*** เราจะไม่เป็นแพสวะ ***
“…ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้บวช อยากจะบวชก็จงจำไว้ว่า ความตั้งใจนั้นเป็นสิ่งที่ดี การปฏิบัติธรรมนั้น แม้จะไม่ได้วันนี้ วันหนึ่งก็ต้องเป็นวันของเรา เมื่อบวชมาได้สัก 3 พรรษาได้ก็นึกเข้าใจ เอ๊! เรานี่บวชมาแล้ว ไม่มีความเจริญเลย สมาธิก็ไม่เคยทรงตัว เป็นภาพนิวรณ์ปกติหาความเจริญใส่จิตไม่ได้ ปกติเป็นคนขี้เกียจ อยากได้อย่างเดียวก็คือ ความสำเร็จโดยไม่ต้องออกแรง คิดอยู่อย่างนั้นก็เกิดความละอายใจ พอเราบวชมาแล้วก็โกหกชาวบ้านเขาหากินอยู่เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งคิดอย่างนี้ก็ออกบิณฑบาตสายเรือ เรียกว่าไปทางน้ำ ต้องพายกันไป 2 องค์ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรได้ ไปกลับเป็นสายเรือประจำของท่านสายแม่น้ำสะแกกรัง
เมื่อพายไปก็คิดไปว่า เรานี้ไม่อยากจะอยู่แล้ว คิดว่าจะไม่หลอกลวงชาวบ้าน จะไม่โกหกชาวบ้านหากินแล้ว ก็คิดไป เอ! บิณฑบาตเขาก็หาว่าเป็นพระ หาว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ ยกมือไหว้เมื่อให้แล้วยกมือไหว้ เมื่อให้แล้วยกมือไหว้ เราก็ยังเลวเต็มอัตราศึก ปกตินึกละอายใจก็พายเรือไป ก็นึก ก็มองเห็นแพผักตบชวาลอยน้ำไป มีเรือวิ่งสวนมา มีคลื่นกระทบแรงๆ เรือเราก็เรือเล็ก พอเรือเครื่อง เรือเร็ว สวนมา เราก็ปรับเรือให้รับคลื่น ไม่ให้เรือเราล่ม ก็เอาสิ่งที่เห็นด้วยตานั้น มาคิดปรับกับตัวเองว่า ชีวิตตัวเราเองนั้นน่ะ จะเปรียบเหมือนกับกองสวะที่ลอยตามน้ำไปนี่ เพราะกอสวะมันไม่มีหางเสือ มันไม่มีสมอง มันก็ลอยไปตามยถากรรมของมัน มันอาจจะแปะตรงนั้นก็ได้ มันอาจจะแปะตลิ่งตรงนี้ก็ได้ พอลอยไปตามยถากรรม หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ชีวิตของตัวเราเองนั่นน่ะ เมื่อมันมีสมองแล้วนี่ จะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยเหมือนกอผักตบชวาอย่างนั้นรึ
ใจก็มาตามคิด ไม่ใช่ เมื่อเรามีสมองแล้วนี่ ก็ต้องบังคับมันให้เข้าตามทิศตามทางสิ่งที่ดีได้ ไม่ใช่ปล่อยชีวิตเหมือนแพสวะ ลอยตามน้ำไปหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เมื่อเรามีมันสมอง มีปัญญา เกิดมาเพื่อปรารถนาพระนิพพาน ปรารถนาพระนิพพาน เมื่อตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องใช้ปัญญาของตัวเอง การจะไปพระนิพพานได้ ทำอย่างไร ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีจิตตั้งมั่น ตัดสังโยชน์ 3 ได้ ก็จะได้เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น เมื่อมีแบบแผนอย่างนี้แล้ว เมื่อมีปัญญาก็ต้องหัดจิตของเราให้คิดเข้าตามแบบแผนที่พระพุทธเจ้าวางไว้
พอคิดได้อย่างนั้นก็นึกว่า เอาล่ะ อดทน เมื่อเห็นแพสวะอย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่เป็นแพสวะ เราต้องตั้งมั่นเป้าหมายของชีวิตว่า ชาตินี้ที่ปรารถนาคือพระนิพพาน แต่การปฏิบัติธรรมนั้นก็ต้องมีอุปสรรค มีสิ่งกระทบกระเทือนกระทั่งใจ มีความเบื่อหน่าย มีอุปสรรคนานาประการ ไม่เหมือนกันทุกคน อุปสรรคนั้นก็เหมือนเรือ ที่เราพายลอยตามน้ำไปนั้น ก็ต้องมีเรือที่เป็นเรือใหญ่กว่า มีลูกคลื่นกระทบมาที่เรือเรา เมื่อมีอุปสรรคกระทบกระแทกเรือเราอย่างนั้น เราก็ต้องมีความสามารถในการเอาตัวรอด ไม่ให้เรือล่มได้ โดยใช้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ ฉะนั้นการปฏิบัติก็เหมือนกัน ก็ต้องมีอุปสรรคในการทำความดี ก็ต้องต่อสู้เหมือนกับเรือกระทบกับคลื่นใหญ่
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว ก็ เออ! มีความชื่นใจขึ้นมาอีก พอพายเรือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงปลายทาง ก็คิดว่า การพายเรือนั้นไม่ใช่พายทีเดียว จ้ำทีเดียวถึงจุดหมายปลายทาง มันต้องพายบ่อยๆ พายถูกทาง พายโดยความอุตสาหะ ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ก็คิดมาเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองว่า เมื่อพายเรือไปบ่อยๆแล้ว ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตเราก็ยังมีเวลาหลายปีอยู่ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติไม่หยุดไม่หย่อน ปฏิบัติไปตามกำลังของเราเรื่อยๆ โดยไม่ผิดทาง ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนเราที่กำลังพายเรือนี้เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อพายเรือกลับมาถึงวัด ก็มีความคิดว่า เออ เราจะอดทนต่อไป...”
------------------------------------------------
จาก : ชีวิตและงานท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ
ที่มา : หนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 48-49
อ่านก่อนบวช
“…ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้บวช อยากจะบวชก็จงจำไว้ว่า ความตั้งใจนั้นเป็นสิ่งที่ดี การปฏิบัติธรรมนั้น แม้จะไม่ได้วันนี้ วันหนึ่งก็ต้องเป็นวันของเรา เมื่อบวชมาได้สัก 3 พรรษาได้ก็นึกเข้าใจ เอ๊! เรานี่บวชมาแล้ว ไม่มีความเจริญเลย สมาธิก็ไม่เคยทรงตัว เป็นภาพนิวรณ์ปกติหาความเจริญใส่จิตไม่ได้ ปกติเป็นคนขี้เกียจ อยากได้อย่างเดียวก็คือ ความสำเร็จโดยไม่ต้องออกแรง คิดอยู่อย่างนั้นก็เกิดความละอายใจ พอเราบวชมาแล้วก็โกหกชาวบ้านเขาหากินอยู่เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งคิดอย่างนี้ก็ออกบิณฑบาตสายเรือ เรียกว่าไปทางน้ำ ต้องพายกันไป 2 องค์ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรได้ ไปกลับเป็นสายเรือประจำของท่านสายแม่น้ำสะแกกรัง
เมื่อพายไปก็คิดไปว่า เรานี้ไม่อยากจะอยู่แล้ว คิดว่าจะไม่หลอกลวงชาวบ้าน จะไม่โกหกชาวบ้านหากินแล้ว ก็คิดไป เอ! บิณฑบาตเขาก็หาว่าเป็นพระ หาว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ ยกมือไหว้เมื่อให้แล้วยกมือไหว้ เมื่อให้แล้วยกมือไหว้ เราก็ยังเลวเต็มอัตราศึก ปกตินึกละอายใจก็พายเรือไป ก็นึก ก็มองเห็นแพผักตบชวาลอยน้ำไป มีเรือวิ่งสวนมา มีคลื่นกระทบแรงๆ เรือเราก็เรือเล็ก พอเรือเครื่อง เรือเร็ว สวนมา เราก็ปรับเรือให้รับคลื่น ไม่ให้เรือเราล่ม ก็เอาสิ่งที่เห็นด้วยตานั้น มาคิดปรับกับตัวเองว่า ชีวิตตัวเราเองนั้นน่ะ จะเปรียบเหมือนกับกองสวะที่ลอยตามน้ำไปนี่ เพราะกอสวะมันไม่มีหางเสือ มันไม่มีสมอง มันก็ลอยไปตามยถากรรมของมัน มันอาจจะแปะตรงนั้นก็ได้ มันอาจจะแปะตลิ่งตรงนี้ก็ได้ พอลอยไปตามยถากรรม หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ชีวิตของตัวเราเองนั่นน่ะ เมื่อมันมีสมองแล้วนี่ จะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยเหมือนกอผักตบชวาอย่างนั้นรึ
ใจก็มาตามคิด ไม่ใช่ เมื่อเรามีสมองแล้วนี่ ก็ต้องบังคับมันให้เข้าตามทิศตามทางสิ่งที่ดีได้ ไม่ใช่ปล่อยชีวิตเหมือนแพสวะ ลอยตามน้ำไปหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เมื่อเรามีมันสมอง มีปัญญา เกิดมาเพื่อปรารถนาพระนิพพาน ปรารถนาพระนิพพาน เมื่อตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องใช้ปัญญาของตัวเอง การจะไปพระนิพพานได้ ทำอย่างไร ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีจิตตั้งมั่น ตัดสังโยชน์ 3 ได้ ก็จะได้เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น เมื่อมีแบบแผนอย่างนี้แล้ว เมื่อมีปัญญาก็ต้องหัดจิตของเราให้คิดเข้าตามแบบแผนที่พระพุทธเจ้าวางไว้
พอคิดได้อย่างนั้นก็นึกว่า เอาล่ะ อดทน เมื่อเห็นแพสวะอย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่เป็นแพสวะ เราต้องตั้งมั่นเป้าหมายของชีวิตว่า ชาตินี้ที่ปรารถนาคือพระนิพพาน แต่การปฏิบัติธรรมนั้นก็ต้องมีอุปสรรค มีสิ่งกระทบกระเทือนกระทั่งใจ มีความเบื่อหน่าย มีอุปสรรคนานาประการ ไม่เหมือนกันทุกคน อุปสรรคนั้นก็เหมือนเรือ ที่เราพายลอยตามน้ำไปนั้น ก็ต้องมีเรือที่เป็นเรือใหญ่กว่า มีลูกคลื่นกระทบมาที่เรือเรา เมื่อมีอุปสรรคกระทบกระแทกเรือเราอย่างนั้น เราก็ต้องมีความสามารถในการเอาตัวรอด ไม่ให้เรือล่มได้ โดยใช้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ ฉะนั้นการปฏิบัติก็เหมือนกัน ก็ต้องมีอุปสรรคในการทำความดี ก็ต้องต่อสู้เหมือนกับเรือกระทบกับคลื่นใหญ่
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว ก็ เออ! มีความชื่นใจขึ้นมาอีก พอพายเรือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงปลายทาง ก็คิดว่า การพายเรือนั้นไม่ใช่พายทีเดียว จ้ำทีเดียวถึงจุดหมายปลายทาง มันต้องพายบ่อยๆ พายถูกทาง พายโดยความอุตสาหะ ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ก็คิดมาเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเองว่า เมื่อพายเรือไปบ่อยๆแล้ว ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตเราก็ยังมีเวลาหลายปีอยู่ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติไม่หยุดไม่หย่อน ปฏิบัติไปตามกำลังของเราเรื่อยๆ โดยไม่ผิดทาง ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนเราที่กำลังพายเรือนี้เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อพายเรือกลับมาถึงวัด ก็มีความคิดว่า เออ เราจะอดทนต่อไป...”
------------------------------------------------
จาก : ชีวิตและงานท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ
ที่มา : หนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 48-49