สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าตามหัวข้อกระทู้เลยครับ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่ากระกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกที่เคยเขียนมา หากผิดพลาดหรือผิดใจประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
........เข้าเรื่องเลยดีกว่า เออออ ขออนุญาติแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมเป็นชาวพุทธแท้ๆๆ ล้าน% เลยนะครับ เกิดอยู่ในจังหวัดหนึ่งในภาคอิสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีความเชื่อเรื่อภูตผีปีศาจมากๆไม้แพ้ภาคอื่น แล้วสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ขอย้ำว่า เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามกับตัวเอง และหาคำตอบให้ตัวเอง จนเข้าใจและเลิกกลัวในที่สุดครับ ขอย้ำ..เป็นความเชื่อและความคิดส่วนบุคคลนะครับ..แค่อยากให้มาอ่านฆ่าเวลาเพลินๆ สนทนากันเพลินๆครับ
ผมเชื่อว่าตอนเด็กๆทุกคนก็จะโดนปลูกฝังเรื่องผีมาตั้งแต่จำความใด้ เพื่อทำให้กลัวบ้างหละ เพื่อทำให้ไม่ดื้อบ้างหละ ซึ่งมันก็ได้ผลไม่น้อยเลยครับ แล้วมันก็ทำให้ใครหลายๆคนกลัวมาถึงทุกวันนี้....
เอาหละครับเกริ่นมาพอสมควร วกมาเนื้อหาครับ ถ้าเราไม่อยาก"กลัวผี"นั้นเราต้องทำความเข้าใจก่อนครับ ทำความเข้าใจธรรมชาติตามหลักพระพุธศาสนาครับ "ผี" มีจริงหรือ?...คำถามนี้คำตอบมันขึ้นอยู่ที่บุคคลครับ แต่สำหรับคนที่เชื่อว่ามีจริง ผมขอถามกลับว่า..คุณเคยเห็นไหม? ถ้าเห็นแล้วคุณคิดว่าเป็นผีจริงหรือ? คุณต้องมีสติและสมาธิครับ คิดไตร่ตรองทบทวนให้ดีๆว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร อย่าฟุ้งซ่านคิดไปเองเรื่อยเปื่อยครับ เพราะไอ้"ความคิดเรานี้แหละจะทำให้เรากลัวเอง" ไม่ใช่ "ผี"
แล้วโดนผีอำหละ? ผมเคยมีอาการที่เขาเรียกกันว่า"ผีอำ" นะครับ หลายครั้งด้วย เป็นครั้งแรกครั้งสองกลัวมากๆเวลาเลาให้คนแก่ฟังก็บอกว่ามีนั้นมีนี้ เป็นนั้นเป็นนี้ จนทำให้เรากลัว แล้วก็บอกให้ไปทำนั้นทำนี้ นั้นแหละครับ ผมและหาคำตอบกับตัวเองและเสิร์ทหาใน Google เลยพบคำตอบครับว่า วันที่ผมโดนผีอำนั้นเป็นวันที่ผมเพลียมากที่สุดและเหนื่อยที่สุด พอถึงเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็จะรู้สึกหูอื้อ ได้ยิงเสียงต่างๆ ขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้ และเหมือนมีใครมาทับที่หน้าอก นี้คืออาการคร่าวๆที่เขาเรียกกันว่า"ผีอำ"ครับ ซึ่งเมื่อเราหาคำตอบแล้วมันไม่มีอะไรน่ากลัวเลยครับ "เรากลัวความคิดตัวเองครับ" ส่วนวิธีแก้ปัญหานั้นคุณควรหาคำตอบด้วยตนเองครับ
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่? เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมาแสนยาวนาน ใช่ครับความจริงแล้วเราไม่เชื่ออะไร เราก็ไม่ควรไประรานคนอื่นหรือ ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป นี้อาจเป็นแก่นความหมายของคำๆนี้ ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ แล้วถ้าเชื่อหละ คุณต้องเชื่ออยู่บนเหตุและผลครับ เช่น ผีมีจริงหรือไม่ความคิดผมบอกว่ามีแต่ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะผีนั้นคือสิ่งที่เป็น กุศโลบายอันชาญฉลาดของมนุษย์ ทำให้คนรุ่นหลังเกรงกลัวต่อบาปได้ และ เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง พึงทำแต่ความดีจะได้ขึ้นสวรรค์ สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น แต่ว่าทุกอย่าก็มี2ด้านครับ บางคนเชื่อมากเกินไปจนโงหัวไม่ขึ้น โดนหลอกต่างนาๆ ผีเจ้าเข้าทรง บลาๆๆๆ นี้เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะถ้าอยากจะทำบุญเสดาะเคราะห์ ลองเดินไปมูลนิธิสักที่ แล้วบริจาคสักสิบยี่สิบ เงินส่วนนั้นใด้ไปบำเพ็ญประโยชน์อย่างคุ้มค่า ดีกว่าเราไปเชื่อผีเจ้าเข้าทรง แล้วเสียเงินไปให้เขา เงินนั้นไม่ไปไหนหรอกครับ เอาไว้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเลี้ยงญาติเขาครับ อีกอย่างที่อยากฝากมากๆเลยคือ "ทำบุญไม่จำเป็นต้องทำที่วัดครับ"
มาดูเคล็ดไม่ลับที่ผมผ่านการ"ไม่กลัวผี"กันครับ เมื่อผมเจอสถานที่ที่ผมกลัว ผมจะข่มใจตัวเองครับขั้นแรก ต้องชนะใจตัวเองก่อน แล้วอย่าไปคิดฟุ้งซ่านครับให้คิดว่ามันไม่มีอะไร "ซึ่งก็ไม่มีอะไรจริงๆ" ทำแบบนี้เรื่อยๆแหละครับเมื่อในอาการ "กลัวผี" เดี่ยวก็จะชินและเข้าใจไปเอง และไม่กลัวผีในที่สุด
..........เอาหละครับเขียนมาพอสมควร ได้เวลาไปทำอย่าอื่นแล้ว เหลื่อที่จะเล่าอืกเยอะเลยเสียดาย.... ใครมีความคิดอะไรหรืออยากเล่าอะไรแสดงความคิดเห็นเลยนะครับ อย่าซีเรียส และขอความกรุณาผู้เจริญแล้วเคารพความคิดเห็นกันและกันด้วยนะครับ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนี้... ผมขอฝากข้อคิดดีๆครับ ควรมีเหตุและผลในเรื่องผีครับ คิดทบทวนให้ดีๆ แล้วคุณจะหาคำตอบได้เองครับ อย่าปักใจเชื่อไปซะทีเดียวครับ กระทู้นี้จะมีข้อคิดคล้ายๆคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันคือความอเมซิ่งของศาศนาพุทธครับผมว่า555 "เหตุ"และ"ผล"
หวังว่าจะได้อ่านกันต่อครับบ^^ ถ้ามีคนขอมาเยอะ ขอบคุณครับ
กำจัดความ"กลัว"ผี ความเชื่อเรื่อง"ผี"กับชีวิตประจำวัน อ่านเพลินๆสนทนาเพลินๆครับ
........เข้าเรื่องเลยดีกว่า เออออ ขออนุญาติแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมเป็นชาวพุทธแท้ๆๆ ล้าน% เลยนะครับ เกิดอยู่ในจังหวัดหนึ่งในภาคอิสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีความเชื่อเรื่อภูตผีปีศาจมากๆไม้แพ้ภาคอื่น แล้วสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ขอย้ำว่า เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามกับตัวเอง และหาคำตอบให้ตัวเอง จนเข้าใจและเลิกกลัวในที่สุดครับ ขอย้ำ..เป็นความเชื่อและความคิดส่วนบุคคลนะครับ..แค่อยากให้มาอ่านฆ่าเวลาเพลินๆ สนทนากันเพลินๆครับ
ผมเชื่อว่าตอนเด็กๆทุกคนก็จะโดนปลูกฝังเรื่องผีมาตั้งแต่จำความใด้ เพื่อทำให้กลัวบ้างหละ เพื่อทำให้ไม่ดื้อบ้างหละ ซึ่งมันก็ได้ผลไม่น้อยเลยครับ แล้วมันก็ทำให้ใครหลายๆคนกลัวมาถึงทุกวันนี้....
เอาหละครับเกริ่นมาพอสมควร วกมาเนื้อหาครับ ถ้าเราไม่อยาก"กลัวผี"นั้นเราต้องทำความเข้าใจก่อนครับ ทำความเข้าใจธรรมชาติตามหลักพระพุธศาสนาครับ "ผี" มีจริงหรือ?...คำถามนี้คำตอบมันขึ้นอยู่ที่บุคคลครับ แต่สำหรับคนที่เชื่อว่ามีจริง ผมขอถามกลับว่า..คุณเคยเห็นไหม? ถ้าเห็นแล้วคุณคิดว่าเป็นผีจริงหรือ? คุณต้องมีสติและสมาธิครับ คิดไตร่ตรองทบทวนให้ดีๆว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร อย่าฟุ้งซ่านคิดไปเองเรื่อยเปื่อยครับ เพราะไอ้"ความคิดเรานี้แหละจะทำให้เรากลัวเอง" ไม่ใช่ "ผี"
แล้วโดนผีอำหละ? ผมเคยมีอาการที่เขาเรียกกันว่า"ผีอำ" นะครับ หลายครั้งด้วย เป็นครั้งแรกครั้งสองกลัวมากๆเวลาเลาให้คนแก่ฟังก็บอกว่ามีนั้นมีนี้ เป็นนั้นเป็นนี้ จนทำให้เรากลัว แล้วก็บอกให้ไปทำนั้นทำนี้ นั้นแหละครับ ผมและหาคำตอบกับตัวเองและเสิร์ทหาใน Google เลยพบคำตอบครับว่า วันที่ผมโดนผีอำนั้นเป็นวันที่ผมเพลียมากที่สุดและเหนื่อยที่สุด พอถึงเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็จะรู้สึกหูอื้อ ได้ยิงเสียงต่างๆ ขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้ และเหมือนมีใครมาทับที่หน้าอก นี้คืออาการคร่าวๆที่เขาเรียกกันว่า"ผีอำ"ครับ ซึ่งเมื่อเราหาคำตอบแล้วมันไม่มีอะไรน่ากลัวเลยครับ "เรากลัวความคิดตัวเองครับ" ส่วนวิธีแก้ปัญหานั้นคุณควรหาคำตอบด้วยตนเองครับ
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่? เป็นคำที่คุ้นหูคนไทยมาแสนยาวนาน ใช่ครับความจริงแล้วเราไม่เชื่ออะไร เราก็ไม่ควรไประรานคนอื่นหรือ ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป นี้อาจเป็นแก่นความหมายของคำๆนี้ ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ แล้วถ้าเชื่อหละ คุณต้องเชื่ออยู่บนเหตุและผลครับ เช่น ผีมีจริงหรือไม่ความคิดผมบอกว่ามีแต่ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะผีนั้นคือสิ่งที่เป็น กุศโลบายอันชาญฉลาดของมนุษย์ ทำให้คนรุ่นหลังเกรงกลัวต่อบาปได้ และ เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง พึงทำแต่ความดีจะได้ขึ้นสวรรค์ สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น แต่ว่าทุกอย่าก็มี2ด้านครับ บางคนเชื่อมากเกินไปจนโงหัวไม่ขึ้น โดนหลอกต่างนาๆ ผีเจ้าเข้าทรง บลาๆๆๆ นี้เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะถ้าอยากจะทำบุญเสดาะเคราะห์ ลองเดินไปมูลนิธิสักที่ แล้วบริจาคสักสิบยี่สิบ เงินส่วนนั้นใด้ไปบำเพ็ญประโยชน์อย่างคุ้มค่า ดีกว่าเราไปเชื่อผีเจ้าเข้าทรง แล้วเสียเงินไปให้เขา เงินนั้นไม่ไปไหนหรอกครับ เอาไว้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเลี้ยงญาติเขาครับ อีกอย่างที่อยากฝากมากๆเลยคือ "ทำบุญไม่จำเป็นต้องทำที่วัดครับ"
มาดูเคล็ดไม่ลับที่ผมผ่านการ"ไม่กลัวผี"กันครับ เมื่อผมเจอสถานที่ที่ผมกลัว ผมจะข่มใจตัวเองครับขั้นแรก ต้องชนะใจตัวเองก่อน แล้วอย่าไปคิดฟุ้งซ่านครับให้คิดว่ามันไม่มีอะไร "ซึ่งก็ไม่มีอะไรจริงๆ" ทำแบบนี้เรื่อยๆแหละครับเมื่อในอาการ "กลัวผี" เดี่ยวก็จะชินและเข้าใจไปเอง และไม่กลัวผีในที่สุด
..........เอาหละครับเขียนมาพอสมควร ได้เวลาไปทำอย่าอื่นแล้ว เหลื่อที่จะเล่าอืกเยอะเลยเสียดาย.... ใครมีความคิดอะไรหรืออยากเล่าอะไรแสดงความคิดเห็นเลยนะครับ อย่าซีเรียส และขอความกรุณาผู้เจริญแล้วเคารพความคิดเห็นกันและกันด้วยนะครับ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนี้... ผมขอฝากข้อคิดดีๆครับ ควรมีเหตุและผลในเรื่องผีครับ คิดทบทวนให้ดีๆ แล้วคุณจะหาคำตอบได้เองครับ อย่าปักใจเชื่อไปซะทีเดียวครับ กระทู้นี้จะมีข้อคิดคล้ายๆคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันคือความอเมซิ่งของศาศนาพุทธครับผมว่า555 "เหตุ"และ"ผล"
หวังว่าจะได้อ่านกันต่อครับบ^^ ถ้ามีคนขอมาเยอะ ขอบคุณครับ