
“ สิ่งใดไม่มี ก็ควรทำสิ่งนั้น โรชะมัลลกษัตริย์ เมื่อตรวจดู จึงได้มีหน้าที่ดูแลตกแต่งอาหารประเภทมังสวิรัติมาถวาย ”
ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้จัดตั้งลำดับภัตตาหารอันประณีตไว้ที่นครกุสินารา
ครั้นโรชะมัลลกษัตริย์ไม่ได้ลำดับที่จะถวายภัตตาหารจึงได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ
เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหารเราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย ครั้นแล้ว
ทรงตรวจดูในโรงอาหาร ไม่ทอดพระเนตรเห็นของ 2 อย่าง คือผักสด 1
ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง 1 จึงเสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์ ครั้นแล้วได้ทูลหารือว่า
ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ลำดับที่จะถวายภัตตาหาร ณ สถานที่แห่งนี้
ได้มีความดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร
เราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย
ท่านพระอานนท์เจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นเมื่อตรวจดูโรงอาหาร ไม่ได้เห็นของ 2 อย่าง
คือ ผักสด 1 ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง 1 หากข้าพเจ้าพึงตกแต่งผักสดและของขบฉัน
ที่ทำด้วยแป้งถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงทรงรับของข้าพเจ้าหรือไม่ เจ้าข้า.
ท่านพระอานนท์ถวายพระพรว่า ท่านโรชะ ถ้ากระนั้นอาตมาจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดู
แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ถ้าเช่นนั้นจงให้เขาตกแต่งเถิด.
ฉบับ มมร. ๗/๑๕๖ ,๑๕๗/๑๗-๒๒ ,๑-๗




...ความสัตย์ซื่อ คือกุศโลบายที่ดีที่สุด เป็น มรดกที่มีค่ามากที่สุด ......
โพธิศรัทธา
“คำเย็นเป็นใหญ่คำไฟเป็นน้อย”
ศิษย์รักเอ๋ย…เช่นกันนานเพียงใด มิเคยกลับบ้านหนันผิงซัน ศาลาอริยะรอเจ้าอยู่ นั่งชมทิวทัศน์อันบริสุทธิ์ ณ แดนหนันผิงซัน ปทุมในสระตอนนี้ผลิแย้มรอเจ้านั้นมาภิรมย์ แต่ทว่าน่าเสียดาย เจ้านั้นหนอกลับหลงลืมทางกลับบ้าน หยดน้ำตาที่ผ่านการหลอมมามากมาย ดุจมหาสมุทรอันลึกใหญ่ มีผู้ใดที่เข้าใจเจ้าโดยแท้หากมิใช่อาจารย์เจ้านี้ “คำเย็นเป็นใหญ่คำไฟเป็นน้อย” จงรู้เตือนสติเจ้า อย่าชักซุงตามขวาง ในระหว่างการปฏิบัติบุกเบิกงานธรรมะ เจ้าต้องรู้หลักธรรมจริง สอดคล้องจริงจึงรอบคอบราบรื่น จงรู้ว่าสี่เท้ายั้ง อาจรู้พลาด นักปราชญ์ยั้ง อาจรู้พลั้ง มวลศิษย์จงขบคิดทุกขณะจิตใจให้จงดี เจ้ามีความรู้จงสามารถ จงอย่าอวดโอ้อย่าทะนง จงเอาความอ่อนน้อมถ่อมตัวมาปกปิด จงใช้จิตใจจริงมาคบมิตรแท้ มิใช่ว่าหวังผล มิใช่ว่าหวังเอาหน้า รู้จักยำเกรงซึ่งกันและกัน รู้จักเคารพอาวุโส ระลึกในจิตผู้บำเพ็ญอยู่เสมอ อย่าเป็นผู้ใกล้เกลือแล้วกินด่าง ความหมายนี้ให้ขบคิด อริยะปราชญ์อยู่ตรงหน้า จะมองข้ามอย่างไรได้ จะลืมซึ่งพระคุณนี้อย่างไรได้ ตรึกคิด…ตรึกคิด… จากกันวันนี้ อีกเมื่อใดได้พบหน้า ยามจันทราเต็มดวง เจ้าจงรู้อาจารย์เฝ้ารอให้ศิษย์รักมุ่งมั่นกลับบ้านมุ่งมั่นฉุดช่วยคนมุ่งมั่นบำเพ็ญจิตมุ่งมั่นสำเร็จปณิธาน มือจับมือคือคำสัญญาที่หนักแน่น จงร่วมใจร่วมคุณธรรมถึงที่สุด ทิศทักษิณยังรอเจ้าบุกเบิกส่งเสริมคน ทิศอีสานยังรอคณะเจ้าเร่งรุดแลเจริญปณิธานศิษย์ผู้ใดที่เจ็บป่วย จิตใจนี้อย่าได้ตก เสริมสร้างพลังจิตชีวิตใหม่ขึ้นมา อรุณเบิกแสงจ้ารอเจ้าก้าวไปช่วยงานอาจารย์ดังเดิม เป็นกำลังใจให้ศิษย์รักทุกทุกคน ทุกวันคืนห่มดาวทูนเดือน ด้วยใจที่มุ่งมั่นมิท้อถอย.
ลมพัดลานหนันผิงซันมองเดียวดาย
อาจารย์เพียงลำพังไร้ศิษย์หวนหา
ศาลาเซียนที่เคยร่วมนั่งดื่มน้ำชา
บัดนี้หนาเวิ้งว้างไร้คนเดิม
ถึงเวลาที่จะกลับคืนผิงซัน
ศิษย์ตั้งมั่นในธรรมมาอย่างเที่ยงแท้
โดยอาศัยธรรมกล่อมเกลานิสัยเปลี่ยนแปร
แลรู้ก้าวแน่ทางฟ้าอย่างมั่นคง
หลักธรรมมามีความล้ำลึกยิ่ง
เรียนรู้ภาวะจริงให้ได้หนา
รู้ศึกษาบำเพ็ญจิตลดละอัตตา
เพื่อสู่ทางพุทโธโพธิศรัทธา แท้เอย.
— คำพูดจริงไว้เป็นที่หนึ่ง คำพูดซึ้งๆไว้เป็นที่สองนะขอรับอาจารย์
*หมายเหตุ ผักสดอาจมีอันตรายและมีโทษ มากว่าผักปรุงสุก
ผี สิงห์ 2 จริงใจ พร้อมร่วมด้วย ช่วยตรวจพระไตรฯกับนายนิรุตติ์
ครั้นโรชะมัลลกษัตริย์ไม่ได้ลำดับที่จะถวายภัตตาหารจึงได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ
เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหารเราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย ครั้นแล้ว
ทรงตรวจดูในโรงอาหาร ไม่ทอดพระเนตรเห็นของ 2 อย่าง คือผักสด 1
ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง 1 จึงเสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์ ครั้นแล้วได้ทูลหารือว่า
ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ลำดับที่จะถวายภัตตาหาร ณ สถานที่แห่งนี้
ได้มีความดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร
เราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย
ท่านพระอานนท์เจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นเมื่อตรวจดูโรงอาหาร ไม่ได้เห็นของ 2 อย่าง
คือ ผักสด 1 ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง 1 หากข้าพเจ้าพึงตกแต่งผักสดและของขบฉัน
ที่ทำด้วยแป้งถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงทรงรับของข้าพเจ้าหรือไม่ เจ้าข้า.
ท่านพระอานนท์ถวายพระพรว่า ท่านโรชะ ถ้ากระนั้นอาตมาจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดู
แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ถ้าเช่นนั้นจงให้เขาตกแต่งเถิด.
ฉบับ มมร. ๗/๑๕๖ ,๑๕๗/๑๗-๒๒ ,๑-๗
โพธิศรัทธา
“คำเย็นเป็นใหญ่คำไฟเป็นน้อย”
ศิษย์รักเอ๋ย…เช่นกันนานเพียงใด มิเคยกลับบ้านหนันผิงซัน ศาลาอริยะรอเจ้าอยู่ นั่งชมทิวทัศน์อันบริสุทธิ์ ณ แดนหนันผิงซัน ปทุมในสระตอนนี้ผลิแย้มรอเจ้านั้นมาภิรมย์ แต่ทว่าน่าเสียดาย เจ้านั้นหนอกลับหลงลืมทางกลับบ้าน หยดน้ำตาที่ผ่านการหลอมมามากมาย ดุจมหาสมุทรอันลึกใหญ่ มีผู้ใดที่เข้าใจเจ้าโดยแท้หากมิใช่อาจารย์เจ้านี้ “คำเย็นเป็นใหญ่คำไฟเป็นน้อย” จงรู้เตือนสติเจ้า อย่าชักซุงตามขวาง ในระหว่างการปฏิบัติบุกเบิกงานธรรมะ เจ้าต้องรู้หลักธรรมจริง สอดคล้องจริงจึงรอบคอบราบรื่น จงรู้ว่าสี่เท้ายั้ง อาจรู้พลาด นักปราชญ์ยั้ง อาจรู้พลั้ง มวลศิษย์จงขบคิดทุกขณะจิตใจให้จงดี เจ้ามีความรู้จงสามารถ จงอย่าอวดโอ้อย่าทะนง จงเอาความอ่อนน้อมถ่อมตัวมาปกปิด จงใช้จิตใจจริงมาคบมิตรแท้ มิใช่ว่าหวังผล มิใช่ว่าหวังเอาหน้า รู้จักยำเกรงซึ่งกันและกัน รู้จักเคารพอาวุโส ระลึกในจิตผู้บำเพ็ญอยู่เสมอ อย่าเป็นผู้ใกล้เกลือแล้วกินด่าง ความหมายนี้ให้ขบคิด อริยะปราชญ์อยู่ตรงหน้า จะมองข้ามอย่างไรได้ จะลืมซึ่งพระคุณนี้อย่างไรได้ ตรึกคิด…ตรึกคิด… จากกันวันนี้ อีกเมื่อใดได้พบหน้า ยามจันทราเต็มดวง เจ้าจงรู้อาจารย์เฝ้ารอให้ศิษย์รักมุ่งมั่นกลับบ้านมุ่งมั่นฉุดช่วยคนมุ่งมั่นบำเพ็ญจิตมุ่งมั่นสำเร็จปณิธาน มือจับมือคือคำสัญญาที่หนักแน่น จงร่วมใจร่วมคุณธรรมถึงที่สุด ทิศทักษิณยังรอเจ้าบุกเบิกส่งเสริมคน ทิศอีสานยังรอคณะเจ้าเร่งรุดแลเจริญปณิธานศิษย์ผู้ใดที่เจ็บป่วย จิตใจนี้อย่าได้ตก เสริมสร้างพลังจิตชีวิตใหม่ขึ้นมา อรุณเบิกแสงจ้ารอเจ้าก้าวไปช่วยงานอาจารย์ดังเดิม เป็นกำลังใจให้ศิษย์รักทุกทุกคน ทุกวันคืนห่มดาวทูนเดือน ด้วยใจที่มุ่งมั่นมิท้อถอย.
ลมพัดลานหนันผิงซันมองเดียวดาย
อาจารย์เพียงลำพังไร้ศิษย์หวนหา
ศาลาเซียนที่เคยร่วมนั่งดื่มน้ำชา
บัดนี้หนาเวิ้งว้างไร้คนเดิม
ถึงเวลาที่จะกลับคืนผิงซัน
ศิษย์ตั้งมั่นในธรรมมาอย่างเที่ยงแท้
โดยอาศัยธรรมกล่อมเกลานิสัยเปลี่ยนแปร
แลรู้ก้าวแน่ทางฟ้าอย่างมั่นคง
หลักธรรมมามีความล้ำลึกยิ่ง
เรียนรู้ภาวะจริงให้ได้หนา
รู้ศึกษาบำเพ็ญจิตลดละอัตตา
เพื่อสู่ทางพุทโธโพธิศรัทธา แท้เอย.
— คำพูดจริงไว้เป็นที่หนึ่ง คำพูดซึ้งๆไว้เป็นที่สองนะขอรับอาจารย์
*หมายเหตุ ผักสดอาจมีอันตรายและมีโทษ มากว่าผักปรุงสุก