หอบร่างไปพักผ่อนคนเดียว 5 วัน 4 คืน 4 เมืองแห่งภูมิภาคคันไซ ด้วยงบ ไม่เกิน 20,000 บาท (ตอนที่ 2)

จากความเดิมตอนที่แล้ว http://pantip.com/topic/34817426
ได้เล่าถึงการเตรียมตัว การเดินทาง และท่องเที่ยวในเมืองเกียวโตแล้ว
ตอนต่อไปก็จะไปตะลุยเมือง NARA KOBE OSAKA นั้นเอง
เช้าวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ใช้ Kansai Thru Pass เพราะเราจะนั่งรถหลายเมือง
เราตื่นเช้าเพื่อ Check Out เดินออกมา Family mart ใกล้ๆได้อันนี้มารองท้องก่อนเดินทาง

หลังจากนั้นเดินทางไปยังเมืองอุจิ อยู่ทางด้านตอนใต้ของเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าชาเขียวอร่อยที่สุดในโลกกก
ว่ากันว่าเมืองอุจิเป็นต้นกำเนิดชาเขียวเลยทีเดียวก็ว่าได้ ไปถึงถนนทั้งย่านขายกันแต่ชาเขียวเลย ส่วนเราได้ Set นี้มากิน บอกเลยชาเขียวแบบมัทฉะๆ ฟินมาก ละลายในปาก

หลังจากกินเรียบร้อยแล้วก็นั่งรถไฟ้ฟ้าด้วย KTP ฟรีตลอดวันนะจ้ะ มุ่งหน้าไปยังเมือง NARA เมืองที่มีกวางน้อยเป็นสัญลักษณ์นั่นเอง
ถึงแล้ว NARA

อย่างที่เล่าให้ฟังว่านาราเป็นมืองที่มีกวางน้อยเป็นสัญลักษณ์ เดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าก็เจอกวางเต็มไปหมดเลย แถมไม่กลัวคนเลย วิ่งเข้าใส่อีกต่างหาก นาราเป็นเมืองที่เงียบมาก ทุกอย่างดูสงบไปหมด



มีป้ายระวังกวางข้ามถนนด้วยนะ

เดินมาแปปนึงก็จะเจอวัด สวยดีแต่ไม่รู้จักชื่อ เนื่องจากเราไม่ได้หาข้อมูลเมืองนารามาเลยกะมากินโมจิสดที่เค้าว่ากันว่าอร่อยและก็เล่นกะน้องกวาง




เดินแปปๆ ก็มาแวะร้าน Daiso ใหญ่มากกกก ขายคล้ายๆเมืองไทยแต่ถูกกว่าเพราะ Daiso ญี่ปุ่นก็คือร้านร้อยเยนนั้นเองตกประมาณ 32 บาท แต่มีของให้เลือกเยอะกว่ามาก เดินก็ได้ของนิดหน่อย และก็ได้ไอติมชาเขียวมากิน อิอิ 100 เยนเช่นกัน


เดินมาจนสุดทางก็เจอร้านโมจิที่เล่าให้ฟังคนเยอะมาก ขายเป็นชิ้น ชิ้นละ 130 เยน อร่อยใส่เยอะ เห็นแป้งเขียวๆไม่ใช่ชาเขียวนะแต่เป็นแป้งโมจิผสมผักอารายม่ายรุ ทำสดๆ อร่อยยยยยย

ได้มาล๊าววว 1 ชิ้น

กัดเข้าไปก็จะเจอไส้ถั่วแดง ฟินนน

เสร็จภาระกิจจากนาระ เราก็ไปต่อกันยัง Osaka มุ่งหน้าสู่ที่พักเพื่อเอาของไปเก็บจะได้เที่ยวง่ายๆ
ถึงแล้ว Osaka


ที่พักเราก็คือ J Hopper central Osaka ค่อนข้างใจกลาง Osaka เลยทีเดียว อยู่ไม่ไกลจาก Osaka Station ใกล้ๆย่าน Namba
เราถึงที่พักตั้งแต่เกือบเที่ยงมั้ง  Check In อะไรเรียบร้อย แต่ห้องเข้าได้บ่ายสามโมงโชคดีหน่อยที่พักมีห้อง Locker ให้ฝากของได้ เราก็ไปเที่ยวรอ วันนี้เป็นคืนวันศุกร์ด้วยที่พักมี Foreigner Night Party เริ่ม 1 ทุ่มตรง หลังจากเก็บของเรียบร้อยเราก็รีบเดินทางกันเลย สถานีต่อไปเรียกได้ว่าเป็นที่สุดของการมาในครั้งนี้เลย ถ้าไม่มาสถานที่แห่งนี้ เรียกได้ว่ามาไม่ถึง Osaka เลยทีเดียวนั้นก็คือ "OSAKA CASTLE" บอกเลยสวยมากจริงๆ
ก่อนทางเข้าปราสาทโอซาก้าเจอดอกอันนี้บาน ไม่รู้ดอกอารายเหมือนกาน สวยดี

คนมีคู่ไม่รู้หรอก ชิชิ

มองเห็นแต่ไกลปราสาทโอซาก้า

นี่แนะมีมาถ่าย Pre Wedding ที่ปราสาทโอซาก้าด้วย --"

ด้านหน้าทางเข้าปราสาทโอซาก้าก็มีร้านขายของพวก Okonomiyaki Takoyaki Soft cream

ถึงแล้วทางเข้าปราสาทโอซาก้า

สวยเด่นมาแต่ไกล



หลังจากเดินเล่นรอบๆก็เหนื่อยก็ไปสอย Takoyaki มา 1 กล่องรองท้องก่อนจะไป Kobe

หลังจากนั้นก็รีบขึ้นรถไป Kobe เพื่อไปลิ้มลองเนื้อ Kobe ที่เค้าว่ากันว่าอร่อยนักหนา ปกติ จขกท ก็ไม่ค่อยกินเนื้อนะ แต่เนื้อ Kobe นี่ที่สุดจริงๆ ปล.อันนี้ไม่รวมในค่าใช้จ่ายนะ แพงมาก ที่ควักเงินกินเพราะคิดว่าครั้งนึงในชีวิตต้องลองเนื้อโกเบของแท้ ขึ้นชื่อสุดเลยก็ร้าน Steak Land คนเยอะมาก





หลังจากเดินเล่นนิดหน่อย กินเนื้อโกเบเสร็จก็รีบนั่งรถกลับมายัง Namba เพื่อไปหาคุณลุงกุลิโกะ ขึ้นรถไฟฟ้าหลับเป็นตายเกือบลงผิดสถานี
หลังจากลงรถก็ได้ Matcha latte ของยี่ห้อ Lipton อร่อยดี กล่องละ 100 เยนนิดๆ

ในที่สุดเราก็เจอคุณลุงแล้ววว

แล้วก็เดินเสาะหาของกินย่าน Dontonburi พลาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ Takoyaki มีให้เลือกเต็มไปหมดแล้วก็ ปู
ร้านย่าน Dontonburi จะมีลักษณะแทบทุกร้านนั้นก็คือมีรูปปั้น 3 มิติยื่นออกมาหน้าร้านสวยๆทั้งนั้น










เดินไปเดินมาจนเริ่มมืดล่ะป้ายต่างๆก็เปิดไฟสวยงามเลย



พลาดไม่ได้เลยกับ Cheese cake ที่คนต่อแถวโคตรยาวววว ร้าน Pabilo นั่นเอง

ได้มาอีกชิ้น

เดินมาเจออันนี้แปลกดี ด้านในเป็น Takoyaki 2-3 ลูกประกบด้านแผ่นคล้ายๆข้าวเกรียบปลากุ้ง ราคา 100 เยน

เจอ Takoyaki ร้านนี้แปลกกว่าทุกร้านคือใช้หัวปลาหมึก แต่อิ่มกินไม่ไหวแล้ว

หลังจากนั้นก็กลับมายังที่พักเพื่อร่วมงานปาร์ตี้ สำหรับเราเป็นอะไรที่โชคดีมากเลย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติอะไรหลายๆอย่าง รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตาลุงใส่แว่นเนี่ยบ้านแกอยู่แถวนี้แต่มาร่วมงานตลอด แกทำงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขด้วย เลยมีเรื่องคุยกันยาวเลย ได้แลกเปลี่ยนกันในเรื่องของระบบดูแลสุขภาพคนญี่ปุ่นกับคนไทย ซึ่งเราก็พบว่าคนญี่ปุ่นใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากกว่าคนไทยเยอะ ญี่ปุ่นค่อนข้างเน้นในเรื่อง Preventive Medicine มาก (คือการป้องกันการเกิดโรคมากกว่าการรักษานั้นเอง) ซึ่งประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่ค่อนข้างเข้าใจ ต่างจากคนไทยที่เราพยายามจะผลักดัน เรื่อง Preventive Medicine มาในระยะหลัง แต่ติดตรงที่คนไทยไม่เข้าใจในสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังทำ เฮ้อ ทำใจ
งานปาร์ตี้มีเครื่องดื่มกับข้าวแกงกระหรี่ฟรี เราอิ่มมากแต่ก็กิน 555 เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจคุณลุงเจ้าของ Hostel ที่ตั้งใจทำ อ่อที่พักที่นี้ดีมาก เพราะว่าคุณลุงกับ พนักงานต้อนรับใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเลย ที่พักสะอาดมาก ประทับใจมาก คิดว่าถ้าไปอีกครั้งคงไปพักที่นี่อีก


หลังจากเสร็จงานปาร์ตี้เราก็ออกมาเดินเล่นย่าน Umeda นิดหน่อยล่ะก็เข้านอน จบไปกับอีกวันที่แสนเหนื่อยล้า
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่