เป็นความเห็นของ "มิตรสหายแฟนบอลไทย" เข้าเส้น ท่านหนึ่ง ที่ฝากให้ผมมาโพส เพื่อระบาย ความอึดอัดในใจ ลองอ่านดูได้เลยครับ ^ ^
บุรีรัมย์ที่ว่าเป็นความหวังของสโมสรไทยยังเสี่ยงต่อการตกรอบแรกแล้ว ความเห็นส่วนตัวว่าที่แพ้เกมส์ล่าสุดต้องลองแยกออกมามองเป็นส่วนๆนะครับ ตั้งแต่ระบบบริหารไล่ลงมาจนถึงนักเตะในสนาม ฟุตบอลมันมีแพ้หรือชนะได้หมดครับ แต่เราต้องเอาความพ่ายแพ้มาปรับปรุงแก้ไขไม่ให้มันเกิดขึ้นแล้วแค่เสียใจ เสียดาย และก็ปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้อะไรจากมัน ความพ่ายแพ้นั่นจะศูนย์เปล่าครับ
1. ฟุตบอลแพ้ไม่ใช่โลกพังสลาย อาร์เซนอลยังเคยกล้าแพ้แมนฯยูฯ 8-2 ทั้งๆที่สองทีมนี้ระดับเดียวกัน แต่การเล่นบางวันมันก็ผิดพลาดได้ แล้วทำไมบุรีรัมย์จะแพ้ FC Seoul ทีมที่มีช่องว่างของมาตรฐานห่างจากเราไม่ได้ คุณเนวินต้องแสดงถึงสปิริตที่จะสู้ต่อ นำพานักเตะและแฟนบอลที่ศรัทธาในตัวคุณเนวินให้มีกำลังใจจะสู้ ยอมรับในเกมส์กีฬาว่ามีแพ้มีชนะ(ซึ่งแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ให้กำลังใจต่ออยู่แล้ว) ให้รู้ว่ามันก็แค่ฟุตบอลื่เราเล่นไม่ดีนัดนึง เหมือนที่ท่านเซอร์ฯ และกุนซือหลายคนปฏิบัติกันตามที่เราดูบอลนอก (LVG นี่ชัดสุด 5555) แล้วแฟนบอลกับนักเตะจะจับมือสู้ไปด้วยกันได้ครับ ดีกว่าภาพในทีวีจับมาแล้วเห็นคุณเนวินนั่งใจสลายบนเก้าอี้สนามคนเดียว ให้สัมภาษณ์ทีวีด้วยอาการเสียใจเศร้าสร้อย จุดนี้จะยิ่งทำให้ทีมโดนซ้ำเติมนะครับ
2. บุรีรัมย์ดีเกินไปในไทยลีก แล้วระดับเอเชียล่ะ? คงจะยากหากจะหาใครมาสู้บุรีรัมย์ได้ในไทยลีก ด้วยเงินทุนทำทีมมหาศาล ด้วยมาตรฐานของนักเตะที่ทีมงานสรรหาเข้ามาเติมแต่งอยู่ทุกๆซีซั่นในแต่ละตำแหน่ง บุรีรัมย์ถึงมีนักเตะระดับอ๋องเข้ามาทำให้ทีมพุ่งชนความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีนักเตะใหม่มาก็มีนักเตะเก่าออกไป ในไทยลีกหลายๆทีมก็บริหารนักเตะแบบนี้คือใครเก่งเอาเข้ามาเกินโควต้าก็เลิกจ้างคนเก่า เหมือนเป็นดาบสองคมในการทำทีมเพราะนักเตะแกนหลักของทีมเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีอยู่เป็นแกนของทีมได้แค่ 2-3 ปีแล้วก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป ยังไม่ทันได้ผสมผสานรู้ใจกันก็เจอคนใหม่อีกละ นักบอลไทยแทนที่จะมีโอกาสเรียนรู้พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเล่น+ฝึกซ้อมเพื่อยกระดับฝีเท้าตัวเอง เกือบเล่นรู้ใจกันก็ต้องเปลี่ยนอีกละ ระบบของทีมเลยยังสู้ทีมจากต่างชาติลำบาก
ชัยชนะของทีมและแท็คติกการเล่นเลยฝากความหวังไว้ที่คนๆเดียวคือ Diogo ให้ไปบอลเถอะเดี๋ยวพี่แกยิงเอง ที่ผ่านๆมาก็เป็น Double Frank และ Camillo Gonzalez + Patilo ด้วยมาตรฐานของกองหน้าบุรีรัมย์ที่เหนือกว่ากองหลังในไทยลีกทุกทีม บุรีรัมย์ถึงยิงๆๆๆและก็ยิงด้วยกองหน้าที่มีจนได้ดาวซัลโวกันมาหลายซีซั่น แต่ก็อยู่ได้ 1-2 ซีซั่นก็ขายไปเพราะคู่ต่อสู้เริ่มจับทางนักเตะได้ก็ต้องหามาใหม่เรื่อยๆ การพัฒนาระบบทีมเลยยากและไม่ประติดประต่อ(การพัฒนาระบบทีมให้เสถียรต้องยกให้อาร์เซนอล, บาเยิร์นฯ, บาร์เซโลน่า ระบบทีมที่ดีอยู่แล้ว เลือกนักเตะให้เข้ากับระบบทีมมาใส่ ใครก็สู้ลำบาก) ยิ่งเจอทีมระดับเอเชียด้วยแล้ว แท็คติกเลยโดนแก้ทางและจับทางได้ วันนั้นแค่ไม่มี Diogo ทุกอย่างก็จบแล้ว แล้วก็จบจริงๆ จะฝากความหวังไว้กับธีราทรมาคอยทำเกมส์เปิดเกมส์รุกทั้งๆที่เค้าคือแบ๊กซ้าย ไม่ใช่ธีราทรไม่เก่งนะครับ ฝีเท่าเค้าดีมากๆแต่ภาระมันก็ดูจะหนักเกินไปสำหรับแบ๊กซ้ายคนนึงครับ
*****ข้อ 3 นี้ผมเจ้าของ ID ขอมอบให้ 10 กะโหลกเลย******
3.สู้ทีมระดับทวีปก็ต้องบริหารทีมระดับโลก จะไม่เจาะจงแค่ทีมใดทีมเดียวนะครับ พูดถึงเกือบทุกทีมในไทยลีกเลยละกันเกี่ยวกับการบริหารทีมที่เราเห็นๆกันผ่านทีวีหรือสื่อต่างๆ คำว่า "เฮดของเฮดโค้ช" ที่คุณเนวินเคยกล่าวไว้เป็นวลีอมตะตอนที่แยกทางกับโค้ชแต๊กเมื่อหลายปีก่อนทำเอาทุกคนฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร จริงๆแล้วคำๆนี้ถ้าดูให้ดีไม่ใช่เรื่องแปลกยิ่งเฉพาะระบบบริการทีมในบุนเดสลีกาเยอรมัน ผู้ฝึกสอนกับผู้บริหารของทีมที่เราเห็นกันบ่อยๆเช่น อ๊อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ - ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ของบาเยิร์นฯ , โธมัส ชาฟ - เคล้าส์ อัลลอฟท์ ของเบรเมน , คริสโตฟ ดอย์ม - ไรด์เนอร์ คาล์ดมุนด์ ของเลเวอร์คูเซน จริงๆแล้วคำว่า"เฮดของเฮดโค้ช"คล้ายๆความสัมพันธ์ระหว่างหลายคู่ที่กล่าวมานี้ แต่ Role ของการทำงานของบ้านเค้ากับบ้านเรามันต่างกัน ทีมในลีกบ้านเราผู้บริหารหรือเจ้าของทีมมีส่วนเกี่ยวข้องทุกอย่างแม้กระทั่งการฝึกซ้อมประจำวันของนักเตะ ลงมาเยี่ยมชมพร้อมให้กำลังใจ ปลุกเร้าขวัญก่อนลงสนามก็คงไม่แปลกอะไรเท่าไหร่ แต่การออกความเห็นหรือชี้นำโค้ชผู้ฝึกสอนตั้งแต่สนามซ้อมยันสนามแข่งนี่มันดูแล้วไม่เคยเห็นเค้าทำกัน คุณเนวินยังแค่นั่งดูใกล้ชิดกับทีมงานในซุ้มม้านั่งอย่างสงบนิ่ง แต่บางทีมเราจะเห็นโค้ชยืนสั่งการทางขวาแต่เจ้าของทีมตะโกนบอกสั่งการบอกแผนนักเตะข้างๆกันทางซ้าย แล้วนักเตะควรจะฟังใคร พอสักพักก็เดินมากระซิบเพื่อเปลี่ยนคนนั้นเข้าคนนี้ออก ไอ้โค้ชก็ต้องพยักหน้ารับหงึกๆเพราะนายสั่งมา แล้วใครเข้าใจแผนการฝึกซ้อมกว่ากัน แล้วใครเก่งกว่ากันแน่ การบริหารแบบไทยๆตั้งแต่สมาคมฟุตบอลไล่ลงมานี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเราสู้กับระดับทวีปและระดับโลก ดูอย่างบาเยิร์นนะครับ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ได้แชมป์โลก+แชมป์ยุโรปในฐานะนักเตะ ในฐานะโค้ชก็นำทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์โลกมาแล้ว คาร์ลไฮน์ รุมมินิเก้ก็ประสบความสำเร็จระดับตำนาน อูลี่ เฮอเนสคือผู้บริหารทีมระดับมือทอง แต่พวกเค้าไม่เคยลงมาสั่งการหรือชี้นำหัวหน้าผู้ฝึกสอนในสนามเลย นั่งดูก็นั่งเฉยๆให้อำนาจผู้ฝึกสอนสั่งการนักเตะ แก้เกมส์ เปลี่ยนตัวไปให้สัมภาษณ์แต่พอเป็นพิธี ถ้าผลงานทีมแย่จริงๆค่อยลงความเห็นปรับปรุงทีมกันไป
บ้านเราต้องดูเค้าเป็นตัวอย่างในการบริหารทีมและ Role ในการทำงานของแต่ละตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าอันนี้ทีมของฉัน เงินทำทีมของฉัน ฉันสั่งอะไรก็ได้ โค้ชเก่งแค่ไหนก็ไม่ได้แสดงฝีมืออะไรออกมาสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกทางกัน ไทยลีกถึงได้ชื่อว่าลีกกินโค้ช บางทีมเปลี่ยนมัน 3-4 คนในซีซั่นเดียว โค้ชทุกคนมีปรัชญาการทำทีมของตัวเองครับ มูรินโญ่ก็แนวนึง LVGก็แนวนึง อันเชลอตติก็แนวนึง ให้โค้ชได้ใช้ปรัญชาการทำทีมของตัวเองมาปรับใช้ในการทำทีมดีกว่าครับ เจ้าของทีมไม่ใช่ว่าคลุกคลีกับนักเตะหรือดูการฝึกซ้อมทุกวันจะสามารถแก้เกมส์หรือวางแผนได้ ไม้ยังงั้นการเรียนโค้ชแบบ A-B-C Licence ต่างๆจะมีไว้ทำไมครับ ทีมระดับทวีปชั้นนำต่างๆเค้าทำงานกันเป็นระบบ ไม่ต้องมองไปไกลถึงยุโรป เอาแค่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ใกล้ๆบ้านเราก็เห็นแล้วว่าทำงานกันยังไง การบริหารจัดการวงการฟุตบอลของเค้าไปไกลมากแล้วครับแล้วความสำเร็จมันเห็นผลมากน้อยแค่ไหน กึ๋นการแก้เกมส์ในสนามของคนที่เรียนโค้ชมาเป็นอาชีพมันเนี๊ยบมากเกินเราจะเข้าใจครับ
โรมัน อบราโมวิชเคยมีบทเรียนเรื่องพวกนี้มาแล้วจนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเหมือนกันครับ ค่อยๆปรับปรุงค่อยๆเรียนรู้กับทีมระดับแนวหน้าในหลายๆด้านนะครับ แล้ววันนึงทีมจากไทยเราจะสู้เค้าได้อีกครั้งแน่นอน
ทำไมสโมสรไทยถึงไปไม่ไกลใน AFC
บุรีรัมย์ที่ว่าเป็นความหวังของสโมสรไทยยังเสี่ยงต่อการตกรอบแรกแล้ว ความเห็นส่วนตัวว่าที่แพ้เกมส์ล่าสุดต้องลองแยกออกมามองเป็นส่วนๆนะครับ ตั้งแต่ระบบบริหารไล่ลงมาจนถึงนักเตะในสนาม ฟุตบอลมันมีแพ้หรือชนะได้หมดครับ แต่เราต้องเอาความพ่ายแพ้มาปรับปรุงแก้ไขไม่ให้มันเกิดขึ้นแล้วแค่เสียใจ เสียดาย และก็ปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้อะไรจากมัน ความพ่ายแพ้นั่นจะศูนย์เปล่าครับ
1. ฟุตบอลแพ้ไม่ใช่โลกพังสลาย อาร์เซนอลยังเคยกล้าแพ้แมนฯยูฯ 8-2 ทั้งๆที่สองทีมนี้ระดับเดียวกัน แต่การเล่นบางวันมันก็ผิดพลาดได้ แล้วทำไมบุรีรัมย์จะแพ้ FC Seoul ทีมที่มีช่องว่างของมาตรฐานห่างจากเราไม่ได้ คุณเนวินต้องแสดงถึงสปิริตที่จะสู้ต่อ นำพานักเตะและแฟนบอลที่ศรัทธาในตัวคุณเนวินให้มีกำลังใจจะสู้ ยอมรับในเกมส์กีฬาว่ามีแพ้มีชนะ(ซึ่งแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ให้กำลังใจต่ออยู่แล้ว) ให้รู้ว่ามันก็แค่ฟุตบอลื่เราเล่นไม่ดีนัดนึง เหมือนที่ท่านเซอร์ฯ และกุนซือหลายคนปฏิบัติกันตามที่เราดูบอลนอก (LVG นี่ชัดสุด 5555) แล้วแฟนบอลกับนักเตะจะจับมือสู้ไปด้วยกันได้ครับ ดีกว่าภาพในทีวีจับมาแล้วเห็นคุณเนวินนั่งใจสลายบนเก้าอี้สนามคนเดียว ให้สัมภาษณ์ทีวีด้วยอาการเสียใจเศร้าสร้อย จุดนี้จะยิ่งทำให้ทีมโดนซ้ำเติมนะครับ
2. บุรีรัมย์ดีเกินไปในไทยลีก แล้วระดับเอเชียล่ะ? คงจะยากหากจะหาใครมาสู้บุรีรัมย์ได้ในไทยลีก ด้วยเงินทุนทำทีมมหาศาล ด้วยมาตรฐานของนักเตะที่ทีมงานสรรหาเข้ามาเติมแต่งอยู่ทุกๆซีซั่นในแต่ละตำแหน่ง บุรีรัมย์ถึงมีนักเตะระดับอ๋องเข้ามาทำให้ทีมพุ่งชนความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีนักเตะใหม่มาก็มีนักเตะเก่าออกไป ในไทยลีกหลายๆทีมก็บริหารนักเตะแบบนี้คือใครเก่งเอาเข้ามาเกินโควต้าก็เลิกจ้างคนเก่า เหมือนเป็นดาบสองคมในการทำทีมเพราะนักเตะแกนหลักของทีมเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีอยู่เป็นแกนของทีมได้แค่ 2-3 ปีแล้วก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป ยังไม่ทันได้ผสมผสานรู้ใจกันก็เจอคนใหม่อีกละ นักบอลไทยแทนที่จะมีโอกาสเรียนรู้พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเล่น+ฝึกซ้อมเพื่อยกระดับฝีเท้าตัวเอง เกือบเล่นรู้ใจกันก็ต้องเปลี่ยนอีกละ ระบบของทีมเลยยังสู้ทีมจากต่างชาติลำบาก
ชัยชนะของทีมและแท็คติกการเล่นเลยฝากความหวังไว้ที่คนๆเดียวคือ Diogo ให้ไปบอลเถอะเดี๋ยวพี่แกยิงเอง ที่ผ่านๆมาก็เป็น Double Frank และ Camillo Gonzalez + Patilo ด้วยมาตรฐานของกองหน้าบุรีรัมย์ที่เหนือกว่ากองหลังในไทยลีกทุกทีม บุรีรัมย์ถึงยิงๆๆๆและก็ยิงด้วยกองหน้าที่มีจนได้ดาวซัลโวกันมาหลายซีซั่น แต่ก็อยู่ได้ 1-2 ซีซั่นก็ขายไปเพราะคู่ต่อสู้เริ่มจับทางนักเตะได้ก็ต้องหามาใหม่เรื่อยๆ การพัฒนาระบบทีมเลยยากและไม่ประติดประต่อ(การพัฒนาระบบทีมให้เสถียรต้องยกให้อาร์เซนอล, บาเยิร์นฯ, บาร์เซโลน่า ระบบทีมที่ดีอยู่แล้ว เลือกนักเตะให้เข้ากับระบบทีมมาใส่ ใครก็สู้ลำบาก) ยิ่งเจอทีมระดับเอเชียด้วยแล้ว แท็คติกเลยโดนแก้ทางและจับทางได้ วันนั้นแค่ไม่มี Diogo ทุกอย่างก็จบแล้ว แล้วก็จบจริงๆ จะฝากความหวังไว้กับธีราทรมาคอยทำเกมส์เปิดเกมส์รุกทั้งๆที่เค้าคือแบ๊กซ้าย ไม่ใช่ธีราทรไม่เก่งนะครับ ฝีเท่าเค้าดีมากๆแต่ภาระมันก็ดูจะหนักเกินไปสำหรับแบ๊กซ้ายคนนึงครับ
*****ข้อ 3 นี้ผมเจ้าของ ID ขอมอบให้ 10 กะโหลกเลย******
3.สู้ทีมระดับทวีปก็ต้องบริหารทีมระดับโลก จะไม่เจาะจงแค่ทีมใดทีมเดียวนะครับ พูดถึงเกือบทุกทีมในไทยลีกเลยละกันเกี่ยวกับการบริหารทีมที่เราเห็นๆกันผ่านทีวีหรือสื่อต่างๆ คำว่า "เฮดของเฮดโค้ช" ที่คุณเนวินเคยกล่าวไว้เป็นวลีอมตะตอนที่แยกทางกับโค้ชแต๊กเมื่อหลายปีก่อนทำเอาทุกคนฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร จริงๆแล้วคำๆนี้ถ้าดูให้ดีไม่ใช่เรื่องแปลกยิ่งเฉพาะระบบบริการทีมในบุนเดสลีกาเยอรมัน ผู้ฝึกสอนกับผู้บริหารของทีมที่เราเห็นกันบ่อยๆเช่น อ๊อตมาร์ ฮิตส์เฟลด์ - ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ของบาเยิร์นฯ , โธมัส ชาฟ - เคล้าส์ อัลลอฟท์ ของเบรเมน , คริสโตฟ ดอย์ม - ไรด์เนอร์ คาล์ดมุนด์ ของเลเวอร์คูเซน จริงๆแล้วคำว่า"เฮดของเฮดโค้ช"คล้ายๆความสัมพันธ์ระหว่างหลายคู่ที่กล่าวมานี้ แต่ Role ของการทำงานของบ้านเค้ากับบ้านเรามันต่างกัน ทีมในลีกบ้านเราผู้บริหารหรือเจ้าของทีมมีส่วนเกี่ยวข้องทุกอย่างแม้กระทั่งการฝึกซ้อมประจำวันของนักเตะ ลงมาเยี่ยมชมพร้อมให้กำลังใจ ปลุกเร้าขวัญก่อนลงสนามก็คงไม่แปลกอะไรเท่าไหร่ แต่การออกความเห็นหรือชี้นำโค้ชผู้ฝึกสอนตั้งแต่สนามซ้อมยันสนามแข่งนี่มันดูแล้วไม่เคยเห็นเค้าทำกัน คุณเนวินยังแค่นั่งดูใกล้ชิดกับทีมงานในซุ้มม้านั่งอย่างสงบนิ่ง แต่บางทีมเราจะเห็นโค้ชยืนสั่งการทางขวาแต่เจ้าของทีมตะโกนบอกสั่งการบอกแผนนักเตะข้างๆกันทางซ้าย แล้วนักเตะควรจะฟังใคร พอสักพักก็เดินมากระซิบเพื่อเปลี่ยนคนนั้นเข้าคนนี้ออก ไอ้โค้ชก็ต้องพยักหน้ารับหงึกๆเพราะนายสั่งมา แล้วใครเข้าใจแผนการฝึกซ้อมกว่ากัน แล้วใครเก่งกว่ากันแน่ การบริหารแบบไทยๆตั้งแต่สมาคมฟุตบอลไล่ลงมานี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลเราสู้กับระดับทวีปและระดับโลก ดูอย่างบาเยิร์นนะครับ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ได้แชมป์โลก+แชมป์ยุโรปในฐานะนักเตะ ในฐานะโค้ชก็นำทีมชาติเยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์โลกมาแล้ว คาร์ลไฮน์ รุมมินิเก้ก็ประสบความสำเร็จระดับตำนาน อูลี่ เฮอเนสคือผู้บริหารทีมระดับมือทอง แต่พวกเค้าไม่เคยลงมาสั่งการหรือชี้นำหัวหน้าผู้ฝึกสอนในสนามเลย นั่งดูก็นั่งเฉยๆให้อำนาจผู้ฝึกสอนสั่งการนักเตะ แก้เกมส์ เปลี่ยนตัวไปให้สัมภาษณ์แต่พอเป็นพิธี ถ้าผลงานทีมแย่จริงๆค่อยลงความเห็นปรับปรุงทีมกันไป
บ้านเราต้องดูเค้าเป็นตัวอย่างในการบริหารทีมและ Role ในการทำงานของแต่ละตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าอันนี้ทีมของฉัน เงินทำทีมของฉัน ฉันสั่งอะไรก็ได้ โค้ชเก่งแค่ไหนก็ไม่ได้แสดงฝีมืออะไรออกมาสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกทางกัน ไทยลีกถึงได้ชื่อว่าลีกกินโค้ช บางทีมเปลี่ยนมัน 3-4 คนในซีซั่นเดียว โค้ชทุกคนมีปรัชญาการทำทีมของตัวเองครับ มูรินโญ่ก็แนวนึง LVGก็แนวนึง อันเชลอตติก็แนวนึง ให้โค้ชได้ใช้ปรัญชาการทำทีมของตัวเองมาปรับใช้ในการทำทีมดีกว่าครับ เจ้าของทีมไม่ใช่ว่าคลุกคลีกับนักเตะหรือดูการฝึกซ้อมทุกวันจะสามารถแก้เกมส์หรือวางแผนได้ ไม้ยังงั้นการเรียนโค้ชแบบ A-B-C Licence ต่างๆจะมีไว้ทำไมครับ ทีมระดับทวีปชั้นนำต่างๆเค้าทำงานกันเป็นระบบ ไม่ต้องมองไปไกลถึงยุโรป เอาแค่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ใกล้ๆบ้านเราก็เห็นแล้วว่าทำงานกันยังไง การบริหารจัดการวงการฟุตบอลของเค้าไปไกลมากแล้วครับแล้วความสำเร็จมันเห็นผลมากน้อยแค่ไหน กึ๋นการแก้เกมส์ในสนามของคนที่เรียนโค้ชมาเป็นอาชีพมันเนี๊ยบมากเกินเราจะเข้าใจครับ
โรมัน อบราโมวิชเคยมีบทเรียนเรื่องพวกนี้มาแล้วจนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเหมือนกันครับ ค่อยๆปรับปรุงค่อยๆเรียนรู้กับทีมระดับแนวหน้าในหลายๆด้านนะครับ แล้ววันนึงทีมจากไทยเราจะสู้เค้าได้อีกครั้งแน่นอน