รีวิว + วิเคราะห์ Bat V Sup : เมื่อทิวาพบกับราตรีกาล ความมันส์จะถึงจุดเดือด!



PART รีวิว


สวัสดีเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านครับ ถ้าพูดถึงหนังที่สร้างปรากฏการณ์การรอคอยไปทั้งโลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจาก Civil War แล้ว
Bat V Sup : DOJ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจับตามอง นั่นเพราะความแรงของการออกตัว Teaser ทำให้เกิด Reaction ตื่นเต้นมากมายจากคนทั่วโลก

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
โดยส่วนตัวผมตั้งความหวังกับ Bat V Sup : DOJ ไว้ระดับนึง เพราะเมื่อดูจากตัวอย่างก็พอจะเดาทางออกว่า DC ต้องการทำให้ระดับของหนัง
เหมือนกับการเปิดตัว Captain America ของฝั่ง Marvel เพียงแต่นี่ คือ การเปิดตัวของสอง Super Hero ระดับตำนานของฝั่ง DC
หนังจึงเต็มไปด้วยการปูพื้นเรื่องในช่วงแรก และการชี้ชวนให้เราเห็นชนวนเหตุ แห่งความขัดแย้งที่ก่อตัวและจบลงอย่างง่ายดายในหนัง



หนังบอกเล่าปมในจิตใจของฝั่ง แบทแมนก่อน จากพล็อตเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี พ่อตาย แม่ตาย โดดเดี่ยวเดียวดายในเมืองกอทแธม
มีเพียงพ่อบ้านคู่ตระกูลนาม อัลเฟรด ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่า อัลเฟรด ฉบับแชค สไนเดอร์ เป็น อัลเฟรด ที่ให้ความรู้สึกแข็งแรง
และดูจะเป็นผู้ช่วยในหลายๆเรื่องได้ดีกว่าแบบฉบับของ โนแลนด์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่ดู สุขุม และน่าเคารพ ตามแบบฉบับพ่อบ้านใหญ่ตระกูล เวนย์ เท่ากับแบบฉบับของ โนแลนด์ เช่นกัน

อีกหนึ่งจุดที่เชื่อมกันมา คือ การเริ่มเรื่องโดยพยายามจูนให้คนดูรื้อฟื้นความทรงจำกับ Man Of Steel ก่อน เป็นการบอกเล่าในมุมมองของ บรูซ เวนย์
ภาพความวินาศ ความโกลาหล และการลากมหาสงครามเข้ามาสู่โลก ของบุรุษเหล็กแห่งสหัสวรรษนาม ซูเปอร์แมน
ความเป็นจริงที่น่าสนใจ คือ สายตาที่ บรูซ เวนย์ มองไปยังซูเปอร์แมน ไม่ใช่สายตาแห่งความเกลียดชัง แต่เป็นสายตาแห่งความระแวงแคลงใจ
และโกรธเกรี้ยวต่อความย่อยยับที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น

อารมณ์ของหนังเป็นไปอย่างเนิบนาบ และเป็นการบอกเล่า สะท้อนภาพลักษณ์ของ ซูเปอร์แมน ในปัจจุบันเสียมากกว่า
และรวมถึงความการแบ่ง Part ความรับผิดชอบ ของคลาร์ค ในบทบาทการเป็นที่รักของ ลูอิส เลน และบทบาทการเป็นยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์ของคนทั้งโลก
บางคนที่คาดหวังความตู้มต้าม จึงอาจรู้สึกเซ็ง และเบื่อการเดินเรื่องด้วยบทที่ตัดสลับไปมา เหมือนกับพยายามยัดเยียดให้คนดูเข้าใจว่า
แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นคู่ขัดแย้งกัน แต่เอาจริงๆ สิ่งที่แบทแมน กล่าวไว้น่าจะเป็นสิ่งที่แสดงความรู้สึกของเขามากที่สุด นั่นคือ

"ถ้าเรามีความเชื่อเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ว่าเขาจะเป็นภัยต่อโลก เราต้องทำให้ทุกคนได้เห็น"

และนั่นคือจุดเริ่มต้นไปสู่การสืบเรื่องราว ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน เล็กซ์ ลูเธอร์ กับแผนการอันแอบแฝงไปด้วยยาพิษของ LEX CORP
การพิพากษาความเป็นฮีโร่ของ บุรุษเหล็กว่าเขาเหมาะควรแค่ไหนที่จะรับบทบาทผู้พิทักษ์ของเหล่ามวลมนุษย์ในเมือง เมโทรโพลิส
แน่นอนว่า ในสายตาของผู้คน มีทั้งฝั่งได้รับผลกระทบ และฝั่งที่ได้ผลประโยชน์ บทของเรื่องนี้ทำให้ผมนึกไปถึง พล็อตเรื่องของ Watchmen

บทมีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่า ดร.แมนฮัตตัน ถูกดัดหลังด้วยการป้ายความผิด ในข้อหาตัวแพร่โรคมะเร็งแก่คนที่เขารัก และมิหนำซ้ำ ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู่ทำลายล้างผู้คนกว่าพันล้านชีวิตทั่วโลกอีกด้วย

เขาจึงไม่ใช่เพียงต้องต่อสู้เหล่าร้าย และภัยมากมายที่อยู่รายรอบยตัว แต่ยังต้องทนอย่กับชะตากรรมที่เมือง และโลกต้องการให้เขาเป็น หรือ ไม่เป็น
ความรักที่มีต่อผู้หญิงสองคน ลูอิส เลน และ มาธา แม่บนโลกมนุษย์ของเขา  



ตัวละครแต่ละตัวดำเนินเรื่องโดยเลือกที่จะตีความบทบาทของตัวเอง อย่างจำกัด และไม่เผยวัตถุประสงค์ใดมากไปกว่าการปูพื้นเรื่อง
ในขณะที่ บุรุษเหล็กผู้ทรงพลังของเรา ตีความตัวละครที่มี สภาวะสับสนทางจิตใจอยู่พอสมควร ในระดับที่เรียกได้ว่าเห็นภาพได้ระดับหนึ่ง
เราจะเห็นการพดคุย การถาม และโต้ตอบทางอนุสติองเขา การแสดงออกทางสายตา ที่ส่อความกังวลลึกๆ

น่าประหลาดที่แววตานั้น เหมือนกับที่ บรูซ เวนย์ มองดูเขา มันคือสายตาแห่งความคลางแคลงใจ สายตาที่กังวลว่าเขาจะนำภัยพิบัติใดมาสู่โลกอีก
ไม่ใช่เพียงโลกใบนี้เท่านั้น แต่ยังมาถึงเธอ ผู้เป็นโลกของเขา ลูอิส เลน อีกด้วย

อนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างแทนตัวของเขานั้น หากมองให้ลึกเราจะเห็นว่า มันแสดงถึงการแบกรับภาระบางอย่างอยู่
ภาระแห่งความหวังของมวลมนุษย์ บทบาทของเขาบนโลก จึงเป็นเสมือนพระเจ้า ที่ทำงานเพื่อรับใช้มนุษย์ สนองรับทุกคำวิงวอนที่แว่วเข้าสู่โสตประสาท



และแน่นอน สิ่งที่จะขาดไปในการวิจารณ์ไม่ได้ คือ ตัวร้าย แม้ว่าหนังจะแสดงถึงความเป็นคู่ขัดแย้งของสองพระเอก
แต่ตัวร้าย ยังคงมีความสำคัญในการป้อนความโกลาหล และอุปสรรคขนาใหญ่ขึ้นมาบนโลก

เล็กซ์ ลูเธอร์ กับบทบาทที่แสดงถถึงปมความเคียดแค้นส่วนลึกในจิตใจ เขากระหายที่จะย่ำยี พระะเจ้า อยู่เสมอ
และความกระหายนั้น ได้รับกาารเติมเต็ม เมื่อการมาถึงของบุรุษเหล็ก ปลุกความหวัง และคนเอ่ยนามเขาราวกับนามของเทพ
เมื่อมี Superman ย่อมต้องมี คริปโตไนต์ แร่มรณะจากดาวคลิปต้อน และในครั้งนี้ มันถูกนำมาใช้ทั้ง โดย ตัวเล็กซ์ ลูเธอร์ เอง
และโดยอัศวินรัตติกาลผู้เดียวดายของเราด้วย

ฉากไล่ล่า และโชว์ของที่อยู่ในรถของ แบทแมน มีมาให้ได้ชมแน่นอน 1 ฉาก
รวมถึงอากาศยานสุดล้ำสมัย ในช่วงท้ายเรื่อง

กลับมาที่การตีความตัวละคร เล็กซ์ ลูเธอร์ ในเวอร์ชั่น แช็ค สไนเดอร์ ลูกเธอร์ เหมือนเด็กหนุ่มมาด CEO เกรียนๆ
ที่กำลังจะเติบโตสู่ความเป็นมหาวายร้ายในอนาคต แม้ว่า... บางฉาก บางตอน ยังไม่ดูมีมนต์ขลัง และทำคนดูให้อยู่หมัดได้
ทว่า เรื่องแบบนี้ คงต้องให้เวลา และดูพัฒนาการของมหาวายร้ายตัวนี้ต่อไปอีกซักหน่อย

การปรากฏตัวของปีศาจที่มาในช่วงท้ายเรื่อง ยังคงสร้างความพินาศอย่างย่อยยับมหาศาลให้กับ เมโทรโพลิส
และยิ่งรู้สึกว่า เมืองนี้คงไม่ต้องทำอะไรกันในแต่ละวัน นอกจากนั่งก่อสร้างบ้านเรือน และอาคารกันใหม่ทุกวัน



โดยภาพรวมแล้ว มันไม่ ว้าววววววว!!! เท่าที่ใจคิด แต่ทุกอย่างก็ถูกปูมาแล้วอย่างปล่อยผ่านไม่ได้
หากจะมีภาคต่อไปมาให้ได้ชมกัน สิ่งที่ต้องปรับ คือ จังหวะจะโคนของการเดินเรื่อง และบทสนทนา รวมถึงอารมณ์ของตัลละคนร่วมฉาก
ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมพลังของ ทุกตัวละครสำคัญให้เปล่งประกายไปสู่สายตา และหัวใจของผู้ชมทั้งใหม่ และเก่า ให้มากขึ้นกว่าเดิม
การโผล่มาของตัวละคร อื่นๆ ในจักรวาล DC ผมมองว่ามันน่าจะมีวิธีเชื่อมโยงได้น่าสนใจกว่าที่หนังมอบมาให้เรา

ผมให้ 3 / 5 คะแนน อย่างที่กล่าวไป ต้องรอจนกว่า ทิวา จะมาพบกัน รัตติกาล ความมันส์ถึงจะเริ่มต้น


PART บทวิเคราะห์ [SPOIL ZONE]



ในส่วนนี้เราจะมาจัดเต็ม และไม่อัดอั้นเรื่องสปอยใส่กันเลยซักคำพูดเดียว ก่อนจะเริ่มบทวิเคราะห์นี้ ผมขอยกตัวอย่างคำพูดหนึ่ง
ของพ่อ คลาร์ค เค้นท์ ที่กล่าวผ่านอนุสติของเขามาตอนหนึ่งว่า

"พ่อกินเค้กฮีโร่ แต่ม้าของเพื่อนบ้านจมน้ำตาย
เสียงร้องของมันยังติดอยู่ในความคิดของพ่ออยู่เลย
แต่เมื่อโตขึ้น พ่อได้รู้ พ่อรู้ว่า โลกนี้ มีทั้งความดี และความชั่ว มันขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกจะทำสิ่งใด"

ในความรู้สึกส่วนตัวของผม แบทแมน เป็นตัวแทนของ คำถาม
คำถามที่ เขามักตั้งกลับไปหา ซุปเปอร์แมน ในคราบของ นักข่าว ว่า "ทำไมคุณถึงสองมาตรฐานแบบนี้ล่ะ"

ใช่ครับ พ้อยท์ ของ Bat V Sup คือ เราใช้อะไรมาวัดเป็นมาตรฐาน ว่าสิ่งนี้ คือสิ่งที่ฮีโร่ ควรทำ สิ่งนี้ฮีโร่ไม่ควรทำ
พลังที่ไร้ขีดจำกัด กับ พลังที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ มันต่างกันตรงไหน ในเมื่อ อำนาจ คือ ความชอบธรรม
เช่นที่ เล็กซ์ ลูเธอร์ได้กล่าวกับ ท่าน สว. เอาไว้

เราใช้ข้ออ้างใดๆ ก็ได้ สร้างเรื่องถูก เรื่องที่ดี ให้กับตัวเราเอง ตราบใดที่เรายังคงมีอำนาจ ไม่มีใครโต้แย้งเราได้
เรามาวิเคราะห์ แต่ละเหตุการณ์สำคัญกันดีกว่า ว่ามีปม มีสาร มีสื่อใด ที่ แช็ค สไนเดอร์ พยายามจะจุดประเด็นขึ้นมาให้เราได้ขบคิดกัน



การสร้างเหตุการณ์ Anti Superman ของเล็กซ์ ลูเธอร์
เริ่มต้นจากการทำลายล้างแหล่งก่อการร้ายที่ ลอิส เลน เผอิญเข้าไปทำข่าว และถูกจับได้ว่ามาพร้อมกับ CIA
เพื่อดึงดูดให้ Superman มาช่วย  และนั่นก็เป็นการพิสูจน์ของ เล็กซ์ ซึ่งเขาก็พบว่า นักข่าวสาวคนนี้ ไม่ใช่แค่ผ้หญิงโชคดี ที่ถูกช่วย
แต่เธอคือคนสำคัญคนแรกของ เขา

และนำมาสู่เหตุการณ์ปลุกปั่น คนที่มีปมเกลียดชังต่อซุปเปอร์แมน ให้พลีชีพในรัฐสภา การสร้างความรู้สึกผิดให้กับ ซุปเปอร์แมน
ทำให้เขารู้สึกว่า เขาทำอะไรไม่ได้ แม้จะมีพลังอำนาจมากแค่ไหนก็ตาม

เหตุการณ์ มาธา ตัวประกันอง เล็กซ์ ลูเธอร์ นี่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นไม้เด็ด หมัดน็อก ของเล็กซ์ ในการบังคับจิตใจของเขาเลยก็ว่าได้
มันสมจริงตามคำกล่าวที่ว่า "ผู้ชายมีผู้หญิงที่รักมากที่สุดบนโลก 1 คน"

และในหนัง แม่ ของเขา ก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกนั่นเอง ที่ทำให้ บรูซ เวนย์ ยอมร่วมทีมด้วย



วิเคราะห์คำพูดของ Superman

"ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ผมมองไม่เห็นมัน หรือ ผมไม่ใส่ใจจะมอง"

คำพูดนี้เกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์ระเบิดในรัฐสภาผ่านไป เขายอมรับกับ ลูอิส เลน ว่าเขามองไม่เห็น ว่ามีระเบิดซุกซ่อนอยู่ในรถเข็น
แต่ในขณะนั้นเอง ส่วนหนึ่งในใจลึกๆ ของเขาก็ทำให้เกิดคำพูดนี้ขึ้นมา เขาเริ่มขัดแย้งในจิตใจ และถึงกับต้องหนีหายหน้าไป
เพื่อทบทวนความรู้สึกของตัวเอง โลกใบนี้ต้องการ เขาหรือไม่ เขามีความจำเป็นต่อโลกใบนี้หรือไม่??

แช็ค สไนเดอร์ ทำให้ ซุปเปอร์แมน ในเวอร์ชั่นนี้ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ตั้งข้อกังขาถึงการมีอยู่ของเขาเสมอ
แม่ ของเขากล่าวคำหนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจไปให้การในรัฐสภาว่า
"แม่ไม่เคยอยากให้โลกได้ลูกไป แต่ลูกเป็นของพวกเขาแล้ว
ลูกเป็นอะไรก็ได้ ที่เขาอยากให้ลูกเป็น เป็นเทพของพวกเขา เป็นฮีโร่ของพวกเขา"

คำพูดนี้ทำให้ย้อนนึกไปถึง แบทแมน เวอร์ชั่น โนแลนด์ ที่มีคำกล่าวตอนหนึ่งว่า "ผมเป็นอะไรก็ได้ที่กอทแธมอยากให้ผมเป็น"



จึงอาจสรุปได้ว่า Bat V Sup : DOJ คือ ปฐมบทแห่งการเปิดยุคซุปเปอร์ฮีโร่ ที่มีปมในใจ และความขัดแย้งทางอารมณ์เป็นพื้นฐาน
เต็มไปดด้วยคำถาม ข้อกังขา และการตามหาคำตอบ ในคุณค่าการมีอยู่ของพวกเขา ประเด็นของหนัง คือ การท้าทายความเชื่อที่ว่า
อำนาจ จะทำให้คนที่มีมันเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แม้ว่า ความขัดแย้งในเจตนารมณ์ของสอง ซุปเปอร์ฮีโร่ จะจบลงอย่างง่ายดายเพียงเพราะ

ซุปเปอร์แมน เอ่ยชื่อ มาธา แม่ของเขาที่ดันไปเหมือนกับ ชื่อแม่ ของ บรูซ เวนย์ ราวกับนัดกันไว้

แต่ความตายและการพลีชีพของเขา ก็ได้ชดเชยจุดเล็กน้อยตรงนั้นไป ทำให้เหตุและผลของความไว้ใจในตัว ซุปเปอร์แมน มีมากยิ่งขึ้น
ดั่งที่ บรซ เวนย์ กล่าวทิ้งทายไว้ว่า

"ผมทำให้เขาผิดหวังตอนเป็น ผมจะไม่ทำให้เขาผิดหวังตอนตาย"

C  R  E  A  T  E  D

- E n d C r e d i t M a n -



แวะมาพูดคุยกันได้ที่ : https://www.facebook.com/NungKangPang/?fref=ts


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่