คอลัมน์ จับกระแส: รอยรั่ว กสทช.ต้นเหตุแจสทิ้ง '4จี'
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม
การทิ้งใบอนุญาต 4จี ของบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ ในเครือบริษัทจัสมิน ที่มีนายพิชญ์ โพธารามิก กุมบังเหียนใหญ่ เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายยังคงถกเถียง โดยเฉพาะความรับผิดชอบของกรณีนี้ แน่นอนว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
โดยเฉพาะช่องโหว่ของกฎหมาย หลักเกณฑ์การประมูลที่ "เปิดช่อง" ให้บริษัทเอกชนทิ้งใบอนุญาตไปได้อย่างง่ายดาย มีเพียงบทลงโทษแค่ "ริบเงินประกัน" กับจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม เป็นบทลงโทษที่ทำให้เชื่อว่า กสทช.เองกำหนดเอาไว้ โดยไม่ได้คิดเผื่อว่า จะมีเอกชนรายไหนที่หาญกล้า "ทิ้งใบอนุญาต" ที่ประมูลได้
นั่นทำให้จากนี้ กสทช.จะกลายเป็น "เป้าหมายใหญ่" ที่สาธารณะจับตาเป็นพิเศษ มากกว่า แจส โมบาย ด้วยซ้ำ ทั้งความจริงจังในการแก้ไขปัญหา "ช่องโหว่" ของกฎหมาย การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ต้อง "คิดเผื่อ" ไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด กสทช. ชุดนี้จะทำได้ดีแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่เพียงแค่กิจการโทรคมนาคมเท่านั้น แต่บทเรียนจากฟากกิจการกระจายเสียง "ทีวีดิจิทัล" เราก็เห็นๆ กันอยู่
คณะทำงานพิจารณาความรับผิดชอบกรณีบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปรามปราบการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมกับตัวแทนจากหลายหน่วยงานหลักๆ เช่น ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษเช่นกันว่า จะทำหน้าที่ในระยะเวลา 30 วันนี้ได้มากน้อยแค่ไหน จริงจังแค่ไหน มาตรการดำเนินการที่จะออกมาจะเพียงพอต่อ "ผลประโยชน์" ที่รัฐรวมถึงประชาชนต้องเสียไปจากกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใด
อำนาจหน้าที่ของคณะทำงานชุดนี้ คือ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากำหนดความรับผิดชอบ กรณีแจส ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 ไม่ดำเนินการชำระเงินประมูลความถี่งวดที่ 1 และจัดส่งหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน เพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งมีหน้าที่เสนอแนะ วิธีการ แนวทาง หรือขั้นตอนการดำเนินการเอาผิด หรือลงโทษบริษัท แจส ตลอดจนมาตรการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงมีหน้าที่รายงานผลดำเนินการต่อ เลขาธิการกสทช. เพื่อนำเสนอ กทค.
ขณะที่ "เอกชน" เองแม้จะคิดว่าเป็น "สิทธิ" ที่ทำได้ ตราบใดที่หน่วยงานรัฐยังเปิด "ช่องโหว่" ให้ทำ แต่การประกอบกิจการธุรกิจใดๆ ควรต้องคำนึงถึง "ความรับผิดชอบ" หรือ "ความเป็นมืออาชีพ" มากกว่าคำนึงถึงแค่กำไร ขาดทุน ได้เปรียบ เสียเปรียบ ด้วยไหม เพราะทุกวันนี้การประกอบกิจการใดๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ มักถูกตั้งคำถามถึง "ธรรมาภิบาล" กันบ่อยขึ้น
อาจไม่จำเป็นก็ได้ที่ "พิชญ์ โพธารามิก" จะต้องออกมาแถลงถึง "ความรับผิดชอบ" หรือตั้งโต๊ะเล่าถึงที่มาที่ไป เพราะเป็น "สิทธิ" ที่ทำได้ และ "พิชญ์" ก็คงไม่แคร์อะไรมากกับเรื่องนี้
...แต่ต้องยอมรับว่า นักธุรกิจอย่าง "พิชญ์" จากนี้ไป ก็คงโดนตั้งคำถามถึง "ความไม่ เป็นมืออาชีพ" บ่อยขึ้น ขณะที่ กสทช. ก็นับวันที่จะเสื่อมถอยความศรัทธาลงไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มาตรการกำกับดูแลในเรื่องต่างๆ ยังมี "ช่องโหว่" ให้เห็นอยู่ร่ำไป
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559 (หน้า 11)
คอลัมน์ จับกระแส: รอยรั่ว กสทช.ต้นเหตุแจสทิ้ง '4จี'
คอลัมน์ จับกระแส: รอยรั่ว กสทช.ต้นเหตุแจสทิ้ง '4จี'
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม
การทิ้งใบอนุญาต 4จี ของบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ ในเครือบริษัทจัสมิน ที่มีนายพิชญ์ โพธารามิก กุมบังเหียนใหญ่ เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายยังคงถกเถียง โดยเฉพาะความรับผิดชอบของกรณีนี้ แน่นอนว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
โดยเฉพาะช่องโหว่ของกฎหมาย หลักเกณฑ์การประมูลที่ "เปิดช่อง" ให้บริษัทเอกชนทิ้งใบอนุญาตไปได้อย่างง่ายดาย มีเพียงบทลงโทษแค่ "ริบเงินประกัน" กับจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม เป็นบทลงโทษที่ทำให้เชื่อว่า กสทช.เองกำหนดเอาไว้ โดยไม่ได้คิดเผื่อว่า จะมีเอกชนรายไหนที่หาญกล้า "ทิ้งใบอนุญาต" ที่ประมูลได้
นั่นทำให้จากนี้ กสทช.จะกลายเป็น "เป้าหมายใหญ่" ที่สาธารณะจับตาเป็นพิเศษ มากกว่า แจส โมบาย ด้วยซ้ำ ทั้งความจริงจังในการแก้ไขปัญหา "ช่องโหว่" ของกฎหมาย การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ต้อง "คิดเผื่อ" ไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด กสทช. ชุดนี้จะทำได้ดีแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่เพียงแค่กิจการโทรคมนาคมเท่านั้น แต่บทเรียนจากฟากกิจการกระจายเสียง "ทีวีดิจิทัล" เราก็เห็นๆ กันอยู่
คณะทำงานพิจารณาความรับผิดชอบกรณีบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปรามปราบการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมกับตัวแทนจากหลายหน่วยงานหลักๆ เช่น ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษเช่นกันว่า จะทำหน้าที่ในระยะเวลา 30 วันนี้ได้มากน้อยแค่ไหน จริงจังแค่ไหน มาตรการดำเนินการที่จะออกมาจะเพียงพอต่อ "ผลประโยชน์" ที่รัฐรวมถึงประชาชนต้องเสียไปจากกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใด
อำนาจหน้าที่ของคณะทำงานชุดนี้ คือ มีอำนาจหน้าที่พิจารณากำหนดความรับผิดชอบ กรณีแจส ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 ไม่ดำเนินการชำระเงินประมูลความถี่งวดที่ 1 และจัดส่งหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน เพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งมีหน้าที่เสนอแนะ วิธีการ แนวทาง หรือขั้นตอนการดำเนินการเอาผิด หรือลงโทษบริษัท แจส ตลอดจนมาตรการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงมีหน้าที่รายงานผลดำเนินการต่อ เลขาธิการกสทช. เพื่อนำเสนอ กทค.
ขณะที่ "เอกชน" เองแม้จะคิดว่าเป็น "สิทธิ" ที่ทำได้ ตราบใดที่หน่วยงานรัฐยังเปิด "ช่องโหว่" ให้ทำ แต่การประกอบกิจการธุรกิจใดๆ ควรต้องคำนึงถึง "ความรับผิดชอบ" หรือ "ความเป็นมืออาชีพ" มากกว่าคำนึงถึงแค่กำไร ขาดทุน ได้เปรียบ เสียเปรียบ ด้วยไหม เพราะทุกวันนี้การประกอบกิจการใดๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ มักถูกตั้งคำถามถึง "ธรรมาภิบาล" กันบ่อยขึ้น
อาจไม่จำเป็นก็ได้ที่ "พิชญ์ โพธารามิก" จะต้องออกมาแถลงถึง "ความรับผิดชอบ" หรือตั้งโต๊ะเล่าถึงที่มาที่ไป เพราะเป็น "สิทธิ" ที่ทำได้ และ "พิชญ์" ก็คงไม่แคร์อะไรมากกับเรื่องนี้
...แต่ต้องยอมรับว่า นักธุรกิจอย่าง "พิชญ์" จากนี้ไป ก็คงโดนตั้งคำถามถึง "ความไม่ เป็นมืออาชีพ" บ่อยขึ้น ขณะที่ กสทช. ก็นับวันที่จะเสื่อมถอยความศรัทธาลงไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มาตรการกำกับดูแลในเรื่องต่างๆ ยังมี "ช่องโหว่" ให้เห็นอยู่ร่ำไป
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559 (หน้า 11)