แชร์ประสบการณ์ ผ่าเนื้องอกมดลูก ค่ะ มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

กระทู้สนทนา
หวัดดีค่ะทุกคน  ขอมาแชร์ประสบการณ์ผ่าตัดเนื้องอกมดลูกนะคะ หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันก็แค่การผ่าตัดธรรมดา ๆ อันนึง  คนอื่นเค้าผ่าคลอดกันเยอะแยะ ไม่น่าสนใจ มีคนมาแชร์เยอะแล้ว หรือยังไง

    แต่เราอยากมาแชร์ในฐานะที่ก่อนเราผ่า เราก็ติดตามอ่านพันทิพนี่แหละค่ะ ว่าคนอื่นเค้าผ่ากันมั๊ย ผ่าแล้วเป็นยังไง มันน่ากลัวรึเปล่า อันตรายมั๊ย ขอบอกเลยค่ะ ว่าการได้อ่านประสบการณ์ของแต่ละคนที่ได้รับการผ่าตัดมาแล้ว มันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น กังวลและเครียดน้อยลง  เราเลยมาแชร์ในมุมเราสำหรับวันนึงหากมีใครมาหาข้อมูลเรื่องนี้ก็แล้วกันนะคะ

ปล. สิ่งที่เราเล่า บางอย่างอาจจะไม่ใช่ข้อมูลทางการแพทย์ หรือศัพท์ที่ถูกต้องนัก  เราเน้นมาแนวบอกเล่าผ่านความคิดเราก็แล้วกันนะคะ  แต่ยังไงถ้าพื่อน ๆ คนไหนต้องการข้อมูลทางวิชาการชัดเจน ลองหาข้อมูลเพิ่มด้วยนะคะ


เริ่มต้น: รู้ได้ยังไงว่าเป็นเนื้องอกมดลูก

      ก่อนหน้าผ่าตัดหนึ่งเดือน เราไปตรวจสุขภาพประจำปีค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ตรวจทุกปีนะคะ ตรวจภายใน แต่ปีนี้พิเศษหน่อยคือ ตรวจ ultrasound เพิ่มค่ะ (อันนี้ทำตามเพื่อน เห็นเพื่อนทำเลยทำด้วย)  พอเข้าไปในห้อง ultrasound หมอเข้ามาตรวจ ๆ แป๊บนึง หมอก็ถามว่า
      หมอ: ปกติเวลาประจำเดือนมาปวดท้องบ้างรึเปล่าครับ หรือว่าประจำเดือนมาเยอะกว่าปกติมั๊ย
      เรา: ไม่นะคะ ปกติ ไม่ปวดท้อง  มาครั้งนึงก็ 3-5 วัน  มามากแค่วันที่สองค่ะ (ในใจเริ่มคิด เอาละสิ ชั้นคงเป็นโรคอะไรซักอย่างแน่เลย... ใจแป้วไปแล้วค่ะตอนนั้น)
      หมอ: อืมม... หมอว่ามีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ (แล้วก็หันจอมาให้ดู ชี้ ๆ ไปพร้อมกับพูด) เห็นก้อนๆ  ตรงนี้มั๊ย ปกติมันจะไม่เป็นแบบนี้ ที่เป็นเงา ๆ ดำ ๆ อันนี้ มันคือเนื้องอก
     เรา: เอ่อ... ไม่ทราบว่าก้อนใหญ่มั๊ยคะ แล้วอันตรายรึเปล่า
     หมอ: ค่อนข้างใหญ่ครับ (หมอก็ลาก ๆ ๆ หาขนาด) เกือบ ๆ 10 เซน แต่จากที่ดูมันเป็นเนื้องอกชนิดในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักจะเป็นเนื้องอกธรรมดา เดี๋ยวคุยกับคุณหมออีกทีตอนฟังผลตรวจสุขภาพอื่น ๆ นะครับ  (หมอบอกของเราเนี่ย เป็นตรงด้านหน้าเลยค่ะ ใกล้ๆ กับกระเพาะปัสสาวะ ก็อาจจะทำให้ฉี่บ่อย  เราก็ว่าไม่ได้บ่อยอะไรมาก พอ ๆ กับคนอื่น ๆ อีกอย่างเรากินน้ำเยอะ กลางวันฉี่ 2-3 ชม. ครั้ง ก็ไม่ได้เยอะอะไร  กลางคืนก็ไม่ต้องตื่นมาฉี่กลางดึก)
หลังจากนั้นเราก็เดินออกมาจากห้องแบบเอ๋อๆ งง ๆ อึ้ง ๆ อธิบายความรู้สึกไม่ถูกค่ะ  แล้วก็รอคุยกับหมอ  เราก็ถามว่าอันตรายมั๊ย ต้องรีบเอาออกรึเปล่า มีผลกับการมีลูกมั๊ย บลา ๆๆ หมอก็ไม่ได้ฟันธงอะไรชัดเจนค่ะ เราเลยขอไปพบหมอแผนกสูติ

    พอคุยกับหมอในแผนกสูติ ตอนแรกหมอยังไม่เห็นฟิล์มนะคะ แต่เราก็แจ้งไปแล้วว่าตรวจมาแล้วเค้าเจอก้อนขนาดเกือบ ๆ 10 เซน อันตรายมั๊ย ต้องเอาออกรึเปล่า หมอก็ถามว่ามีลูกรึยัง ถ้ามีแล้วเนี่ย ง่ายเลย จะได้ตัดมดลูกออกไปเลย เพราะเนื้องอกเนี่ย ตัดออกแล้ว มันก็มีโอกาสจะเป็นซ้ำ  แต่เราบอกยังไม่มีลูก และแพลนอยู่ว่าอาจจะมี หมอก็บอก เนื้องอกจุดที่ ไม่มีผลกับการตั้งครรภ์ จะเก็บไว้ก็ได้ค่อยเอาออกตอนคลอด แต่มันก็จะโตขึ้นนะ ตอนท้องน่ะ
แต่พอหลังจากหมอไปเปิดคอมดูฟิล์ม หมอพูดใหม่ค่ะ  ว่า ใหญ่ขนาดนี้เอาออกเหอะ  แต่ไม่ได้เร่งมากนะ ลองไปปรึกษาสามีดูก่อนก็ได้ แล้วตอนแรกหมอกับพยาบาลจะให้เรานัดวันผ่าเลยค่ะ บอกว่าถ้าเปลี่ยนแปลงยังไงค่อยโทรมาเลื่อน  แต่เราไม่ได้นัดไว้ค่ะ บอกเค้าว่าเดี๋ยวเราค่อยโทรมานัดดีกว่า  เก็บข้อมูล หาหมอ หา ร.พ. ที่จะผ่าตัด

    หลังจากรู้ผลตรวจกับทาง รพ. เราก็ไลน์ไปหาเพื่อนที่เป็นหมอ คุยกับพี่ที่ทำงานที่เค้าเพิ่งจะผ่าไปก่อนหน้านี้ แล้วก็บอกพี่ ๆ ที่ทำงาน ก็ได้คำแนะนำมา ทั้งชื่อหมอ ทั้ง รพ. ที่เค้าแนะนำ แต่บังเอิญทั้งหมอและรพ.ที่เพื่อนแนะนำมามันไกลค่ะ เราเลยยังลังเลอยู่ แต่มีพี่ที่ทำงานคนนึง แนะนำให้เราไปลองปรึกษากับหมอที่คลินิกนึงดูก่อน เค้ามีประสบการณ์ด้านการท้องสูง เค้าบอกเราว่าอย่าเพิ่งคิดว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า ยังไม่ต้องกังวล ให้ไปถามหมอให้แน่ ๆ ก่อน ว่าท้องได้มั๊ย เก็บไว้ก่อนได้มั๊ย บางทีมันอาจจะไม่ต้องผ่าก็ได้ หรือถ้าผ่าบางทีส่องกล้องก็ได้เหมือนกัน (ตอนนั้นเราไปบ่นกับเค้าค่ะ ว่าเรากลัว แล้วของเราใหญ่ หมอองเปิดหน้าท้องแน่เลย)

    เราเลยตัดสินใจจะไปหาหมอที่คลินิกนั้นค่ะ แต่... จะหาหมอคนไหนดีล่ะ พี่ก็แนะนำแค่คลีนิก แต่ก็ไม่ได้บอกชื่อหมอมา  เราเลยเริ่มหาข้อมูลในพันทิพค่ะ  ว่าแต่ละคนเค้าไปผ่ากับใครมา  สุดท้ายเราก็ได้ชื่อหมอ 2 คน ที่ในเนตก็บอกว่าดีทั้งคู่ ทำไงละทีนี้ ลังเลอยู่ 2 วันค่ะ ว่าจะเลือกใครดี ในที่สุด... เปิดรูปดูหน้าตาหมอละกัน เราก็เลยได้หมอที่เราจะผ่ามาค่ะ (ตรงนี้หลายคนอาจจะมองว่า บ้ารึเปล่า จิตนะ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ขอบอกว่าสำหรับเรา จะผ่าตัด
จะเอาชีวิตไปไว้ในมือใครซักคนก็ขอเป็นคนที่เราเห็นหน้าแล้วรู้สึก เฮ้ย... ชั้นไว้ใจคนนี้นะ เพราะหมอตอนที่คุยกับเราที่ รพ. บอกตรง ๆ ค่ะ เรารู้สึกไม่มั่นใจ
ไม่สบายใจถ้าต้องผ่ากับเค้า  อันนี้ไม่ได้พูดกันถึงฝีมือหมอนะคะ  ความรู้สึกเราล้วน ๆ แบบ เห็นแล้วมันใช่ หรือไม่ใช่ ประมาณนั้น)

    วันนัดหมอที่คลินิก--- กดดันมากค่ะ ตอนรอเข้าห้องตรวจ แต่พอเจอหมอ คุยกับหมอปั๊บ  ก็รู้สึก ดีใจที่เลือกหมอคนนี้ค่ะ คุยด้วยแล้วสบายใจ เหมือนคุยกับผู้ใหญ่ใจดีคนนึง สุภาพ แล้วก็รู้สึก คนนี้แหละ ที่เราจะฝากชีวิตไว้ (ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ คนเคยคลอดลูก เคยผ่าตัดอาจจะมองว่าเราเวอร์  แต่คือต้องเข้าใจเรานะคะ  โตมาจน 30 เราไม่เคยนอน รพ. ไม่เคยให้น้ำเกลือ หัวแตกต้องเย็บก็ไม่เคย นี่เป็นครั้งแรกเลยค่ะ และขอบอกว่ามันใหญ่มาก เรากลัวมาก)

    ข้อสรุปจากการคุยกับหมอนะคะ คือ หมอจะผ่าแบบเปิดหน้าท้องเพราะ
    1. หมอจะได้ดูให้ด้วย ว่ามันยังมีจุดอื่น ๆ ด้วยรึเปล่า ถ้ามีก็เอาออกให้เลย ใช่ รังไข่ ปีกมดลูก
    2. หมอบอกมันค่อนข้างใหญ่ซึ่งมันก็มีโอกาสเป็นเซลล์มะเร็งนะ ถ้าส่องกล้องแล้วตอนเอาออกเกิดความผิดพลาดก็จะทำให้เซลล์มะเร็งกระจาย (อันนี้หมอบอกในเมกามีฟ้องร้องกันอยู่ แต่เราไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ค่ะ) หมอบอกว่าหมอจะเปิดแผลประมาณ 7-8 ซม ไม่เกินนั้น และจะพยายามให้เล็กที่สุด พร้อมทั้งแนะนำว่าให้ใช้วิธีบล๊อกหลังแทนการดมยาค่ะ

    ก็สรุปตกลงตามนั้น นัดวันหมอ หมอเขียนใบส่งตัวให้ รพ. และวันที่หมอนัดคือ หลังจากมีประจำเดือนรอบถัดไปค่ะ เพราะหมอบอกว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เสียเลือดน้อยที่สุดตอนผ่า (อันนี้เราไม่รู้เหตุผลนะคะ  หมอว่าไงเราก็เชื่อตามนั้นค่ะ)


ระหว่างรอวันผ่าตัด

    หลังจากนัดวันผ่า จอง รพ ตรวจเลือด x-ray ปอด ตรวจคลื่นหัวใจแล้ว เราก็ต้องรอเกือบสองอาทิตย์ค่ะ กว่าจะถึงวันผ่า แล้วยังไง เครียดค่ะ นอยด์
   • กลัวตายค่ะ กลัวว่าจะเสียเลือดเยอะตอนผ่า ไอเราก็เคยบริจาคเลือดแล้วเป็นลม แม่ก็บอกว่าเราเลือดน้อย เอาละสิ แล้วเราจะเสียเลือดเยอะมั๊ยนะตอนผ่า แล้วถ้าเสียเลือดเยอะทำไง ดันกรุ๊ป AB ซะด้วย
   • กลัวตายอย่างที่สอง ดมยาแล้วจะฟื้นป่าวเนี่ย เอ๊ะแล้วมีแบบสำลักตอนดมยาด้วย ชั้นจะเป็นแบบนั้นมั๊ยนะ
   • บล๊อกหลัง โอ้วว... มันจะมีมั๊ยนะ คนที่บล๊อกมาแล้วยาชาไม่หมดฤทธิ์ สุดท้ายก็ไม่รู้สึกท่อนล่างไปเลย
   • 10 เซน ใหญ่เหมือนกัน  แล้วมันจะเป็นมะเร็งมั๊ยนะ  (ตอนแรกไม่กลัวค่ะ เพราะเพื่อนที่เป็นหมอบอก ถ้ามะเร็งแกมันใหญ่ขนาดนี้ ป่านนี้แกคงตายไปแล้วล่ะ ก็จริงของมัน แต่อันอ่านเจอกระทู้นึง บอกว่าของเค้าเริ่มมีเนื้อร้ายแล้ว ตรงด้านใน)
  
เราไม่รู้จะทำไง เลยอ่านกระทู้ค่ะ อ่านทุกวันเลย กี่กระทู้ ๆ ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก อ่านหมดค่ะ อ่านาทุกบรรทัด ทุกคอมเมนท์ อ่านวนหลายรอบด้วยค่ะ เราเน้นอ่านแต่ที่มาแชร์ว่าผ่าตัดเป็นยังไงนะคะ อ่านแล้วอุ่นใจ ว่าคนอื่นเค้าผ่ากันก็ไม่ตายนี่เนอะ อ่านก่อนนอนทุกคืน ก็สะกดจิตตัวเองให้หลับได้ค่ะ เพราะคืนแรก ๆ นี่ คิดมาก นอนไม่หลับเลย


ผ่าตัดวันแรก--- ในที่สุด วันผ่าตัดก็มาถึงค่ะ

    • เตรียมความพร้อมก่อนเข้าห้องผ่าตัด ... คุณหมอนัดผ่าตัด 9 โมงเช้าค่ะ
    ให้เราอดน้ำอดอาหารไปจากบ้าน ตั้งแต่หลังเที่ยงคืน ตอนแรกก็ให้เลือกว่าจะมานอนก่อนมั๊ยคืนนึง แต่หมอบอกว่าเก็บไว้พักฟื้นหลังผ่าดีกว่า เราก็เลยเอาตามนั้น   ตามเวลานัด เราต้องไปให้ถึง รพ. ก่อน 6 โมงค่ะ  แต่ตอนที่ไปคุยกับพยาบาลตอนตรวจเลือด เค้าบอกมาก่อนหน่อยนึงก็ดีนะ จะได้เตรียมอะไรให้เรียบร้อย ไม่ฉุกละหุกเกิน  เราก็เลยตื่นตั้งแต่ตี 3 กว่า ๆ อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย แล้วก็ออกไป รพ. ค่ะ ถึง รพ. เกือบ ๆ ตี 5  จากนั้นก็มี จนท. บอกให้เราเปลี่ยนชุด มาโกนขนหน้าท้องกับด้านล่าง แต่ไม่ทั้งหมดนะคะ แค่บริเวณที่จะผ่าตัดเท่านั้น เจาะเลือด(เพื่อจะไปตรวจ จองเลือดเผื่อต้องใช้ค่ะ) แล้วก็สวนให้ถ่ายท้องค่ะ (อันนี้จะเป็นถุงน้ำเกลือขนาด 0.5-1 ลิตรได้มั๊งค่ะ  ก่อนทำเรายังคิดเลย ว่ามันจะเข้าไปหมดได้ยังไง สุดท้ายมันก็หมดค่ะ  ขอบอกเลยนะคะ ว่าตอนที่น้ำมันเข้าไป ในท้องรู้สึกเลยค่ะ ว่ามันมีอะไรเย็น ๆ ไหลเข้าไป ถึงขึ้นรู้เลยค่ะ ว่าลำไส้เรามันเลี้ยวโค้งตรงไหนบ้าง แปลก ๆ ดีค่ะ ตอนสวนไม่เจ็บนะคะ ไม่ต้องกลัว ทำตัวสบาย ๆ ค่ะ ไม่ต้องเกร็ง)   น้ำเกลือเข้าไปยังไม่ทันหมดถุงก็มีอาการอยากถ่ายแล้วค่ะ  แต่ จนท บอกว่า ให้ทนจนกว่าจะทนไม่ได้ก่อนค่อยไปถ่าย ไม่งั้นมันจะมีแต่น้ำยาออกมา  เราก็เลยทน ๆ  ๆ ค่ะ แต่ก็ไม่ได้นานมากหรอก  เบ็ดเสร็จ วันนั้นถ่ายไป 4-5 รอบค่ะ ถึงจะหยุดถ่าย

    • หลังจากประตูห้องผ่าตัดปิดลง
    ก่อน 8 โมง มี จนท เอาชุดมาให้เปลี่ยนค่ะ เป็นเสื้อตัวยาว ผูกเชือกด้านหลังเส้นเดียว เราดู มันเขียนว่า O.R. เราก็เปลี่นชุด แล้วพอ 8 นิด ๆ ก็มี จนท จากห้องผ่าตัดเข็นรถมารับค่ะ ญาติก็เดินไปพร้อมกับเราเลย

    8.20 ถึงห้องที่เราจะผ่าตัดค่ะ พอไปถึงเตียง เค้าก็ให้เราขยับไปนอนบนเตียงผ่า นอนลงไป แหงนมองเห็นแผงไฟส่องผ่าตัดค่ะ ใหญ่ ๆ 2 แผง หันซ้าย หันขวา ก็มีพวกอุปกรณ์การแพทย์ที่เราไม่รู้จัก ส่วนผนังปลายเท้า มีนาฬิกาแขวนอยู่ ให้เราเห็นเวลาค่อยๆ เดินๆ ทีละนิด กดดันสุด ๆ ค่ะ จากนั้นซักแป๊บนึง
เค้าถอดเสื้อเราออกแล้วเอาผ้ามาคลุม หนาวมากค่ะ (หนาวจิง ๆนะคะ ไม่ใช่เพราะกลัว) แต่ดีว่าเค้ามีท่อ ๆ อะไรซักอย่าง มาเป่าให้อุ่นขึ้น สบายเลยค่ะทีนี้ (อันนี้หน้าตาเหมือนงวงช้างเครื่องบินเลยค่ะ)

    8.30 พยาบาลจับแขนซ้ายยืดออกตั้งฉากกับเตียงนะคะ แล้วก็เจาะน้ำเกลือ (เค้าบอกเจ็บนิดนึง แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยเจ็บหรอกค่ะ กังวลอยู่กับผ่าตัด
เลยไม่เจ็บเท่าไหร่) ฉีดยาอะไรก็ไม่รู้เข้าไปด้วย อันนี้เจ็บค่ะ แสบเลยล่ะ แสบตอนยามันวิ่งเข้าไป ส่วนแขนขวา ก็ถูกจับยืดออกเหมือนกันค่ะ วัดความดัน  (นึกภาพนะคะ ตอนนนี้นอนเป็นเครื่องหมาย + เลยค่ะ) แล้วก็มีมาแปะ ๆ ต่อกับเครื่องวัดชีพจร หมดแล้วค่ะ สิ่งที่เค้ามาเตรียมบนตัวเรา  ระหว่างนั้นเราก็นอนรอเวลาค่ะ จนท ก็เตรียมอุปกรณ์ เห็นมีคนเตรียมไอ้เจ้าฉากกั้นเขียว ๆ ด้วยค่ะ

    8.50 พยาบาลเดินมาบอกว่า เดี๋ยวจะมีหมอมาบล๊อกหลัง เราก็เลยบอกเค้าว่า เราขอยานอนหลับด้วยได้มั๊ย เรากลัวมาก เค้าบอกว่าปกติตอนบล๊อกหลังมันก็ทำให้เราเบลอ ๆ นิดนึงอยู่แล้ว แต่ถ้ากลัว ก็คงต้องให้ยานอนหลับด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะมีผลกับการเต้นของหัวใจ

    8.55 ได้ยินเสียงโฟนเข้ามาว่าหมอที่จะผ่าเรามาแล้ว ไม่นาน หมอก็เดินเข้ามาหาเรา แล้วก็บอกว่า ของหนูค่อนข้างใหญ่นะคะ 10 เซน
แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ หมอจะพยายามให้แผลเล็กที่สุด แล้วเดี๋ยวหมอจะดูส่วนอื่น ๆ ให้ด้วยเลย ผ่าตัดใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงก็เสร็จแล้วค่ะ หนูนอนพัก
ไม่ต้องกังวล

    8.57 พยาบาลแจ้งว่า หมอวิสัญญีกำลังมาบล๊อกหลัง  จากนั้นเค้าฉีดยาอะไรซักอย่างให้ทางสายน้ำเกลือ คุ้น ๆ เค้าบอกว่ายานอนหลับ หรือยาคลายเครียดนี่แหละ แล้วเค้าก็บอกให้เรานอนตะแคง เตรียมตัวให้คุณหมอบล๊อกหลัง ... เราจำได้แค่นี้ค่ะ ตอนบล๊อกหลังก็ไม่รู้จัก ตื่นมาอีกที ก็ได้ยินพยาบาลบอกว่า คุณหมอผ่าเนื้องอกมาเรียบร้อยแล้วนะคะ จะดูรึเปล่า  เราก็บอกว่าไม่ดู ใจไม่กล้าพอค่ะ กลัวเห็นแล้วจะเป็นลม
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  สุขภาพกาย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่