จากที่แม่คอยให้กำลังใจมาตลอด นับตั้งแต่เปิดบริษัทเมื่อกลางปี58 บริษัทที่ฉันร่วมทำกับแฟนและหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนของแฟน ฉันยอมทิ้งร้านขายของและร้านกาแฟเล็กๆที่ฉันสร้างขึ้นมากับพ่อแม่ซึ่งเปิดมาได้ไม่นานแต่พอมีรายได้จุนเจือครอบครัว เพื่อมาช่วยแฟนดูแลและเปิดบริษัทที่เป็นเหมือนศูนย์ความงามครบวงจร และนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ ซึ่งฉันเองได้รับเงินเดือนเหมือนพนักงานทั่วไป และไม่เคยมีวันหยุด แต่ฉันและครอบครัวก็เต็มใจที่จะช่วยเขาในทุกๆด้าน ยกเว้นเรื่องเงินในการเปิดบริษัท ชื่อผู้ถือหุ้น 51% และเอกสารสำคัญเป็นชื่อฉันทั้งหมด (เพราะหุ้นส่วนเป็นต่างชาติทั้งหมด) พ่อและแม่ฉันไม่ได้ร่ำรวย ไม่เคยทำธุรกิจ เป็นข้าราชการอยู่ต่างอำเภอ ท่านจึงไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจมากนัก และไม่สามารถให้คำแนะนำในทางธุรกิจได้ ท่านเพียงแต่ให้กำลังใจมาตลอด เพราะพ่อกับแม่ รักแฟนเราเหมือนลูกคนนึง และแรกเริ่มเดิมทีก่อนเปิดบริษัทเราเข้าใจว่าแฟนและหุ้นส่วนจะบริหารงานกันเอง เพียงแต่ให้เราถือหุ้นให้เท่านั้น แต่พอมาทำจริงๆ!! เปล่าเลย เราต้องทำเองทั้งหมด ทำทุกอย่างจริงๆตั้งแต่ดูแลร้าน หาลูกค้า ติดต่องาน จากที่เราไม่เคยรู้เรื่องธุรกิจมาก่อน เพราะเคยเป็นแค่พนักงานทั่วไป ขายของชำที่บ้าน ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เราต้องคิดเรื่องงานตลอด24 ชม. แม้กระทั่งนอนหลับยังฝันว่าจะไปหาลูกค้าที่ไหน?! แฟนและหุ้นส่วนคิดว่าเปิดร้านเดี๋ยวก็มีลูกค้าเอง ไม่ต้องโปรโมทใหญ่โต เพราะตกแต่งร้านก็หมดไปเกือบ 2ล้านแล้ว...แต่ผลกลับไม่เป็นตามคาด เราไม่มีลูกค้าตามเป้า เครื่องสำอางที่นำเข้ามาก็ขายไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ เครียดสิคะทีนี้ เอาไงดี ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น!!!! ตอนนี้ขาดทุนไป 5ล้านแล้ว จะทำยังไง ฉันเลยพยายามทุกวิถีทางในการหาทางรอดให้บริษัท สอบถามศึกษาจากผู้รู้หลายๆท่าน ก็ได้ข้อคิดมาทีละนิดๆ แต่เหนืออื่นใดนั้น "บริษัทต้องมีเงินหมุนเวียน" ถึงจะทำทุกอย่างเพื่อแก้วิกฤตได้ แต่ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยจะเอาเงินมาจากไหน อยากกู้เงินก็กู้ไม่ได้บริษัทจดทะเบียนยังไม่ถึง1ปี และที่สำคัญไม่ได้เดินบัญชี เพราะไม่มีลูกค้า จากที่ฉันและแฟนเป็นคนร่าเริง ชอบพูดชอบคุยกับคนรอบข้าง ตอนนี้เครียดจนไม่อยากเจอหน้าใคร พูดน้อยลง สุขภาพก็ทรุดโทรมลงมาก เข้าใจความรู้สึกแม่ ว่าแม่เป็นห่วงเราและแฟนมาก "แม่กลัวเราและแฟนคิดสั้น ก็เลยบอกให้เราเลิกทำ และปล่อยกิจการทิ้งไปเหอะ ไปทำงานเมืองนอกแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ก็ได้ " แต่เรายังยืนยันว่าจะสู้ต่อ เพราะฉันมั่นใจในคุณภาพสินค้า ในโปรดัคของฉัน ว่าเรามีดีไม่น้อยหน้าแบรนด์เคาท์เตอร์ดังๆที่เขามีงบในการทุ่มโฆษณา และจ้างนางแบบแพงๆ หากเรามีงบในการทำตรงนั้นฉันมั่นใจว่าสินค้าฉันต้องประสบความสำเร็จได้แน่ๆ
สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือพยายามส่งเมลล์ถึงบริษัทต่างๆ เผื่อมีนายทุน หรือบางบริษัทที่เขาสนใจ ให้พิจารณาสินค้าของเรา เคยดูหนังชีวประวัติ สตีป จ๊อบ ตอนที่เขาพยายามหานายทุนบริษัทต่างๆแล้วโดนปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม จนมีบริษัทนึงที่สนใจและยอมรับข้อเสนอของเขา ฉันเองก็หวังว่าอาจจะมีปาฏิหารย์แบบนั้นเกิดขึ้นกับฉันบ้าง...
เมื่อแม่บอกให้ฉัน "หยุดทำธุรกิจร่วมกับแฟน"
สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือพยายามส่งเมลล์ถึงบริษัทต่างๆ เผื่อมีนายทุน หรือบางบริษัทที่เขาสนใจ ให้พิจารณาสินค้าของเรา เคยดูหนังชีวประวัติ สตีป จ๊อบ ตอนที่เขาพยายามหานายทุนบริษัทต่างๆแล้วโดนปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม จนมีบริษัทนึงที่สนใจและยอมรับข้อเสนอของเขา ฉันเองก็หวังว่าอาจจะมีปาฏิหารย์แบบนั้นเกิดขึ้นกับฉันบ้าง...