นมาเกิดจากความบังเอิญรึเปล่าครับ”
เขาหยุดเมื่อพูดจบประโยคเพื่อให้คู่สนทนาได้ตรึกตรองสิ่งที่ถาม
“เปล่าเลย มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญสักนิด หากแต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พูดถึงนั้นล้วนถูกกำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีและมีแบบแผน”
สมชายจ้องนิ่งไปยังคู่สนทนา
“หากสายตาของผมไม่ผิดเพี้ยนจนเกินไป ผมคิดว่าคุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วถึงความจริงที่ว่าโลกของเราไม่ได้รับพลังงานและความร้อนจากดวงอาทิตย์เพียงแหล่งเดียว”
“คุณหมายความว่ายังไง”
ชายชราถาม แววตากระตือรือร้นขึ้นชัดเจน
“หกพันกิโลเมตร ลึกลงไปจากที่เรายืนกันอยู่หกพันกิโลกเมตร ในโลกของเราเองก็มีแหล่งความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึงห้าพันองศาเซลเซียสอยู่ที่นั่น”
“เรารู้กันดีว่าใจกลางโลกนั้นยังร้อนและไม่มั่นคง แต่โลกเองก็มีการจัดการของมันอยู่ โลกควบคุมสมดุลในตัวของมันเองได้เป็นอย่างดี”
“ความร้อนจากแก่นโลกจะแพร่ออกมาจนถึงบรรยากาศของโลกได้เล็กน้อยโดยผ่านชั้นแมนเทิลที่มีความหนาถึงสองพันเก้าร้อยกิโลเมตร จากนั้นความร้อนที่เล็ดรอดออกมาจะถูกทำให้ลดลงไปอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำและความชื้นในบรรยากาศที่มีมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์บนพื้นผิวโลก”
“และหากว่าความร้อนที่เหลืออยู่ยังคงมากเกินไป โลกก็จะระบายมันออกไปยังอวกาศ และทำการควบคุมอุณหภูมิของตัวมันเองด้วยก๊าซเรือนกระจกที่คลุมบรรยากาศของโลกอยู่บางๆ”
สายตาประเมินคู่สนทนาเพื่อหยั่งความเข้าใจและสมชายก็รู้ได้ในทันทีว่าเรื่องที่พูดไปนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับชายชราเลย
“ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่มายังโลกเองก็ใช้หลักการเดียวกัน ก๊าซเรือนกระจกจะทำหน้าที่เป็นตัวกรองความร้อนที่จะผ่านเข้ามายังโลก หลังจากนั้นความร้อนที่เข้ามาก็จะถูกปรับสภาวะอีกครั้งด้วยไอน้ำในอากาศ และหากอุณหภูมิยังคงสูงเกินไปก็จะถูกระบายออกไป”
สมชายหลับตา จินตนาการถึงสมดุลของโลกที่เพิ่งกล่าวให้ชายชราฟัง ในสมองวาดภาพทิศทางการไหลของกระแสความร้อนและการจัดการความร้อนของโลก มันงดงามและยอดเยี่ยมไร้ที่ติในมโนภาพของเขา
“แต่สิ่งที่มนุษย์ทำลงไปทำให้สมดุลทั้งหมดนั้นพังพินาศ”
ภาพโลกที่มีผืนน้ำสีฟ้าและพื้นดินสีเขียวในจิตนาการเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง กระแสความร้อนที่ก่อนหน้านี้ไหลอย่างมีทิศทางและมีระเบียบเริ่มแปรปรวนไร้ทิศทาง ภาพในความคิดนั้นพวกมันกำลังคลั่งและแย่งกันหาทางหนีออกไปจากโลก
“ชั้นโอโซนถูกทำลายทำให้ความร้อนและพลังงานจากดวงอาทิตย์เข้ามาในบรรยากาศของโลกได้มากขึ้น ภูเขาและธารน้ำแข็งละลายทำให้ไอน้ำในบรรยากาศสูงขึ้น และไอน้ำที่เพิ่มขึ้นนั้น แทนที่มันจะเป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิของโลก กลับกลายเป็นว่ามันเป็นตัวช่วยเก็บความร้อนดีๆ นี่เอง”
“เปลือกโลกเริ่มอ่อนนุ่มและบางลง ความร้อนจากใต้โลกแพร่ขึ้นมาได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุดก๊าซเรือนกระจกที่หนาแน่นขึ้นทำให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนและรักษาสมดุลได้อย่างที่มันเคยทำ คุณโทมัส คุณรู้รึเปล่าว่าใต้โลกที่เรากำลังเหยียบย่ำกันอยู่ทุกวี่วันเกิดอะไรขึ้น”
สายตาจริงจัง เสียงลดต่ำลง ชายชรานิ่งเฉยไม่ตอบคำถามใดๆ
“มันกำลังปะทุยังไงล่ะครับ”
ชายชรายิ้มมุมปากหน่อยหนึ่งหลังได้ยินคำตอบ พลางถอนหายใจ
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงก็เถอะนะด๊อกเตอร์สมชาย ผมก็ยังไม่คิดอยู่ดีล่ะว่ามันจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นที่คุณกำลังพูดถึง กระบวนการเหล่านั้นใช่ว่าจะเกิดได้ภายในห้าปีสิบปี มันต้องเป็นไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ไม่มีทางเกิดได้ทันทีทันใดหรอกครับ”
คราวนี้เป็นสมชายบ้างที่ยิ้มออกมา แม้ความหมายจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น
“เปล่าเลย คุณโทมัส ทีละเล็กทีละน้อยที่คุณว่าน่ะมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว”
ชายชราทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออก แต่สมชายไม่ปล่อยให้เขาทันได้พูดอะไร
“ใช่แล้วครับ ก็อุณหภูมิที่คุณและผมเพิ่งคุยกันไปเมื่อสักครู่นั่นล่ะครับ มันเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และตอนนี้มันก็สะสมพลังงานจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้มันไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกต่อไปแล้ว”
“ขอเพียงมีอีกหนึ่งปัจจัยเท่านั้น เหลือเพียงตัวเร่งปฏิกิริยา อีกเพียงนิดเดียว อุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่านี้อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น บูมมม!! ทุกอย่างก็จะจบสิ้น”
“ตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวเร่งปฏิกิริยาคืออะไร แล้วเมื่อไหร่ เวลาที่คุณพูดถึงมันคือเมื่อไหร่”
ชายชราแสดงอาการกระตือรือร้นกว่าเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้วอย่างชัดเจน คำพูดราวกับคาดคั้นหมายคำตอบจากชายหนุ่ม แต่คู่สนทนากลับหลบสายตาแสร้งมองออกไปนอกหน้าต่าง
“จะไม่มีอะไรหลงเหลือ ทั้งเผ่าพันธุ์ ทั้งอารยะธรรม หรือแม้แต่ความทรงจำ เราทั้งหมดจะหายไปจากจักรวาล จะไม่ดีกว่าหรือครับถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะรู้ต่อจากนี้จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียงความทุกข์ทรมาน”
ใช่แล้ว ความทุกข์ทรมานที่ได้รับรู้แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้
สมชายคิด แววตาหม่นหมองลงชัดเจน
“ไม่หรอกครับ ด๊อกเตอร์สมชาย หากพวกเราจะต้องถูกลบออกไปจากระบบสุริยะจริงๆ อย่างน้อยผมก็ขอรู้เรื่องทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นดีกว่าที่จะจากไปแบบไม่รู้อะไรเลยครับ”
ชายชรายืนกรานอยากรู้เรื่องทั้งหมด
“หลังปีใหม่นี่ล่ะครับ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากนี้อีกครึ่งปี วันที่โลกจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดนั่นล่ะครับ ดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างสดใส ให้พลังงานแก่เราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่ล่ะครับตัวเร่งปฏิกิริยาสุดท้าย”
“โลกจะได้รับผลกระทบจากความร้อนของดวงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมหมายถึงแรงดึงดูดที่มากขึ้น ความร้อนที่มากขึ้นจะทำให้เปลือกโลกที่อ่อนบางอยู่แล้วยิ่งอ่อนตัว ไอน้ำที่เป็นตัวเก็บความร้อนอย่างดีจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงดึงดูดที่มากขึ้นจะทำให้แก่นโลกปะทุ และ...”
เสียงถอนหายใจราวหมดหวัง เสียงพูดต่อจากนั้นดูเลื่อนลอย
“โลกผ่านมหายุคต่างๆ มานานนับพันล้านปี ผ่านการสูญเสียมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งใดจะรุนแรงเท่าครั้งนี้ มนุษย์เรียกตัวเองว่าผู้ทรงภูมิปัญญา ใช้มันสมองเป็นอาวุธ ชนะทุกเขี้ยวเล็บและพละกำลังจนมาอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เดินทางสำรวจได้แม้กระทั่งในสถานที่ห่างไกลอย่างอวกาศ”
“แต่มนุษย์เองกลับไม่เคยมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเองเลย พวกเราไม่เคยเข้าใจตัวเอง ไม่เคยเข้าใจหรือพยายามรับรู้ความต้องการของโลกเลย หากเมื่อห้าปีที่แล้วมีคนฟังผมบ้าง ในตอนนี้เราอาจจะยังพอมีทางออกก็เป็นได้”
“คุณกำลังจะบอกผมว่าหากเป็นเมื่อห้าปีที่แล้ว คุณมีวิธีทำให้โลกเย็นลงหรือวิธีที่ทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างนั้นหรือครับ”
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกครับ คุณโทมัส ผมบอกคุณไปแล้วแต่แรกว่าตั้งแต่โลกเริ่มแสดงสัญญาณเตือน ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว ไม่มีใครหรืออะไรแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้หรอกครับ”
สมชายกล่าวอย่างยอมรับความจริง ถอนหายใจหนักหน่วงอีกครั้ง
“แต่หากเป็นเมื่อห้าปีที่แล้ว อาจจะมีบางองค์กรสามารถหาทางอพยพมนุษยชาติบางส่วนไปที่อื่นได้ อย่างน้อยๆ ความรู้และอารยะธรรมทั้งหมดของพวกเราก็จะไม่สูญสิ้น และก็ยังสามารถฟื้นฟูได้ทันทีที่ทุกอย่างพร้อม”