น้องที่สนิท ปฏิเสธรัก

ขอเล่าเรื่อง ให้เพื่อนสามาชิกฟังตามนี้นะครับ อาจจะยาวมากหน่อยขอบคุณที่อ่านครับ
ผมอายุ 34 ปี ตอนนี้ เรียน ป.เอก อยู่ต่างประเทศ ส่วนน้องคนนี้ เรียน ป.โท เรามาเจอกันที่ต่างประเทศครับ ที่สนิทกันเพราะผมทำอาหารไทย น้องมาทานข้าวที่ห้องผมบ่อยมาก เรื่องมีอยู่ว่า ตอนแรกที่เจอผมก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับน้องหรอกครับ แต่พอน้องอกหักเนื่องจากแฟนเขากลับไทยไปแล้วมีแฟนใหม่ ผมก็ช่วยทำโน้นทำนี่เพื่อให้น้องเขาหายดี แต่พอเพื่อนๆน้องๆคนไทยที่อยู่ด้วยกันพยายามหาหนุ่มๆ มาให้เธอผมรู้สึกไม่ชอบหงุดหงิดครับพยายามถามตัวเองหลายครั้งมากจริงหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้จีบใครเลยตั้งแต่ผมอายุ 22 ปีเพราะผมเจ็บมากกลัวความผิดหวังเพราะผมโดนปฏิเสธมาทำใจไม่ได้ เลยไม่จีบถ้าไม่โดนใจจริงๆ หลังจากนั้นผมมั่นใจแล้วว่าผมชอบเขา วันนั้นเขามาทานกับผมผมเลยบอกน้องว่าผมชอบน้องเขา น้องเขาถามผมว่าจริงหรอค่ะ ผมเลยตอบว่าจริง น้องเขาเลยตอบว่าหนูไม่ได้คิดอะไรกับพี่อ่า หนูมองว่าพี่เป็นพี่ แต่ถ้าหนูเปิดใจให้พี่จีบพี่ก็ใกล้ชิดหนูที่สุดก็จีบง่ายกว่าคนที่ไทยจีบหนูสิ เพราะมีคนที่ไทยตามจีบหนูอยู่ อีกอย่างหนูยังลืมแฟนเก่าไม่ได้เลย ผมก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร หลังจากนั้น 1 เดือนถัดมาเราสนิทกันมากน้องเล่าเรื่องครอบครัวให้ผมฟังเวลากินข้าวกับผม และอีกสองเดือนเขาจะเรียนจบกลับไทยแล้ว ผมคิดว่าผมรักเขาแล้วละ มีเวลาน้อยมาก ผมจึงเลยทำทุกอย่างในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด มีวันหนึ่งผมจึงถามน้องเขาว่าพี่ขอจีบได้ไหม น้องเขาตอบว่าได้เพราะตอนนั้นทานข้าวกันอยู่ แต่พอน้องเขาไปล้างจานเขากลับมาบอกว่าไม่ดีกว่าหนูกลัวกลัวพี่เสียใจ ผมเลยบอกว่าขอคำตอบสุดท้ายได้ไหม เขาก็เลยมานั่งซึ่งตอนนั้นน้องเขาคิดมากโดยแสดงออกที่ใบหน้าผมรอคำตอบอย่างลุ้นมาก สุดท้ายน้องเขาบอกว่าไม่หนูกลัวพี่เสียใจ พี่อย่าเกลียดหนูนะ ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร หลังจากนั้น เวลาเที่ยงคืน น้องส่งข้อความมาบอกผมว่า "หนูรู้สึกไม่ดีเลยที่เอาความรู้สึกตอนนี้ตัดสินทุกอย่าง ที่ทำงานกินข้าวกินปลาด้วยนะค่ะ" หลังจากนั้นผมก็เหมือนเดิม วันเกิดก็ซื้อเค้ก ทำอาหารไทยกินกันตามปกติ วันนี้เขารู้สึกดีมากไม่มีใครทำให้เขาอย่างนี้เขาเลยบอกผมว่าเขาจดลงสมุดไดอารี่ของเขา วันวาเลนไทน์ ที่ผ่านมาเขาก็ทำขนมเค้กมาให้ผมกิน มีวันหนึ่งเขาไปเที่ยวกับเพื่อนมาแล้วเอาขนมมาให้ผมที่ห้องแล้วบอกว่ากินต่อหน้าหนูแล้วหนูจะกลับห้องละ ผมงงครับ แต่ก็ทำไป ช่วงที่เขาทำงานต้องส่งเล่มวิทยานิพนธ์ ผมปลอกส้มกับแอบเปิ้ล ไปให้ที่ห้องน้องเขาบ่อยๆ รวมทั้งนมและอาหารในบางครั้งเพราะเขาไม่ค่อยจะมีเวลา แต่อาทิตย์ที่แล้วได้ไปกินข้าวเที่ยงกันเขาก็เลยเล่าเรื่องว่าเขาซื้อนาฬิกาเพื่อวิ่งออกกำลังกายในผมฟัง ผมเลยบอกว่าอย่าเพิ่งซื้อได้ไหม เขาบอกว่าซื้อที่ไทยแพง ผมเลยบอกว่าผมจะซื้อให้เป็นของขวัญรับปริญญา เขาเลยถามผมว่ารุ่นอะไร ซึ่งรุ่นที่ผมจะซื้อเป็นรุ่นที่สูงกว่าและแพงกว่าเพราะมันจะดูเหมือนไม่ใช่นาฬิกาวิ่งใส่ไปทำงานได้ด้วย ผมคิดอย่างนั้นเพราะน้องเขาจะต้องไปทำงานแล้ว แต่น้องเากดดันมากเพราะมันแพง เขาเลยถามผมกลับมาว่าเหตุผลที่ซื้อให้ในฐานะอะไร ผมไม่ตอบเพราะไม่อยากโกหกตัวเอง เขาบอกว่าถ้าในฐานะพี่อ่ะหนูรับได้นะ แต่ในฐานะคนที่มาจีบคงรับไม่ได้ เพราะโตๆกันแล้ววันนั้นคุยกันก็น่าจะเข้าใจแล้วนะ ถ้าพี่จีบหนูต่อโอกาสพี่จะผิดหวัง 99.99% หนูไม่เจ็บนะคนที่เจ็บคือพี่ เพราะคนที่จีบหนูอยู่ที่ไทย 10 ปี หนูยังไม่เอาเลย พี่เข้ากับหนูไม่ได้ เพราะความชอบเราต่างกัน (แต่สำหรับผม ผมคิดว่า ผมคุยได้หมดละครับ ผมชอบทุกอย่างไม่เคยมีอะไรเป็นกรอบเพราะผมทำงาน 8 ปีก่อนมาเรียน บางครั้งความสนใจในเรื่องเล่นกีฬา ความชอบโน่นนี่นั้น ก็ไม่ได้เน้นหนักอะไร เพราะผมมีภาระหน้าที่ต้องทำงานเลี้ยงดูคุณแม่ผมให้ดีที่สุด เพราะคุณพ่อผมเสียแล้ว ผมได้ทุนถึงได้มาเรียนต่อ) และเขาบอกว่า ผมชอบเอาคำพูดเขากลับไปคิดมาก แล้วการปลอกผลไม้ให้เขากินเป็นการเสียพลังงานแทนที่จะเอาเวลาไปทำงานดีกว่า ผมอึ้งมากผมอะไรไม่ออก ผมเลยพูดไปว่า หน้าตาผมก็เท่านี้ หุ่นผมก็ไม่ใช่คนรูปร่างสูงใหญ่หุ่นนักกีฬา (เพราะแฟนเก่าเขาหล่อมาก หุ่นดีมากครับ) เขาเลยบอกว่าเขาดูแล้วเราเข้ากันไม่ได้ จากนั้นเขาเลยบอกผมว่ารีบกินอาหารที่สั่งมา พี่ชอบปลาหมึกไม่ใช่หรอ ผมเลยบอกว่าผมกินไม่ลง ผมเลยพยายามกินๆลงไป จากนั้นก็เลยเดินกลับหอพัก ด้วยกัน แล้วเขาไปทำงานห้องสมุด ผมเลยบอกว่าบางทีพี่จะลงมาทำด้วย เขาดูเคลียดๆอึ้งๆ เหมือนตกใจตอนที่ผมพูด กดก็เลยกดลิฟท์ขึ้นมาที่ห้อง เมาคนเดียวที่ห้องตามระเบียบ

ผมควรจะทำยังไงดีครับ แต่ผมยังรักของผมอยู่นะ และน้องเขาเป็นคนแรงส์และตรงมากตามนิสัยส่วนตัวของเขา

1. เดินจากไปเลยไม่ต้องติดต่อไม่มีความความ (เพราะพี่สาวผมบอกว่า คำพูดที่ว่า "แล้วการปลอกผลไม้ให้เขากินเป็นการเสียพลังงานแทนที่จะเอาเวลาไปทำงานดีกว่า" ไม่น่านำมาเป็นคนในครอบครัว กับ ภรรยา)
2. ยังเป็นพี่ แบบห่างๆ เพราะเขาจะกลับไทยแล้ว ยังไงก็ต้องห่าง จบ ป.เอก กลับบ้านอีก ปีครึ่งค่อยว่ากันใหม่ (คือยังรักอยู่) จะมีโอกาสไหมครับ
3. ยังคุยเหมือนเดิมปกติ แต่เป็นของตายมาก

ขอบคุณ ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่