เรื่องเล่า ของจ่าทหารเรือ



…ผมเคยเป็นทหารเรือ  สังกัดกองบัญชาการนาวิกโยธิน  ฟังดูเท่ห์ล่ะสิ  โอโห้  ทหารเรือ น.ย.หน่วยรบนะนี่
รบกับผีน่ะสิ ไม่ได้ยิงอะไรสักแปะ   วันๆถือปืนเอาแต่ยืนยามเฝ้าหน้าบล็อกทางเข้าฐานทัพ คอยตะเบ๊ะและตรวจรถที่เข้าออก   ว่างๆก็เดินตัดหญ้าริมถนน...พุ่งหลัง วิดพื้น  แบกโลก  บางทีก็เอามือไพล่หลัง ปักหัวลงดิน  เอาให้เหนื่อยกันไปข้างนึง
จนบางทีโดนสั่งทำโทษ  จนอยากจะลุกขึ้นมาไล่เตะปากจ่าๆที่สั่งนักสั่งหนา  เหนื่อยนะเว้ย    แต่ก็ได้ลาบานูน (คิดในใจ)
ก็ทนๆกันไป  เพราะเราเป็นทหาร  ต้องมีระเบียบวินัย  เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา  เนอะ..

....ตอนนั้นหลังจากฝึกเสร็จที่ชลบุรี  ฐานทัพใหญ่ของกองทักเรือ  ผมก็โดนส่งลงมาประจำการที่ฐานทัพเรือพังงา  ข้างบ้านทับละมุ   ทหารหน้ามนคนจนชาวเหนือที่มาใช้ชีวิตอยู่ปักษ์ใต้น๊านนาน จนคำพูดติดทองแดง พูดเหนือปนปักษ์ใต้จนกลายเป็นคนแปลกๆเพราะคุยกับญาติๆทางเหนือเค้าก็บอกอู้อ๊ะหยังฟังบ่าฮู้เรื่อง    คุยกับคนใต้เค้าก็บอก แหลงภาษาไอ่ไหร๊ว๊า  แล้วก็หัวเราะบอกทองแดงหล่นแล้วเดรพี่บ่าว

....กระผ๊ม พลทหารหน้ายิ้ม  นามสกุลติงต๊อง ขอรายงานตัวครับ   ยิ้มมาเลยนะตอนต้อนรับ  เจอกันครั้งแรก  เราก็อุ้ย   จ่าที่ฐานทัพเรือพังงาน่าจะใจดีกว่าจ่าที่ชลบุรีแฮะ แบบนี้เดี๊ยน เอ้ย ผมปลื้ม   พอหลังจากวันแรกเท่านั้นแหละ  เสียงตะคอก คว่ำหน้าลงไป  พุ่งหลัง100ยก  วิดพื้น50ยก  เจอแมงทู๊กวัน  เว้นๆบ้างก็วันที่จ่าอารมณ์ดีหรือถูกหวย

....ผมก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม   ผมเองช่วงนั้นก็ไม่มีแฟน  ก็เพราะไม่มีแฟนนี่แหละถึงสมัครไปรับใช้ชาติ  เพราะไม่มีอะไรต้องกังวลหรือกลัวเมียหนีไปเอาคนอื่นแบบเพื่อนๆในทัพหลายคน (น่าสงสารมันมาก ไว้วันหลังจะเขียนเรื่องชีวิตทหารเรือให้อ่านเนอะ)   โชคดีที่ผมไม่ใช่คนเที่ยว กินเหล้าหรือเมายา  กลางค่ำกลางคืน เพื่อนๆพากันไปเที่ยวสาวๆ ตรง3แยกหน้าถนนทางเข้าฐานทัพ  แหล่งกินตับของทหารชายกลัดมัน  ส่วนตัวผมนั้นขี้อายจะให้ไปล่อนจ้อนต่อหน้าคนที่ไม่ได้เป็นคนรักคงไม่ไหว  เลย ว้าว!!  อยู่ที่ฐานแทน  ก็ยอมรับแบบแมนๆ ก็ผู้ชายเนาะ


......ช่วงนั้นเป็นเหตุการณ์หลังสึนามิได้3ปี   ที่ทับละมุนั้น  ผมก็เคยได้ข่าวมาว่าคนตายเป็นเบือ  ศพเต็มหาด  บางศพไปเกยค้างอยู่กับต้นสน  ท่านนายพลกำลังตีกอล์ฟ ก็ยังโดนคลื่นกวาดจมหายไปพร้อมกับพริตตี้สนามกอล์ฟ (แคทดี้ละมั้ง)  ไม่รู้จะไปตีกอล์ฟกันต่อที่ก้นทะเลหรือเปล่า   นัยว่าก็ตายโหงกันเยอะเลยบริเวณนั้น (จ่าคนเล่าแกว่างั้น)

….ทุกเย็นผมจะขอไปเตะบอล เตะฟุตซอล กับทหารหน่วยกองเรือ   ก็ที่นั่นจะมีท่าเรือของทหารเรือหน่วยเรือ  จะมีเรือรบหลายลำ  พอผมไปเตะเป็นประจำ ก็ได้รู้จักกับจ่าหน่วยเรือคนนึง  ขอไม่เปิดเผยชื่อแล้วกัน  ไม่ได้ขออนุญาตแกมาเล่า  เดี๋ยวแกโทรตามมาสั่งพุ่งหลังผมที่ทำงาน จะแย่
....พอเตะบอลกับจ่าบ่อยๆ ก็เริ่มคุ้นเคย และเริ่มสนิทกันเพราะนิสัยใจคอคล้ายๆกัน ธรรมะ ธรรมโม ว่างก็วางลอบ จับปูม้าในทะเลข้างฐานทัพ ต้มแดรกแมงเลย  ไงล่ะธรรมมะธรรมโมฝุดๆ   พอผมว่างแกก็มาชวนแหละ แถวนั้นมันเป็นเขตฐานทัพไง  พวกสัตว์น้ำชุกชุม  วางลอบเอาไว้ตอนเช้า  เย็นๆไปเก็บ  มีปูสดๆกินฟรีทุกที  แกจะเอาเนื้อปลามาหมักๆไว้ให้เกือบเน่า แล้วเอาใส่ลอบดักปูไปวาง  แกว่ากลิ่นเน่าๆของปลา มันจะล่อให้ปูม้าเข้ามากินแล้วออกไม่ได้  แล้วเราก็จะกินมัน

….ผมก็เดินลุยทะเล เป็นลูกมือแกไป เพราะแกก็อายุมากแล้ว แต่สอบขึ้นพันจ่าไม่ได้สักที   แกบอก สู้พวกจ่าหนุ่มๆไม่ไหว  พวกนี้เค้าฉลาด  แกก็เลยว่า  อยู่แบบนี้ไปจนเกษียณหรือลาออกก่อนก็แล้วกัน  ผมก็คุยกับแกนะ พอเอาลอบขึ้นมาแต่ละอัน จะเจอปูม้า บางทีก็มีปูดำตัวใหญ่หลายตัวติดอยู่    อยู่ๆแกก็พูดขึ้นมาว่า
  
   “นี่ถ้าเป็นช่วงหลังสึนามิเนี่ย   ไม่มีใครกล้ากินปูปลาแถวนี้ร้อก”

   “ทำไมครับจ่า”

   “ขนาดปลาเน่าที่เอามาทำเหยื่อ ปูยังเข้ามาแดรกตรึม  ลองคิดถึงศพเน่าเต็มทะเลแถวนี้สิ”

   “จ่าอย่าพูดเลยครับ  เดี๋ยวผมจะแดรกไม่ลง”

    “นั่นล่ะที่กูต้องการ กูจะได้แดรกคนเดียว ฮ่าๆๆๆ”

     “จ่าอย่าว่าผมงั้นงี้เลยครับ  จ่าติงต๊องกว่าผมอีกเนอะ  จ่าเป็นตลกหรอ”

     “ใครอยากเป็นเศรษฐี”

     “ฉันน่ะสิ  ฉันน่ะสิ แฮร้!!”

     “จ่าครับ ตอนสึนามิมา  จ่าอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า”

       “ กูนี่แหละ  ที่ออกเก็บศพพวกที่ตายขึ้นเรือ”

       “วันนั้นเป็นยังไงบ้างครับ  ผมอยากรู้ แล้วจ่ารอดมาได้ยังไง ไม่น่าจะรอดมาได้ เห็นเขาบอกแถวนี้ตายเยอะ”

       “วันนั้น พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม  สึนามิต่างมาชุมนุม  ถถถถถถถถ”..    -  -“

       “จ่า อย่าเอาฮาดิ  คนอ่านเขาจะด่าคนเขียนแบบผม  ขอเนื้อๆ น้ำทะเลไม่ต้อง ว่าจะเล่าสั้นๆ ทำท่าจะยาวอีกแล้วเนี่ย”

.”งั้นจะเล่าให้ฟัง”

......วันนั้นจ่า  นั่งเต๊ะท่าวางมาดเป็นนายยาม  อยู่บนเรือ  ไม่มีการเตือนหรือแจ้งล่วงหน้าใดๆ  อยู่ๆก็รู้สึกว่าเรือมันไหวๆวูบๆ  สักพัก พลทหาร ที่เข้ายามคู่กัน  ก็วิ่งหน้าตาตื่นมาจากหัวเรือ  เพราะเรือหันหน้าออกไปทางทะเล

    “จ่าๆคลื่นสูงเทียมยอดไม้เลยกำลังตรงมาทางนี้ครับ”

แต่มันช้าเกินไป  ทำอะไรไม่ได้แล้ว  จ่าได้แต่บอกให้พลทหารคู่ยาม หาที่กำบังและเกาะแน่นๆ  พอคลื่นมาถึงตัวเรือ   เชือกที่ผูกเรือกับพุก ก็ขันเกลียวแน่น เสียงเชือกเรือลั่นเปรี๊ยะๆปริ่มๆจะขาด  เรือเคลงไปเคลงมาอย่างหนัก  เราเป็นเรือขนาดกลาง
พอคลื่นมา  สิ่งเดียวที่จะรักษาชีวิตคนบนเรือได้ คือ เชือกหัวเรือ  กลางลำ และท้ายเรือ  ที่ก็ไม่ได้เส้นใหญ่อะไร   คือถ้าเชือกขาด  ทุกอย่างจบแน่ๆ  ชีวิตของทหารบนเรือด้วย  
ดูอย่างเรือใกล้ๆกัน  อย่าง ต.215  โดนกระชากหลุดจากท่า  จมไปอยู่ก้นทะเล  ขนาด เรือหลวงกระบุรี  ลำใหญ่ๆคลื่นยังกระชากจนเชือกขาด  ลากขึ้นไปอยู่บนบก  จนต้องเอาแบ๊คโฮมาขุดแล้วชักลากกลับลงน้ำ


....จ่าแกชี้ให้ดูซากต้นสน  ที่กองอยู่เต็มบริเวณนั้น  แกบอกตอนก่อนสึนามิ  ต้นส้นต้นใหญ่ๆพวกนี้เคยยืนต้นเต็มบริเวณนี้  แต่พอคลื่นมา  ต้นสน ก็โดนถอนรากหมด  จนเป็นแบบที่เห็น   ตอนคลื่นมา มันสูงประมาณคาคบต้นสน   แล้วแกก็ชี้ให้ผมดู  แกบอกเสียงตอนมันปะทะต้นสนดังสนั่นหวั่นไหว


.....พอหลังเหตุการณ์ผ่านไป  มีการออกสำรวจติดตามค้นหาศพ  แกบอกเฉพาะฐานทัพนั่นออกข่าวว่า7-8ศพ  แต่จริงๆแล้วไม่ต่ำกว่า100  เพราะ วันที่เกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่ลูกหลานทหารเรือจะวิ่งเล่นกันหน้าบ้านพักซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่นับสิบอาคาร ขณะที่บรรดานายทหาร นักท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง กำลังออกรอบตีกอล์ฟในสนามกอล์ฟ“ศูนย์พัฒนากีฬาทับละมุ” ของฐานทัพ ซึ่งอยู่ติดกับทะเลรับคลื่นยักษ์ตรงๆ โดยที่มีลูกหลานทหารเรือทำงานเป็นแคดดี้

      
       “วันนั้นมีรถที่เข้ามาตีกอล์ฟประมาณ 50 คัน คนที่อยู่ในสนามกอล์ฟวันนั้นคาดว่าประมาณ 200 คน เพราะเป็นวันหยุด แขกเยอะ ก็คงไม่มีเหลือ”
….พอออกตามค้นหาศพ  ก็เจอแค่บางศพ ติดอยู่ตามต้นไม้บ้าง  โขดหินบ้าง  และที่น่าจะโดนลากลงก้นทะเลก็อีกมาก ตามหาไม่เจอ    ........

    “แล้วมีผีไม๊ครับหลังจากนั้น”

    “บ๊ะ!!! มันก็ต้องมีผีอยู่แล้วสิ นี่ห้องเรื่องเล่าสยองขวัญ คนอ่านเค้าต้องการเห็นผีอยู่แล้ว เอ้า..ผีมา”

    “แมน แมน แมนเชสเตอร์ ยู๊น๊าย เต็ด “   “คนละผีแล้วครับ”

....พอหลังเหตุการณ์  เรือที่จ่าประจำการอยู่  ก็ได้รับคำสั่ง  ให้ออกทำการสนับสนุนการค้นหาศพผู้เสียชีวิตในทะเล  ก็มีทีมกู้ภัย ประดาน้ำ  ออกติดตามกันหลายหน่วย  จ่าและพลทหารบนเรือก็คอยอำนวยความสะดวกให้  แกบอก สภาพศพแต่ละคนเริ่มเปื่อย  บ้างก็มีรอยขาดรอยแหว่งเหมือนถูกกัดกิน มีทั้งไทยและเทศ  เพราะแถวนั้นมันเชื่อมกับหาดบางเนียง ที่ฝรั่งเยอะ  พอออกไปเก็บก็เลยได้เต็มท้ายเรือ


....สภาพศพคือน่าสงสารมากๆ  ยังกับซอมบี้ในหนังเละๆพังๆ  ทำเอาทหารเรือจ่าที่ร่วมเหตุการณ์  กินเนื้อไม่ได้กันไปนาน  ต้องหันมากินผักแทน  พวกอาหารทะเลอย่าได้มาวางขายเชียว  ไม่กล้ากิน
เก็บๆแล้วก็ห่อด้วยผ้าขาว  วางๆเรียงๆกันเต็มท้ายเรือ  น้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้ม แล้วเรือจ่า เป็นเรือหลวง1ใน2ลำ  ทีท้ายเรือปูด้วยไม้ปาเก้  น้ำเลือดน้ำหนอง หยดลงสู่ไม้  จะเกิดอะไรล่ะ  กลิ่นคาวคลุ้ง ที่แม้ศพจะเอาออกไปแล้ว  แต่กลิ่นมันคาวติดไม้อยู่แบบนั้นน่ะสิ  ขนาดขัดล้างกันด้วยโซดาไฟผสมแฟ้บ ไม่รู้กี่รอบ ก็ไม่หายขาด  น้ำมันจากร่างกายคนนี่นะ คาวมาก

    “แล้วผีมาตอนไหนครับ”

    ...ก็นี่เลย   ขับรถออกไปกลางคืน จะไปนอนบ้านเมียน้อย  ตรงทางเข้าลำเหมือง
พอขับออกจากด่านนาวิกไป ใกล้ๆสนามกอล์ฟ  ทางมันมีแต่ป่า ดงกระถิน แสม ไรพวกนี้ มืดๆเลย
เห็นฝรั่ง3-4คนยืนโบกรถ  ตอนแรกก็กะว่าจะจอดถาม แต่ก็เอะใจ  ในนี้มันฐานทัพ  พวกทหารยามคงไม่ปล่อยให้ชาวต่างชาติมาเดินเพ่นพ่านหรอก  แล้วก็จริงดังคิด พอไม่ยอมจอด ขับเลยมา มองกระจกข้าง  ถึงกับอุทาน  ..เสด็จเตี่ยช่วยด้วย   ตะกี้เห็นชัดๆไฟหน้ารถส่องเต็มตาว่าฝรั่งโบกรถอยู่  พอขับผ่านมาไม่กี่เมตร  กลับหายไปเหมือนไม่เคยมีใครตรงนั้น  เพื่อนจ่าก็เหยียบเต็มตีนเลย

……อีกคนที่โดนคือ  พลทหารยามบนเรือ  ช่วงนั้นพอขนศพเสร็จ  เขาลำเลียงศพออกไปหมดเรือแล้ว ทหารในเรือก็ช่วยกันล้างคราบน้ำเลือดน้ำหนองที่นองท้ายเรือ  แต่กลิ่นยังคงอยู่   ทหารยามจะเข้ายามกันผลัดละ2ชม. กลางวันกับหัวค่ำไม่เป็นไรหรอก  แต่พอสิ้นนกหวีดเรือที่โหยหวนกรี๊ดร้องเหมือนเสียงเปรตที่เป่าออกลำโพงเรือ  ดังไป7คุ้งน้ำ พร้อมประโยค  “นอน นอนหมดคน”

...ทุกคนก็พากันพักผ่อน  เหลือไว้แต่พลทหารที่เข้ายาม ผลัดละ1คนสะพายเอ็ม16 ประจำอยู่ที่กลางลำ  
แกว่าไอ่พลทหารคนนี้ มันเข้าช่วง ตี2 ถึงตี4  แกเป็นนายยามกำลังหลับสนิท  อยู่ๆมันก็มาเขย่าตัวจ่าที่เตียง

   “จ่า  จ่า จ่าครับ”

   “หืมมม มีรายวะ (อารมณ์เมาขี้ตาเลย)”

    “จ่าไปดูท้ายเรือหน่อยครับ”

    “อะไรของมืง  ท้ายเรือมีอะไร”

    “มีคนมานั่งอยู่ท้ายเรือครับ ไม่รู้พวกไหน  จ่าไปดูหน่อย”

....พอจ่าแกลุกขึ้นไปดู  ก็ไม่มีใคร  แต่พลทหารคนนั้นก็ยืนยันว่าเห็นจริงๆ จ่าแกก็หงุดหงิดเพราะมากวนเวลานอนโดยที่ไม่มีอะไร  แล้วก็ไม่ใช่แค่คนเดียว  ยังมีอีกคนเข้ายามตอนดึกเหมือนกัน  แต่คนละเรือ บอกว่าเรือของจ่าเป็นเรือผีสิง  เพราะพลทหารที่เป็นยามอยู่เรืออีกลำบอกว่าดึกๆเดินตรวจมาทางหัวเรือ  มองไปทางเรือที่ใช้ขนศพ  ก็เห็นเงาคนนั่งเต็มท้ายเรือ  บางเงาก็นั่งห้อยขาข้างเรือ เป็นที่สยองขวัญมาก  จนมีการแซวเล่นว่า  เรือจ่าไม่ต้องมีทหารยามก็ได้มั้ง  มียามพิเศษมาช่วยเฝ้าแล้วนั่น   เรื่องผีท้ายเรือ ทำเอาพลทหารที่ต้องเข้ายามตอนดึกๆหวาดกลัว  เพราะการจัดยามจะรู้ล่วงหน้าว่าใครอยู่ผลัดไหน  แต่ก็ทนกันมาได้  จนไม่มีมาให้เห็นอีก  คงจะเพราะการทำบุญใหญ่เรือด้วยละมัง

…อีกพวกที่เจอ คือ นาวิกเฝ้าด่าน  ยืนเฝ้าด่านตอนดึกๆ ทางที่พ้นจากด่านท่าเรือไปทางสนามกอล์ฟมันมืดๆมีไฟแค่เสาไฟบางต้น   พอดึกๆ ก็เพ่งมองไปตามถนนที่มันมืดๆ เห็นคล้ายๆเงาคนหลายคนกำลังเดิน  ก็ไปสะกิดเพื่อน..บอก  ใครเดินบนถนนวะ  พอช่วยกันเพ่ง2คน ก็เห็นจริงๆ ว่าคล้ายมีเงาคนเดินอยู่บนถนนหลายเงา  เคลื่อนไปทางสนามกอล์ฟ  เดินไปเดินมาอยู่แบบนั้น  

“สงสัยท่านนายพลตีกอล์ฟที่หายไปตอนสึนามิจะออกรอบตอนดึกว่ะ”  

“หึ้ย  อย่าออกรอบเดินมาทางนี้แล้วกัน”

.....เรื่องผีตอนสึนามินี่  เรียกว่าเป็นที่กล่าวขานกันมาก  ลือไปต่อๆกันทั่วอันดามัน  ช่วงนั้นตอนกลางคืน  อย่าได้มีฝรั่งกลุ่มไหนมายืนโบกรถเชียว  จะว่าคนไทยแล้งน้ำใจก็ไม่ใช่  แต่เพราะกลัวจะเจอเหมือนพวกรถโดยสารที่วิ่งกลางคืน  หรือคนอื่นๆที่จอดรับ จะชะโงกหน้าไปคุย อ้าว...หาย  เหยียบรถบิดรถกันขนลุกไปแล้วก็เอาไปเล่าต่อๆกันไป  เพราะกลิ่นความตายมันกระจายไปทั่วในช่วงนั้น  บางคนก็เจอ  บางคนแค่ได้กลิ่น  บางคนแค่ได้ยินเสียงร้องไห้น่าเวทนาลอยมาตามลม  บางคนก็มองเห็นไกลๆเป็นแค่เงาคนในทะเล
บางคนอาจจะเห็น แต่ไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังเจอผีก็มี  เพราะก่อนตายพวกเค้าคงจะทรมานน่าดู  บางทีวิญญาณที่ออกมาให้คนเห็นช่วงนั้น  อาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองสิ้นลมหายใจไปแล้ว ..... จบครับจบ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่