การทำสงครามที่ถูกต้องในหลักคำสอนของศาสนาอิสลามเป็นแบบไหน

กระทู้คำถาม
การทำสงครามตามนัยแห่งอิสลามได้อนุญาตไว้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น และสัมพันธภาพระหว่างมุสลิมกับศาสนิกอื่นนั้นต้องตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานแห่งสันติภาพเป็นหลักเสมอ


สงครามที่อนุมัติ  
 

         จริงอยู่ที่ว่าการทำสงครามนั้นอาจขัดกับ ความกรุณา หรือความเมตตาสงสาร แต่ตามวะฮียฺ (พระบัญชา) จากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแล้ว จะต้องคำนึงถึงเรื่องความยุติธรรม และความชอบธรรม  เป็นสำคัญ   การละเมิดความชอบธรรมหรือฝ่าฝืนความยุติธรรมจึงเป็นสิ่งต้องห้าม    ดังกล่าวแล้วผู้ทำสงครามจึงไม่มีสิทธิ์เข่นฆ่าได้ตามอำเภอใจ ดังนั้น หากพิจารณาจากหลักการอิสลามแล้วจะมีสงครามอยู่เพียงบางประเภทเท่านั้นเป็นที่อนุมัติ โดยในที่นี้สามารถจำแนกประเภทสงครามอันเป็นที่อนุมัติได้ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
 
1. การทำสงครามเพื่อต่อต้านการรุกราน
คัมภีร์อัลกุรอ่านได้บัญญัติว่า :

“ดังนั้น ผู้ใดละเมิดต่อพวกเจ้าก็จงละเมิดต่อเขา  เยี่ยงที่เขาละเมิดต่อพวกเข้า 
และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงรู้ไว้ด้วยว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย”
อัล-บะกอเราะฮฺ 2 :194   

  ตามตัวบทของอัลกุรอ่านนั้น บุคคลใดไม่มีส่วนสู้รบกับบรรดาผู้ศรัทธา ย่อมได้รับการปฏิบัติที่ดี  และให้ทำการสู้รบต่อต้านเฉพาะฝ่ายที่เป็นผู้รุกรานก่อน
  ในกรณีนี้มีตัวบทจากอัลกุรอ่านกล่าวไว้อีก ดังนี้

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา
และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา
และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม” 
อัล-มุมตะฮินะฮฺ  60 : 8

              คือ อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามบรรดามุสลิมในการที่จะทำความดีและให้ความยุติธรรมกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเขาในเรื่องศาสนา และมิได้ขับไล่บรรดาสตรีและเด็ก ๆ ของพวกเจ้าออกจากบ้านเกิดเมืองนอน  และนี่คือหลักแห่งมิตรภาพที่อิสลามใช้ให้ปฏิบัติต่อชนต่างศาสนิกที่ไม่มีส่วนในการรุกราน

          นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกว่า  แม้จะอนุมัติให้ตอบโต้การรุกรานได้แต่ก็ไม่ให้ด่วนสู้รบถึงแม้ฝ่ายตรงข้ามจะลงมือก่อนก็ตามที หากยังไม่ถึงขั้นที่ว่าจะระงับการรุกรานนั้นไว้ไม่ได้ ในอัลกุรอ่านได้มีระบุไว้ชัดเจนว่า

“ และหากพวกเจ้าจะลงโทษ(ฝ่ายปรปักษ์) ก็จงลงโทษเยี่ยงที่พวกเจ้าได้รับโทษ
และหากพวกเจ้าอดทน แน่นอน มันเป็นการดียิ่งสำหรับบรรดาผู้อดทน”   
อันนะฮลฺ 16: 126 -127

  ข้อความที่ชัดเจนเหล่านี้ย่อมแสดงว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และสหาย ( ซอฮาบะฮฺ ) ของท่านกระทำสงครามโดยมีเจตนารมณ์เพื่อต่อต้านการรุกรานเท่านั้น อิสลามไม่เคยยกย่อง “การทำสงคราม เพื่ออำนาจ” ว่าเป็นอุดมการณ์ที่น่านิยมแต่อย่างใด

2. การทำสงครามเพื่อปกป้อง คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม  

จากคัมภีร์อัลกุรอ่าน ความว่า

“มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในหนทางของอัลลอฮ
ทั้งๆ ที่บรรดาผู้อ่อนแอ ไม่ว่าชายและหญิง และเด็กๆ ต่างกล่าวกันว่า
โอ้พระเจ้าของเรา โปรดนำพวกเราออกไปจากเมืองนี้ (มักกะฮฺ) ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ข่มเหงรังแก
และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่ง ณ ที่พระองค์
และและโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่ง ณ ที่พระองค์”
อันนิซาอฺ 4 : 75

                  ดังกล่าวนี้ เป็นคำสั่งใช้ไม่ให้นิ่งดูดาย หรือวางเฉยเมื่อพบผู้โดนกดขี่หรือถูกข่มเหงรังแก  ฉะนั้น การทำสงครามต่อสู้ในที่นี้จึงสามารถกระทำได้เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอ และผู้ถูกข่มเหงรังแก นอกจากนี้ ในการปกป้องนั้นอิสลามยังใช้ให้มีการเตรียมพร้อมเพื่อป้องกัน ไม่ใช่เตรียมพร้อมเพื่อรุกราน หากแต่ใช้ให้ตระเตรียมกำลังรบและสรรพาวุธเท่าที่สามารถจะจัดหาได้ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานที่อาจมีขึ้น ดังใจความตอนหนึ่ง ความว่า

“และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าสามารถ อันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด
และการผูกม้าไว้ โดยที่พวกเจ้าจะทำให้ศัตรูของอัลลอฮ และศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น และพวกอื่นๆอีกจากพวกเขา
ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา อัลลอฮ์ทรงรู้จักพวกเขาดี และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาคในหนทางของอัลลอฮนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม
สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่พวกเจ้าโดยครบถ้วนโดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม”  
อัล-อันฟาล 8 : 60 

]3. การทำสงครามเพื่อปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่การขยายอำนาจ

          แม้ว่าแหล่งที่มาแห่งอำนาจจะมีมาจากแหล่งต่างๆ เช่น การมีความรู้ การมีความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่า ฯลฯ อันเป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่มิได้ตั้งอยู่บนการละเมิดสิทธิของผู้ใด  แต่ในสังคมมนุษย์ก็ยังมีอีกมากมายที่แสวงอำนาจด้วยการรุกราน รังแก  ทำลายผู้อื่น ดังนั้น สืบเนื่องจากอาณาจักรมุสลิมต้องเผชิญกับความมุ่งมาดที่จะปราบมุสลิมให้ราบคาบ การป้องกันตัวของมุสลิมจากฝ่ายศัตรูจึงเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง คือแทนที่จะเป็นฝ่ายคอยตั้งรับเฉยๆ ก็เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการยกกำลังไปปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่การขยายอำนาจไม่หยุดหย่อน
 ดังในบทบัญญัติจากอัลกุรอานที่ว่า

“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงยึดถือไว้ซึ่งความระมัดระวังของพวกเจ้า แล้วจงออกไปเป็นกลุ่ม ๆ  หรือออกไปโดยรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน”
อันนิซาอฺ  4 : 71

       
 สงครามที่ไม่อนุมัติ      

                                                              
          เป็นที่ชัดเจนว่าแม้อิสลามจะมีการอนุมัติให้ทำสงครามสู้รบได้ แต่ก็จำกัดไว้ให้เพียงสงครามบางประเภทดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นเท่านั้น ส่วนการทำสงครามอื่นจากนี้ไม่เป็นที่อนุมัติโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามที่ถูกทำให้เข้าใจผิดกันว่าเป็นสงครามตามคำสั่งใช้ในบทบัญญัติอิสลามทั้งๆ ที่ดังกล่าวเป็นสงครามที่ต้องห้ามอย่างชัดเจนในหลักการอิสลาม เช่น

1. การทำสงครามเพื่อบังคับให้เปลี่ยนศาสนา

          ตามแนวคิดอิสลามการทำสงครามเพื่อบังคับให้คนอื่นหันมานับถืออิสลาม หรือเพื่อร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลอื่นใดในเชิงการเมืองนั้น ไม่ถือเป็นเหตุสมควรที่จะยอมให้ทำสงครามได้ อิสลามได้สร้างเงื่อนไขไว้ว่า การเข้ารับอิสลามของแต่ละคน ต้องเกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์และความต้องการอันเสรีเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการบังคับขู่เข็ญ และอิสลามถือว่าการบังคับในเรื่องดังกล่าวเป็นอาชญากรรมและสร้างตราบาปให้แก่มนุษย์ที่มีความอิสระและสิทธิเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
อิสลามบัญญัติไว้ชัดเจนในอัลกุรอาน ความว่า

“ไม่มีการบังคับใด ๆ(ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม  แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด” 
อัล-บะกอเราะฮฺ 2 :256

บรรดาผู้ศรัทธาในยุคแรกของอิสลาม  ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า

 “อย่าได้ยัดเยียดศาสนาอิสลามให้แก่ใครเป็นอันขาด เราจะทำสงครามก็เฉพาะกับผู้ที่รุกรานโจมตีเราเท่านั้น และถ้าอีกฝ่ายยอมรับนับถือศาสนาอิสลามโดยสมัครใจก็เป็นเรื่องที่ต้องอำนวยความปลอดภัยให้แก่เลือดเนื้อและทรัพย์สินของพวกเขา เราจะไม่ฆ่าพวกที่มิได้ทำหน้าที่โจมตีสู้รบเป็นอันขาด และจะไม่บังคับให้ใครต้องยอมรับนับถืออิสลามด้วย”

คัมภีร์อัลกุรอานได้ห้ามการหักหาญชิงชัยกันในเรื่องศาสนา    ทั้งยังได้ประณามการขับเคี่ยวขู่เข็ญ กันเอง สร้างความวุ่นวายในหมู่ผู้ศรัทธาว่าเป็นสิ่งเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการฆ่า    อัลกุรอานถือว่า การก่อการร้ายเพื่อโค่นล้มศาสนาเป็นความชั่วร้ายยิ่งกว่าการฆาตกรรมชีวิตบุคคล   ดังจะเห็นได้ชัดในอายะฮฺต่อไปนี้

“ และการก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการประหัตประหารเสียอีก
และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ  มัสยิดอัลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเจ้าในที่นั้น”
อัล-บะกอเราะฮฺ 2 :191

2. การทำสงครามเพื่อการรุกรานผู้อื่น

การรุกรานทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม ดังปรากฏในอัลกุรอ่าน ความว่า

“ และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกรานแท้จริง อัลลอฮไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน ” 
อัล-บะกอเราะฮฺ2 : 190
                                                 
           ดังกล่าวเป็นการย้ำว่าอิสลามอนุมัติให้โต้ตอบได้เฉพาะกับผู้ที่ทำการสู้รบด้วยเท่านั้น บุคคลอื่นผู้ไม่เกี่ยวข้องใดๆในเหตุการณ์ มุสลิมไม่มีสิทธิ์โต้ตอบ ทำร้าย ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆโดยเด็ดขาด


ข้อห้ามและข้ออนุมัติในการสู้รบตามแนวทางอิสลาม ซึ่งประกอบด้วยแนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

 
1. ห้ามจู่โจมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

          อิสลามถือว่าการรบพุ่งจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายศัตรูผู้รุกรานเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน 3 ประการเสียก่อน คือ ทำสัญญาไม่รุกรานต่อกัน หรือยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม หรือ ประกาศสงคราม ดังนั้น หากผู้รุกรานหรือข่มเหงนั้นเลือกที่จะประกาศสงคราม มุสลิมก็จะต้องเข้าเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างไม่ท้อถอย 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“  พวกท่านอย่าได้วาดหวังที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อใดที่ได้เผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูแล้ว ก็จงยืนหยัดไม่ท้อถอย ”

           ดังกล่าวนี้หมายความว่า     แม้มุสลิมจะทราบดีว่าฝ่ายใดตั้งตนเป็นศัตรู แต่ก็มิใช่ว่ามุสลิมจะตั้งหน้าแต่จะทำลายศัตรูอยู่ร่ำไป  ยังให้ความสำคัญต่อการเปิดโอกาสผ่านการเจจาเพื่อแสวงหาสันติภาพ  แต่ถ้าฝ่ายศัตรูยืนยันที่จะประกาศสงครามมุสลิมก็จะต้องยืนหยัดต่อสู่ไม่ท้อถอย  แต่ลักษณะการต่อสู้นั้น             อิสลามห้ามการจู่โจมโดยไม่มีการบอกกล่าวให้รู้ตัวเสียก่อน มุสลิมจะต้องประกาศให้ศัตรูรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวสู้รบกัน     ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า      อิสลามไม่มีเจตนารมณ์ที่จะทำสงครามเพื่อล่าดินแดนอื่นไว้เป็นเมืองขึ้น หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยพละการ หรือแม้แต่หวังจะได้เป็นนายเหนือหัวใครตามอำเภอใจ        แต่มุสลิมต้องการเพียงจะสร้างหลักประกันที่จะให้ความปลอดภัยแก่ตนเองเท่านั้น โดยการทำสนธิสัญญาไม่รุกรานต่อกัน หรือไม่ก็ให้ข้าศึกหันมายอมรับนับถือศาสนาอิสลาม   ต่อเมื่อข้าศึกไม่ยอมปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งจากข้อเสนอนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะหาทางป้องกันตนเองให้พ้นจากการรุกราน

          ข้อความต่อไปนี้เป็นคำสั่งกองทัพที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มีไปยังท่านอาลี บิน อบีฏอลิบ รอฏิยัลลอฮุอันฮฺ ซึ่งถูกส่งไปเป็นแม่ทัพในสนามรบ

        “เมื่อท่านเข้าเขตแดนของศัตรูแล้ว ท่านจงอย่าประเดิมสงครามจนกว่าพวกนั้นจะโจมตีพวกท่านก่อน และถ้าพวกนั้นเข้าโจมตี ก็จงรอให้เขาฆ่าคนของท่านสักคนหนึ่งก่อน และถ้าเขาทำเช่นนั้นก็อย่าเพิ่งออกรบ จนกว่าท่านจะได้นำร่างของผู้ที่ถูกฆ่านั้นออกแสดงให้พวกเขาประจักษ์ และให้ถามดูว่าพวกเขาจะยอมรับพระผู้เป็นเจ้ามีเพียงองค์เดียวหรือไม่เสียก่อน หากอัลลอฮทรงโปรดให้ชายเพียงคนเดียวได้กลับใจมายอมรับอิสลาม นั่นก็นับว่ายังดีกว่าการที่ท่านจะได้ครอบครองโลกไว้ทั้งหมด ”

   อิสลามห้ามทหารเปิดการรบขึ้นก่อน แม้ว่ามุสลิมจะถูกฆ่าก็ยังจะสู้รบไม่ได้จนกว่าจะได้นำศพนั้นออกแสดงให้ฝ่ายศัตรูได้ประจักษ์ถึงสิ่งที่เขากระทำต่อมุสลิม  พร้อมกับกล่าวกับพวกเขาเพื่อแสวงหาสันติในทำนองว่า

           “ จะไม่ดีกว่าหรือ ถ้าจะให้บังเกิดมีสันติภาพและเสถียรภาพขึ้น ด้วยการที่ท่านหันมายอมรับนับถืออิสลาม หรือไม่ก็มาทำสัญญาไม่รุกรานต่อกัน ?”
 
            ถ้าหากภาพอันน่าสังเวชของฝ่ายมุสลิมผู้ที่ถูกฆ่านั้นยังไม่สามารถจะทำให้พวกศัตรูใจอ่อนลงได้ และไม่สามารถประนีประนอมได ก็ไม่มีทางเลี่ยง นอกจากมุสลิมจะต้องจับอาวุธขึ้นสู้
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 23
คำสอน.ทำให้แปลไปใช้ประโยชน์.ในทางที่ต้องการได้ง่ายต่างหาก
หรือไม่ก็.เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า.ต้องทำได้ ยังงั้น อย่างนี้.ไม่ทำบาป.
มีคำสอนไหนบ้าง.ศาสนา.บนโลกมนุษย์นี้บ้าง.ที่สอนวิธีฆ่าคน.ไว้.
-ใครออกจากศาสนา..ฆ่าทิ้ง
-ตุ๊ด เกย์ ..ฆ่าทิ้ง
-ฆ่า.กาเฟรร์ไม่บาป.ได้ขึ้นสวรรค์ มีนางสวรรค์บำเรอ 72 นาง.(อย่าเถียงว่าไม่มี...ถ้าอยากรู้.ค้นหาเอาจากในกระทู้ศาสนาฯพันธ์ทิพย์นี้)
-มีการขลิบหรือตัดคริสตอริส.เด็กหญิง
อะไรอีกมากมาย.ที่ รุนแรงมาก
คำสอน.มีไว้ป้องกันการถูกรุกราน.รังแก
..อยากถามว่า.แค่ไหนที่ว่า.ใครรุกราน.ใครทำการรังแก?? เมื่อมุสลิมเป็นคนกลุ่มน้อย.ก็ตั้งกลุ่มก้อน.ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับสังคม.ทำตัวแปลกแยก.เรียกร้องสิทธิ...ถ้าฝ่ายคนกลุ่มใหญ่ไม่ยอม.ก็อ้างสงครามศาสนา..?? ฆ่ากัน.
..ถ้าเป็นคนกลุ่มใหญ่.ก็อ้างคำสอน.กลั่นแกล้ง.บีบคั้น.คนศาสนาอื่น..จนขนาดโจมตี.ทำร้ายคนศาสนาอื่น..ที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้
  ..ฆ่าพระที่นาลันทา.ตายเป็นหมื่นๆ หรือฆ่าหมดเมือง..พระไปรุกรานอะไร.
..ไหน.มีบางคนบอกว่า..ฆ่าผู้ชายยิวตายทั้งเมือง.ทั้งๆที่ยอมแพ้แล้ว เด้ก หญิงจับไปเป็นทาส.??
   แบบนี้.เขาเรียกอะไร..
  อ๊ะ.อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนาลันทา.เชิญกระทู้นี้
http://pantip.com/topic/30848019
และกระทู้ด้านท้ายๆกระทู้นี้..มีสาระมาก.ลองหาอ่านดู..
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่