ในส่วนตัวผม ผมวิเคราะห์ว่า
นักเตะไทยที่เล่นอยู่ในลีก หรือทีมชาติส่วนใหญ่มาจากบอลโรงเรียนก่อนจะมาเข้าสโมสร ไม่ได้มาจากอาคาเดมี่โดยตรง มันแตกต่างกันตรงที่บอลโรงเรียนมันก็เหมือนกับเรา ๆ ท่าน ๆ ในสมัยเรียนน่าแหละ พอเวลาเลิกเรียนก็แบ่งข้างเล่นบอลกัน พอมึดก็กลับบ้านอาบน้ำ ดูหนัง และนอน พอโรงเรียนเปิดคัดนักฟุตบอลก็ไปคัดกับเขา ถ้าใครเล่นได้ดีก็ติดทีมโรงเรียนนั้น ๆ ต่อมาโรงเรียนก็ฝึกซ้อม และส่งแข่งในนามโรงเรียน เช่นว่า แชมป์กีฬ้า 7 สี เป็นต้น ( อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ )และถึงมาอยู่กับสโมสรทีหลัง
เด็กพวกนี้เตะฟุตบอลเป็น รับลูก ส่งลูก ยิงลูก เลี้ยงหลบ ทำได้หมด แต่แบสิคพื้นฐานไม่แน่นเหมือนจบจาก อาคาเดมี่ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่า
เวลาจับลูก เด็กไทยเราส่วนใหญ่จะใช้ด้านข้างเท้า ( ที่เป็นตาตุ่ม ด้านนอกกับด้านใน ) ลักษณะการจับจะเอาขามาขวางลูกบอลเพื่อไม่ให้ลูกบอลกลิ้งผ่านไปถ้าลูกฟุตบอลเพื่อนส่งมาแรงมันก็จะกระทบและกระดอนออกแรง ลูกจึงห่างตัวมากจนเสียการครองบอล ควรจะจับแบบใช้ฝ่าเท้ากดลงกับพื้นหญ้า สิ่งนี้
ต้องฝึกมาตั้งแต่เด็ก หรือลูกโด่ง ควรจับแบบไหน แม้กระทั่งลูกยิงประตู บางคนลูกที่ควรจะยิงแปรก็ไปยิงหลังเท้า ลูกที่ควรยิงหลังเท้าก็ไปยิงแปร อย่างจังหวะชาร์ทหน้าประตูหลายคนชอบใช้วิธีเตะส่วนใหญ่ก็จะเหินข้ามคานหมด ถ้าใครเคยทัน เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ เล่นก็จะเข้าใจ เพราะเนติพงษ์ เขาใช้วิธี ถีบ ลูกบอล เข้าแทน ถ้าจำไม่ผิด เนติพงษ์ เคยเฝึกฟุตบอลมาจากอาคาเดมี่ของฝรั่งเศษ โตและเล่นที่ฝรั่งเศษ ก่อนที่จะมาอยู่ที่ประเทศไทย
ผมเคยทำงานอยู่บริษัท ฯ ของญี่ปุ่นอยู่ที่ปทุมธานี เคยคุยกับคนญี่ปุ่นเวลาเขาออกมาสูบบุหรี่ข้างนอกห้อง( Office )แล้วเจอกัน เขาบอกว่า คนญี่ปุ่นรับเด็กเข้าอาคาเดมี่ตั้งแต่อายุ 5 - 6 ขวบ ฝึกทักษะเบสิคการจับบอลรับลูกส่งลูกอย่างน้อย ๆ 3 ปี ถึงจะได้เล่นบอลเป็นทีม และเสริมด้านโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะนม เด็กเหล่านั้นจะต้องกินนมทุกวัน วันละ 1 ลิตรเป็นอย่างน้อย และอย่างอื่นอีกมากมายเกี่ยวกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ พละกำลัง ผมจำไม่ได้หมด ปัจจุบันเราจะเห็นว่านักบอลญี่ปุ่นจะตัวสูงใหญ่มากเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องไปเตะกับพวกยุโรปแล้วไม่เป็นรอง ในประเทศญี่ปุ่นจะมีหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับฟุตบอลมากมายให้เด็ก ๆ อ่าน รวมทั้งหนังการ์ตูนเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับฟุตบอลเพื่อให้เด็กอ่านแล้วจะมีความฝันว่าจะเล่นฟุตบอลให้เก่ง ๆ เหมือนในการ์ตูน ( สร้างแรงบันดาลใจ )
สุดท้ายนี้ เราคงต้องรอสัก 5-10 ปีข้างหน้าเพราะลีกบ้านเราพึ่งเริ่มได้แค่ 8 ปี ลูกเจี๋ยบยังโตไม่ทัน รอให้ลูกเจี๋ยบจากสโมสรต่าง ๆ โตทันแล้ว เราจะมีนักฟุตบอลที่มีเบสิคที่ดีเหมือนชาติอื่น ๆ ในระดับเอเซียอย่างแน่นอน ขนาดเบสิคเราไม่ค่อยดีเรายังมาไกลได้ขนาดนี้ ก็คิดดูครับ ถ้าเราดีเท่าเค้าหรือดีกว่า ฟุตบอลโลกก็ไม่ไกล ( แต่ตอนนี้ผมก็แอบหวังเล็ก ๆ นะ ต้องสู้ด้วยทีมเวิร์คไปก่อนครับ ฟุตบอลบ้านเรายังไม่เคยเล่นกันเป็นทีมเวิร์คได้อย่างทุกวันนี้
ก็ไม่แน่ครับ ถ้าผลจับฉลากแบ่งสายออกมาเราอยู่ในกลุ่มความหวัง และมีเทพีแห่งโชคเข้าข้างบ้าง ได้ลุ้นเหมือนกันครับ )
ปล. ไม่มีเจตนาจะวิเคราะห์ให้เราดูด้อยกว่าเขาแต่อย่างใด หรือทำให้นักฟุตบอลท้อแท้ แต่ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นเราต้องอด
ทนรอ ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ 10 วัน 20 วัน แล้วจะสำเร็จ แต่ต้องใช้เวลากันเป็น 10 ปี 20 ปี และที่สำคัญเราต้องมีเป้าหมาย และความฝันด้วยครับ
การจับบอลของนักเตะไทย ทำไมถึงแตกต่างจาก เกาหลี ญี่ปุ่น
นักเตะไทยที่เล่นอยู่ในลีก หรือทีมชาติส่วนใหญ่มาจากบอลโรงเรียนก่อนจะมาเข้าสโมสร ไม่ได้มาจากอาคาเดมี่โดยตรง มันแตกต่างกันตรงที่บอลโรงเรียนมันก็เหมือนกับเรา ๆ ท่าน ๆ ในสมัยเรียนน่าแหละ พอเวลาเลิกเรียนก็แบ่งข้างเล่นบอลกัน พอมึดก็กลับบ้านอาบน้ำ ดูหนัง และนอน พอโรงเรียนเปิดคัดนักฟุตบอลก็ไปคัดกับเขา ถ้าใครเล่นได้ดีก็ติดทีมโรงเรียนนั้น ๆ ต่อมาโรงเรียนก็ฝึกซ้อม และส่งแข่งในนามโรงเรียน เช่นว่า แชมป์กีฬ้า 7 สี เป็นต้น ( อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ )และถึงมาอยู่กับสโมสรทีหลัง
เด็กพวกนี้เตะฟุตบอลเป็น รับลูก ส่งลูก ยิงลูก เลี้ยงหลบ ทำได้หมด แต่แบสิคพื้นฐานไม่แน่นเหมือนจบจาก อาคาเดมี่ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่า
เวลาจับลูก เด็กไทยเราส่วนใหญ่จะใช้ด้านข้างเท้า ( ที่เป็นตาตุ่ม ด้านนอกกับด้านใน ) ลักษณะการจับจะเอาขามาขวางลูกบอลเพื่อไม่ให้ลูกบอลกลิ้งผ่านไปถ้าลูกฟุตบอลเพื่อนส่งมาแรงมันก็จะกระทบและกระดอนออกแรง ลูกจึงห่างตัวมากจนเสียการครองบอล ควรจะจับแบบใช้ฝ่าเท้ากดลงกับพื้นหญ้า สิ่งนี้
ต้องฝึกมาตั้งแต่เด็ก หรือลูกโด่ง ควรจับแบบไหน แม้กระทั่งลูกยิงประตู บางคนลูกที่ควรจะยิงแปรก็ไปยิงหลังเท้า ลูกที่ควรยิงหลังเท้าก็ไปยิงแปร อย่างจังหวะชาร์ทหน้าประตูหลายคนชอบใช้วิธีเตะส่วนใหญ่ก็จะเหินข้ามคานหมด ถ้าใครเคยทัน เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ เล่นก็จะเข้าใจ เพราะเนติพงษ์ เขาใช้วิธี ถีบ ลูกบอล เข้าแทน ถ้าจำไม่ผิด เนติพงษ์ เคยเฝึกฟุตบอลมาจากอาคาเดมี่ของฝรั่งเศษ โตและเล่นที่ฝรั่งเศษ ก่อนที่จะมาอยู่ที่ประเทศไทย
ผมเคยทำงานอยู่บริษัท ฯ ของญี่ปุ่นอยู่ที่ปทุมธานี เคยคุยกับคนญี่ปุ่นเวลาเขาออกมาสูบบุหรี่ข้างนอกห้อง( Office )แล้วเจอกัน เขาบอกว่า คนญี่ปุ่นรับเด็กเข้าอาคาเดมี่ตั้งแต่อายุ 5 - 6 ขวบ ฝึกทักษะเบสิคการจับบอลรับลูกส่งลูกอย่างน้อย ๆ 3 ปี ถึงจะได้เล่นบอลเป็นทีม และเสริมด้านโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะนม เด็กเหล่านั้นจะต้องกินนมทุกวัน วันละ 1 ลิตรเป็นอย่างน้อย และอย่างอื่นอีกมากมายเกี่ยวกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ พละกำลัง ผมจำไม่ได้หมด ปัจจุบันเราจะเห็นว่านักบอลญี่ปุ่นจะตัวสูงใหญ่มากเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องไปเตะกับพวกยุโรปแล้วไม่เป็นรอง ในประเทศญี่ปุ่นจะมีหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับฟุตบอลมากมายให้เด็ก ๆ อ่าน รวมทั้งหนังการ์ตูนเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับฟุตบอลเพื่อให้เด็กอ่านแล้วจะมีความฝันว่าจะเล่นฟุตบอลให้เก่ง ๆ เหมือนในการ์ตูน ( สร้างแรงบันดาลใจ )
สุดท้ายนี้ เราคงต้องรอสัก 5-10 ปีข้างหน้าเพราะลีกบ้านเราพึ่งเริ่มได้แค่ 8 ปี ลูกเจี๋ยบยังโตไม่ทัน รอให้ลูกเจี๋ยบจากสโมสรต่าง ๆ โตทันแล้ว เราจะมีนักฟุตบอลที่มีเบสิคที่ดีเหมือนชาติอื่น ๆ ในระดับเอเซียอย่างแน่นอน ขนาดเบสิคเราไม่ค่อยดีเรายังมาไกลได้ขนาดนี้ ก็คิดดูครับ ถ้าเราดีเท่าเค้าหรือดีกว่า ฟุตบอลโลกก็ไม่ไกล ( แต่ตอนนี้ผมก็แอบหวังเล็ก ๆ นะ ต้องสู้ด้วยทีมเวิร์คไปก่อนครับ ฟุตบอลบ้านเรายังไม่เคยเล่นกันเป็นทีมเวิร์คได้อย่างทุกวันนี้
ก็ไม่แน่ครับ ถ้าผลจับฉลากแบ่งสายออกมาเราอยู่ในกลุ่มความหวัง และมีเทพีแห่งโชคเข้าข้างบ้าง ได้ลุ้นเหมือนกันครับ )
ปล. ไม่มีเจตนาจะวิเคราะห์ให้เราดูด้อยกว่าเขาแต่อย่างใด หรือทำให้นักฟุตบอลท้อแท้ แต่ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นเราต้องอด
ทนรอ ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ 10 วัน 20 วัน แล้วจะสำเร็จ แต่ต้องใช้เวลากันเป็น 10 ปี 20 ปี และที่สำคัญเราต้องมีเป้าหมาย และความฝันด้วยครับ