ใบไม้ของหัวใจ
ช่วงบ่ายของวันที่แสนอบอ้าว เดินไปทางไหนก็มีแต่รังสียูวีด้วยความร้อนที่ครีมกันแดดสูตรกล้วยที่ดีที่สุดที่เคยใช้มาคงจะป้องกันอะไรไม่ได้เลย หลังเลิกงานตอนบ่ายสองฉันนั่งรถเมล์สายสองแปดกลับมาหมกตัวอยู่ที่ห้องสี่เหลื่อมผืนผ้าเล็กๆในมุมๆหนึ่งของกรุงเทพมหานครฯดินแดนแห่งเทพส้ราง ที่ว่าเทพสร้างก็ไม่ใช่ว่าเทพองค์ไหนลงจากสวรรค์ลงมาสร้างหรอก ก็กษัตริย์ของไทยนี่แหละที่ปวรณาตนเองเป็นเทพองค์ต่างๆเพื่อความยิ่งใหญ่และความขลัง กลับมาที่ห้องสี่เหลี่ยมของเรา ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่ก็เปิดทีวีไปพร้อมๆกัน คงจะมีคำถามตามมาว่าแล้วไม่งงแย่หรอกหรอเปิดทีวีทำไม ก็ไอ้สิ่งที่มันฉายอยู่บนหน้าจอในขณะนี้นี่แหละที่ทำให้หันมองและเกิดคำถามขึ้นมาในใจ “ผมชื่ออิคิว ผมกำลังจะไปนรกหรือสวรรค์ผมไม่รู้ แต่ผมขอพักอยู่ระหว่างทางตรงนี้สักครา” กลอนบทหนึ่งที่เชื่อกันว่าท่านอิคิวหรืออิคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญาแต่งขึ้นเพื่ออธิบายชื่อของตนเอง เขามาตรงนี้เพื่อที่จะจากไป ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อรอเวลาที่จะตกจากท้องฟ้าและกลับขึ้นมาใหม่ในรุ่งสางของอีกวัน แต่ชีวิตของคนเรามันไม่ได้แน่นอนขนาดนั้น เมื่อจากไปแล้วจะเอาอะไรมายืนยันว่าจะกลับมา เมื่อพบก็ต้องจากมันเป็นสัจะธรรมของชีวิต วินทร์ เลียววาริน ได้เขียนไว้ในหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ว่าถ้ามองชีวิตในมุมของวันเวลา สัปดาห์ เดือน ปี ชีวิตก็จะมีคุณค่าและความหมายมาก ถ้ามองในมุมของโลกและจักรวาลก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นมาเพื่อรอเวลาจางหายและกลับกลายไปเป็นเถ้าธุลีในจักรวาลเหมือนเดิม แต่มันน่าเศร้าตรงที่ชีวิตของเขามีความหมายกับฉันมากมายเหลือเกิน …. เขาเป็นใคร เขาก็เป็นคนที่ทำให้ฉันเกิดมายังไงล่ะ ฉันเปรียบตัวเองเป็นต้นไม้ ต้นอะไรก็ได้ที่มันมีใบ ”ชะเนียง” ชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ฉันเป็นชะเนียงนะ ถึงต้นจะใหญ่โตแต่มันเปราะบางมาก ยามที่เจอพายุแรงๆฉันก็อ่อนแอแตกหรือหักได้เหมือนกัน แต่อย่าลืมสิ หนึ่งกิ่งของฉันหักหลุดออกไปแต่ฉันยังมีกิ่งอื่นๆอยู่ พายุแรงๆที่มาพร้อมกับเม็ดฝนฉันไม่กลัวหรอก ฉันกลัวก็แต่ความแห้งแล้งที่จะทำให้ใบของฉันหลุดล่วงจนหมดต้นและเมื่อไม่มีใบฉันจะอยู่ต่อไปยังไง หน้าแล้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แล้วฉันจะอดทนจนถึงฤดูใบไม้ผลิได้หรือไม่ คำถามมากมายเกิดขึ้นมาในหัว อันที่จริงคำถามนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้วแหละแต่ฉันทำเป็นไม่สนใจมันเอง ตอนนั้นฉันอยู่ในฤดูฝนที่ชุ่มฉ่ำมันทำให้ฉันไม่กลัวอะไร ไม่คิดที่จะหาคำตอบเอาไว้ จนวันที่ใบไม้เริ่มจากไป ฉันถึงได้รู้ตัว ฉันอยู่โดยไม่มีเธอไม่ได้…
ใบไม้ของหัวใจ
ช่วงบ่ายของวันที่แสนอบอ้าว เดินไปทางไหนก็มีแต่รังสียูวีด้วยความร้อนที่ครีมกันแดดสูตรกล้วยที่ดีที่สุดที่เคยใช้มาคงจะป้องกันอะไรไม่ได้เลย หลังเลิกงานตอนบ่ายสองฉันนั่งรถเมล์สายสองแปดกลับมาหมกตัวอยู่ที่ห้องสี่เหลื่อมผืนผ้าเล็กๆในมุมๆหนึ่งของกรุงเทพมหานครฯดินแดนแห่งเทพส้ราง ที่ว่าเทพสร้างก็ไม่ใช่ว่าเทพองค์ไหนลงจากสวรรค์ลงมาสร้างหรอก ก็กษัตริย์ของไทยนี่แหละที่ปวรณาตนเองเป็นเทพองค์ต่างๆเพื่อความยิ่งใหญ่และความขลัง กลับมาที่ห้องสี่เหลี่ยมของเรา ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่ก็เปิดทีวีไปพร้อมๆกัน คงจะมีคำถามตามมาว่าแล้วไม่งงแย่หรอกหรอเปิดทีวีทำไม ก็ไอ้สิ่งที่มันฉายอยู่บนหน้าจอในขณะนี้นี่แหละที่ทำให้หันมองและเกิดคำถามขึ้นมาในใจ “ผมชื่ออิคิว ผมกำลังจะไปนรกหรือสวรรค์ผมไม่รู้ แต่ผมขอพักอยู่ระหว่างทางตรงนี้สักครา” กลอนบทหนึ่งที่เชื่อกันว่าท่านอิคิวหรืออิคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญาแต่งขึ้นเพื่ออธิบายชื่อของตนเอง เขามาตรงนี้เพื่อที่จะจากไป ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อรอเวลาที่จะตกจากท้องฟ้าและกลับขึ้นมาใหม่ในรุ่งสางของอีกวัน แต่ชีวิตของคนเรามันไม่ได้แน่นอนขนาดนั้น เมื่อจากไปแล้วจะเอาอะไรมายืนยันว่าจะกลับมา เมื่อพบก็ต้องจากมันเป็นสัจะธรรมของชีวิต วินทร์ เลียววาริน ได้เขียนไว้ในหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ว่าถ้ามองชีวิตในมุมของวันเวลา สัปดาห์ เดือน ปี ชีวิตก็จะมีคุณค่าและความหมายมาก ถ้ามองในมุมของโลกและจักรวาลก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นมาเพื่อรอเวลาจางหายและกลับกลายไปเป็นเถ้าธุลีในจักรวาลเหมือนเดิม แต่มันน่าเศร้าตรงที่ชีวิตของเขามีความหมายกับฉันมากมายเหลือเกิน …. เขาเป็นใคร เขาก็เป็นคนที่ทำให้ฉันเกิดมายังไงล่ะ ฉันเปรียบตัวเองเป็นต้นไม้ ต้นอะไรก็ได้ที่มันมีใบ ”ชะเนียง” ชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ฉันเป็นชะเนียงนะ ถึงต้นจะใหญ่โตแต่มันเปราะบางมาก ยามที่เจอพายุแรงๆฉันก็อ่อนแอแตกหรือหักได้เหมือนกัน แต่อย่าลืมสิ หนึ่งกิ่งของฉันหักหลุดออกไปแต่ฉันยังมีกิ่งอื่นๆอยู่ พายุแรงๆที่มาพร้อมกับเม็ดฝนฉันไม่กลัวหรอก ฉันกลัวก็แต่ความแห้งแล้งที่จะทำให้ใบของฉันหลุดล่วงจนหมดต้นและเมื่อไม่มีใบฉันจะอยู่ต่อไปยังไง หน้าแล้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แล้วฉันจะอดทนจนถึงฤดูใบไม้ผลิได้หรือไม่ คำถามมากมายเกิดขึ้นมาในหัว อันที่จริงคำถามนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้วแหละแต่ฉันทำเป็นไม่สนใจมันเอง ตอนนั้นฉันอยู่ในฤดูฝนที่ชุ่มฉ่ำมันทำให้ฉันไม่กลัวอะไร ไม่คิดที่จะหาคำตอบเอาไว้ จนวันที่ใบไม้เริ่มจากไป ฉันถึงได้รู้ตัว ฉันอยู่โดยไม่มีเธอไม่ได้…