
ไปดูมาแล้ว...
เมื่อสังคมมนุษย์พยายามจะหาความยุติธรรม Batman v Superman: Dawn of Justice แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม (ให้ 8/10)
*****ไม่สปอยล์*****
คำว่าความยุติธรรมนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ ความยุติธรรมมีอยู่แล้วในธรรมชาติ มันคือกฎเกณฑ์ วิถีทาง ปรากฏการณ์ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มันมีความเท่าเทียมกันทั่วโลก (ทั่วทั้งจักรวาลก็ว่าได้) ยกตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก สายน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ความจริงเหล่านี้คือความยุติธรรม ไม่เคยมีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีการเลือกชนชาติ ไม่มีการเลือกเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเกิดสึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด ปรากฏการณ์เหล่านี้มนุษย์เราสัมผัสรับรู้ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลตามที่ควรจะเป็น แต่ความยุติธรรมตามกฎหมายที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นเองนั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะสัมผัสรับรู้ได้ กลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะว่าจิตใจของคนแต่ละคนยอมรับกฎหมายได้ไม่เท่ากัน ระหว่างคนกับคนด้วยกันยังตัดสินว่ายุติธรรมหรือไม่ยังยากเลย นับประสาอะไรจะมาเอากฏเกณฑ์เหล่านี้มาตัดสินซุปเปอร์ฮีโร่ (เทพเจ้า) ด้วย
.
การปะทะกันของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน ครั้งนี้ จะคาบเกี่ยวมาจากซูเปอร์แมนในภาค Man of Steel โดยย้อนกลับไปในการต่อสู้ระหว่างซูเปอร์แมนกับนายพลซ็อต ในเมืองเมโทรโพลิส ซึ่งบังเอิญ บรูซ เวย์น หรือ แบทแมน อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทำให้ได้เห็นพลังอำนาจของซูเปอร์แมน จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ซูเปอร์แมน ในนามของ คลาร์ก เคนท์ ได้ทำงานเป็นนักข่าว และต้องการสืบหาเบาะแสของชายลึกลับที่เป็นตัวจริงของแบทแมน ด้วยความสามารถของซูเปอร์แมนที่มี ทั้งพลังเหนือมนุษย์ และพลังการทำลายล้างมหาศาล สืบเนื่องมาจากความเสียหายที่เขาเคยก่อไว้ระหว่างการต่อสู้ในภาคของ Man of Steel ทำให้ผู้คนต่างหวาดระแวง จนเขาไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลอีกต่อไป ขณะที่โลกกำลังสบสนและตกอยู่ในความหวาดระแวง เฝ้าแต่ถกเถียงกันว่าแบบไหนที่เป็นฮีโร่ที่โลกต้องการ พร้อมๆ กับความบาดหมางระหว่างแบทแมนกับซูเปอร์แมนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภัยคุกคามเบื้องหลังพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และใช้โอกาสผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในอันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
.
ต้องชื่นชมในความพยายามที่จะนำตัวละครหลักทั้งสองตัวมาเจอกัน มีการปูทางและโยงช่วงเวลาต่างๆ เข้าด้วยกันแต่เหมือนจะนานไปหน่อยจึงทำให้ช่วงแรกของหนังอาจจะเนือยๆ ไปบ้าง แต่ส่วนตัวชอบเพราะดูมีเหตุและผล ทำให้ความเกลียดชังระหว่างแบทแมนและซูเปอร์แมนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย และคงไม่สามารถพูดได้ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก เพราะต่างมีอุดมการณ์และทัศนคติเยี่ยงวีรบุรุษที่แตกต่างกันทั้งคู่ แต่สำหรับมุมมองของซูเปอร์แมนที่มีต่อแบทแมนนั้น จะไม่ชอบการกระทำที่ดูเป็นศาลเตี้ยใช้แต่กำลัง และความรุนแรงในการจัดการเหล่าอาชญากร ขณะที่ฝ่ายแบทแมนเองก็เกลียดซูเปอร์แมน จากความหวาดระแวงในพลังอำนาจมหาศาลที่เกินมนุษย์ สามารถทำลายล้างโลกได้ จนเชื่อว่าซูเปอร์แมนเป็นตัวอันตรายของโลก อย่างไรก็ตามรู้สึกได้ว่าหนังเทน้ำหนักลงไปที่ซูเปอร์แมนมากกว่าแบทแมน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยุติธรรมในการช่วยเหลือมนุษย์ ที่ต้องแลกมาด้วยความเสียหายและพังพินาศของบ้านเรือน การกระทำทุกครั้งนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนอง การช่วยชีวิตคนคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนต้องทนทุกข์ จนพวกมนุษย์ต้องกลับมาคิดว่าอยากให้ซูเปอร์แมนช่วยจริงๆ หรอ รวมไปถึงประเด็นคนรักและครอบครัวที่ดูอย่างไรก็รู้สึกว่าซูเปอร์แมนดูมีมิติมากกว่า
.
แต่ในแง่ของบทภาพยนตร์ ยังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ บทจะให้ตัวละครเกลียดกันก็ปูทางมาซะดี แต่พอจะให้รักกันก็เล่นเอาเข้าใจกันซะดื้อๆ รวมไปถึงเส้นเรื่องที่มีเยอะเกินไปแต่มันก็เป็นตัวเลือกที่ดีหากทาง DC จะมีการขยายจักรวาลออกไป ซึ่งไม่แน่ว่าปมเหล่านี้อาจจะถูกคลี่คลายให้มากขึ้นในหนังเดี่ยวของตัวละครต่างๆ หรืออาจจะโยงไปถึงการรวมตัวของฮีโร่ใน Justice League ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามตัวละครหลักๆ ในภาคนี้ก็มีเอกลักษณ์และบุคลิกที่เหมาะสมกับตัวละครมาก อันนี้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็น “เฮนรี่ คาวิล (Henry Cavill)” ที่รับบทฮีโร่สุดหล่อแห่งดาวคริปตัน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าคนปิดทองหลังพระ เขาเลือกที่จะใช้ความสามารถในการเป็นซุปเปอร์แมนในช่วยเหลือปกป้องผู้อื่นในเมืองเมโทรโพลิส โดยใช้มาดหนุ่มแว่นของการเป็นนักข่าวที่ถูกหัวหน้ามองว่างี่เง่าไม่ได้เรื่องเป็นเบื้องหน้าปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ภายในอ่อนไหวและบอบบาง ก็ไม่แปลกที่ศัตรูจะนำเอาจุดนี้ของเขามาเล่นงานได้อย่างง่ายดาย “เบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck)” ในบทบรูซ เวย์น มหาเศรษฐีชาวก็อตแทม ที่ภาคนี้ดูดาร์กตั้งแต่ต้นเพราะมีปมการสูญเสียพ่อแม่ แต่บทมันไม่ส่งเลยยังไปไม่สุด แต่ด้านการแสดงเฮียเบนก็ทำได้ไม่เลว “แกล กาด็อต (Gal Gadot)” หญิงสาวเผ่าอเมซอนที่มีพลังพิเศษเหมือนกับซูเปอร์แมน นางนี้ขอคารวะกราบไม่แบมือ คือนางสวยสตรองมาก นางมีซีนออกน้อยนะ แต่ทุกซีนที่นางออกคือเด่นไปอีก ทุกคนในซีนนั้นคือตาย ยิ่งตอนฉากช่วงสุดท้ายที่เป็นการเปิดตัว Wonder Woman โหยยย เท่ห์มาก สวยมาก บอกเลยว่า ออกน้อยแต่เด่นสุด
.
นอกจากนี้ การตัดต่อและความลื่นไหลของหนังมันยังทำได้ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด แต่พอแก้ขัดได้ด้วยงานภาพและดนตรี ซึ่งเป็นตัวสื่อสารที่สื่อสารได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก ทุกรายละเอียดการใส่ CG ขององค์ประกอบคือพอดิบพอดี ฉากไคลแมกซ์ของเรื่องนี่พังพินาศได้ยิ่งใหญ่สมใจจริงๆ และซาวน์ประกอบจากมือของ Hans Zimmer และ Junkie XL จัดมาดีมากๆ มันมีโทนหึกเหิมตื่นเต้น เสริมความอลังการให้กับหนังจนทำให้อินไปกับหนังได้ไม่ยาก และไม่อาจละสายตาไปจากจอภาพยนตร์ได้เลย
.
ความประทับใจและเซอร์ไพร์สสุดๆ อยู่ที่การรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC ในตอนท้ายของภาพยนตร์ แต่จะมีใคร ตัวไหนบ้างคงต้องไปลุ้นดูกันในหนังเอาเอง รับรองว่ามีกรี๊ดแน่ๆ ขนาดไม่ได้เป็นติ่ง DC นี่ยังแอบกรี๊ด สุดท้ายนี้ Batman v Superman: Dawn of Justice เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ที่เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้นแล้วทุกคนก็แค่กลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่หนังยังมองว่าเหตุการณ์นั้นยังทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้ด้วย แต่จะส่งผลต่อตัวซุปเปอร์ฮีโร่อย่างไร คำตัดสินนั้นจะยุติธรรมหรือไม่ คงต้องไปพิสูจน์กันเองในโรงภาพยนตร์
https://goo.gl/u3h3dZ
[SR] เมื่อสังคมมนุษย์พยายามจะหาความยุติธรรม Batman v Superman: Dawn of Justice
ไปดูมาแล้ว...
เมื่อสังคมมนุษย์พยายามจะหาความยุติธรรม Batman v Superman: Dawn of Justice แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม (ให้ 8/10)
*****ไม่สปอยล์*****
คำว่าความยุติธรรมนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ ความยุติธรรมมีอยู่แล้วในธรรมชาติ มันคือกฎเกณฑ์ วิถีทาง ปรากฏการณ์ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มันมีความเท่าเทียมกันทั่วโลก (ทั่วทั้งจักรวาลก็ว่าได้) ยกตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก สายน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ ความจริงเหล่านี้คือความยุติธรรม ไม่เคยมีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีการเลือกชนชาติ ไม่มีการเลือกเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเกิดสึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด ปรากฏการณ์เหล่านี้มนุษย์เราสัมผัสรับรู้ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลตามที่ควรจะเป็น แต่ความยุติธรรมตามกฎหมายที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นเองนั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะสัมผัสรับรู้ได้ กลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะว่าจิตใจของคนแต่ละคนยอมรับกฎหมายได้ไม่เท่ากัน ระหว่างคนกับคนด้วยกันยังตัดสินว่ายุติธรรมหรือไม่ยังยากเลย นับประสาอะไรจะมาเอากฏเกณฑ์เหล่านี้มาตัดสินซุปเปอร์ฮีโร่ (เทพเจ้า) ด้วย
.
การปะทะกันของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน ครั้งนี้ จะคาบเกี่ยวมาจากซูเปอร์แมนในภาค Man of Steel โดยย้อนกลับไปในการต่อสู้ระหว่างซูเปอร์แมนกับนายพลซ็อต ในเมืองเมโทรโพลิส ซึ่งบังเอิญ บรูซ เวย์น หรือ แบทแมน อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทำให้ได้เห็นพลังอำนาจของซูเปอร์แมน จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ซูเปอร์แมน ในนามของ คลาร์ก เคนท์ ได้ทำงานเป็นนักข่าว และต้องการสืบหาเบาะแสของชายลึกลับที่เป็นตัวจริงของแบทแมน ด้วยความสามารถของซูเปอร์แมนที่มี ทั้งพลังเหนือมนุษย์ และพลังการทำลายล้างมหาศาล สืบเนื่องมาจากความเสียหายที่เขาเคยก่อไว้ระหว่างการต่อสู้ในภาคของ Man of Steel ทำให้ผู้คนต่างหวาดระแวง จนเขาไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลอีกต่อไป ขณะที่โลกกำลังสบสนและตกอยู่ในความหวาดระแวง เฝ้าแต่ถกเถียงกันว่าแบบไหนที่เป็นฮีโร่ที่โลกต้องการ พร้อมๆ กับความบาดหมางระหว่างแบทแมนกับซูเปอร์แมนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภัยคุกคามเบื้องหลังพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และใช้โอกาสผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในอันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
.
ต้องชื่นชมในความพยายามที่จะนำตัวละครหลักทั้งสองตัวมาเจอกัน มีการปูทางและโยงช่วงเวลาต่างๆ เข้าด้วยกันแต่เหมือนจะนานไปหน่อยจึงทำให้ช่วงแรกของหนังอาจจะเนือยๆ ไปบ้าง แต่ส่วนตัวชอบเพราะดูมีเหตุและผล ทำให้ความเกลียดชังระหว่างแบทแมนและซูเปอร์แมนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย และคงไม่สามารถพูดได้ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก เพราะต่างมีอุดมการณ์และทัศนคติเยี่ยงวีรบุรุษที่แตกต่างกันทั้งคู่ แต่สำหรับมุมมองของซูเปอร์แมนที่มีต่อแบทแมนนั้น จะไม่ชอบการกระทำที่ดูเป็นศาลเตี้ยใช้แต่กำลัง และความรุนแรงในการจัดการเหล่าอาชญากร ขณะที่ฝ่ายแบทแมนเองก็เกลียดซูเปอร์แมน จากความหวาดระแวงในพลังอำนาจมหาศาลที่เกินมนุษย์ สามารถทำลายล้างโลกได้ จนเชื่อว่าซูเปอร์แมนเป็นตัวอันตรายของโลก อย่างไรก็ตามรู้สึกได้ว่าหนังเทน้ำหนักลงไปที่ซูเปอร์แมนมากกว่าแบทแมน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยุติธรรมในการช่วยเหลือมนุษย์ ที่ต้องแลกมาด้วยความเสียหายและพังพินาศของบ้านเรือน การกระทำทุกครั้งนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนอง การช่วยชีวิตคนคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนต้องทนทุกข์ จนพวกมนุษย์ต้องกลับมาคิดว่าอยากให้ซูเปอร์แมนช่วยจริงๆ หรอ รวมไปถึงประเด็นคนรักและครอบครัวที่ดูอย่างไรก็รู้สึกว่าซูเปอร์แมนดูมีมิติมากกว่า
.
แต่ในแง่ของบทภาพยนตร์ ยังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ บทจะให้ตัวละครเกลียดกันก็ปูทางมาซะดี แต่พอจะให้รักกันก็เล่นเอาเข้าใจกันซะดื้อๆ รวมไปถึงเส้นเรื่องที่มีเยอะเกินไปแต่มันก็เป็นตัวเลือกที่ดีหากทาง DC จะมีการขยายจักรวาลออกไป ซึ่งไม่แน่ว่าปมเหล่านี้อาจจะถูกคลี่คลายให้มากขึ้นในหนังเดี่ยวของตัวละครต่างๆ หรืออาจจะโยงไปถึงการรวมตัวของฮีโร่ใน Justice League ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามตัวละครหลักๆ ในภาคนี้ก็มีเอกลักษณ์และบุคลิกที่เหมาะสมกับตัวละครมาก อันนี้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็น “เฮนรี่ คาวิล (Henry Cavill)” ที่รับบทฮีโร่สุดหล่อแห่งดาวคริปตัน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าคนปิดทองหลังพระ เขาเลือกที่จะใช้ความสามารถในการเป็นซุปเปอร์แมนในช่วยเหลือปกป้องผู้อื่นในเมืองเมโทรโพลิส โดยใช้มาดหนุ่มแว่นของการเป็นนักข่าวที่ถูกหัวหน้ามองว่างี่เง่าไม่ได้เรื่องเป็นเบื้องหน้าปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ภายในอ่อนไหวและบอบบาง ก็ไม่แปลกที่ศัตรูจะนำเอาจุดนี้ของเขามาเล่นงานได้อย่างง่ายดาย “เบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck)” ในบทบรูซ เวย์น มหาเศรษฐีชาวก็อตแทม ที่ภาคนี้ดูดาร์กตั้งแต่ต้นเพราะมีปมการสูญเสียพ่อแม่ แต่บทมันไม่ส่งเลยยังไปไม่สุด แต่ด้านการแสดงเฮียเบนก็ทำได้ไม่เลว “แกล กาด็อต (Gal Gadot)” หญิงสาวเผ่าอเมซอนที่มีพลังพิเศษเหมือนกับซูเปอร์แมน นางนี้ขอคารวะกราบไม่แบมือ คือนางสวยสตรองมาก นางมีซีนออกน้อยนะ แต่ทุกซีนที่นางออกคือเด่นไปอีก ทุกคนในซีนนั้นคือตาย ยิ่งตอนฉากช่วงสุดท้ายที่เป็นการเปิดตัว Wonder Woman โหยยย เท่ห์มาก สวยมาก บอกเลยว่า ออกน้อยแต่เด่นสุด
.
นอกจากนี้ การตัดต่อและความลื่นไหลของหนังมันยังทำได้ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด แต่พอแก้ขัดได้ด้วยงานภาพและดนตรี ซึ่งเป็นตัวสื่อสารที่สื่อสารได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก ทุกรายละเอียดการใส่ CG ขององค์ประกอบคือพอดิบพอดี ฉากไคลแมกซ์ของเรื่องนี่พังพินาศได้ยิ่งใหญ่สมใจจริงๆ และซาวน์ประกอบจากมือของ Hans Zimmer และ Junkie XL จัดมาดีมากๆ มันมีโทนหึกเหิมตื่นเต้น เสริมความอลังการให้กับหนังจนทำให้อินไปกับหนังได้ไม่ยาก และไม่อาจละสายตาไปจากจอภาพยนตร์ได้เลย
.
ความประทับใจและเซอร์ไพร์สสุดๆ อยู่ที่การรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC ในตอนท้ายของภาพยนตร์ แต่จะมีใคร ตัวไหนบ้างคงต้องไปลุ้นดูกันในหนังเอาเอง รับรองว่ามีกรี๊ดแน่ๆ ขนาดไม่ได้เป็นติ่ง DC นี่ยังแอบกรี๊ด สุดท้ายนี้ Batman v Superman: Dawn of Justice เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ที่เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้นแล้วทุกคนก็แค่กลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่หนังยังมองว่าเหตุการณ์นั้นยังทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้ด้วย แต่จะส่งผลต่อตัวซุปเปอร์ฮีโร่อย่างไร คำตัดสินนั้นจะยุติธรรมหรือไม่ คงต้องไปพิสูจน์กันเองในโรงภาพยนตร์
https://goo.gl/u3h3dZ