คืนวัน.....ที่ข้าพเจ้า.....เรียนปริญญาโทฯ [โดยมนุษย์เงินเดือนผู้ไม่เห็นด้วยกับการเรียนป.โทฯเลย]

ตัวข้าพเจ้าเป็นคนที่ปรามาสการเรียนปริญญาโท
ว่าเป็นเรียนเกินความจำเป็น ทำให้คนจบโทฯ ที่น่าจะเป็นวุฒิการศึกษาระดับสูง ออกมาล้นตลาดแรงงาน
คนจบโทฯบางครั้งต้องลดวุฒิสมัครงานมาแข่งสมัครงานกับคนเรียนแค่ตรีด้วย

ตั้งแต่ผมจบมาใหม่ๆ คนที่ไปเรียนโทฯ ในมุมมองผมก็คือ พวกหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ชีวิตการทำงาน หรือไม่ก็พวกที่บ้านพอมีฐานะ ระดับนึง
ด้วยตัวผม ครอบครัวพี่น้องก็ปากกัดตีนถีบในระดับหนึ่ง เราพยายามเรียนจนจบตรี แล้วรีบทำงานมาเกื้อกูลครอบครัว   

"ป.โท มันก็แค่เรียนเพิ่มอีก 2 ปี มันจะไปต่างอะไรกับเรียนป.ตรี"
"ก็แค่ไม่อยากทำงานก็เลยหนีไปเรียนป.โทกัน"

นี่เป็นภาพรวมคร่าวๆของความคิดตอนจบป.ตรี มาใหม่ๆครับ

ภาพตัดมา
[เวลาผ่านไป 5 ปี หลังจากเรียนจบป.ตรี]

ผมก็ทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไปครับ ขยันบ้าง ขี้เกียจบ้าง สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง
ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเรื่อย สั่งสมประสบการณ์ความรู้ในด้านต่างๆ
เงยหน้ามาอีกที
ชีวิตการทำงานก็รายล้อมไปด้วยคนเรียนโทฯ ทั้งอยู่ระหว่างเรียน ทั้งเรียนจบแล้ว

มันล้นๆ เกร่อๆจริงๆด้วยนะ  - - """

แต่ ในเวลาไม่นาน หลังจากเริ่มรู้สึกตัว
ผมเริ่ม [ประสาทนิดๆ] ในสังคมการทำงาน

กล่าวคือ
แม้เราจะทำงานได้เทียบเท่ากับคนที่ทำงานมาเท่าๆกัน
การที่ไม่มีวุฒิ มาการันตี
ไม่มีประกาศณียบัตรวัดผล
มันสร้างความต่างมากครับ ในเวลาที่เราต้องใช้ "เครดิต" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า หรือใช้เป็นฐานการ โปรโมทตำแหน่ง
แม้เราจะทำงานได้ คล้ายๆกันกับหลายๆคนในบริษัท
ก็นั่นแหละ ถ้าทำงานได้คล้ายๆกัน แต่คนมี[ใบ]ชนะนะครับ

เอาไปขายใครว่ามีใบการันตีดีกรี เราเอาด๊อกเตอร์มาเปลี่ยนหลอดไฟให้คุณได้ ใครๆก็ชอบจะตาย ฮ่าฮ่า

พอมันเป็นอย่างงี้
ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
(หรือเราจะดูถูกใบปริญญาโทมากเกินไป?)
(ถ้ามั่นใจว่าไม่ยาก ก็ไม่ลองเอามาสักใบล่ะ?)
(พิสูจน์ชัดๆ จะได้พูดถึงการเรียนสองปีที่แสนจะสิ้นเปลืองได้เต็มปาก ว่า"มันช่างสิ้นเปลืองจริงๆ")

ดังนั้น เพื่อให้ตอบข้อสงสัยที่เคยปรามาศไว้
ผมจึงสมัครเรียนโทหลักสูตรเกี่ยวกับธุรกิจที่ทำงานอยู่ แบบต้องสอบเข้า เรียนนอกเวลาทำงาน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พอดู อายุตัวเอง และ จังหวะของชีวิตการทำงาน

ผมจะต้องใช้จังหวะแบบ "ตั๋วเที่ยวเดียว"
คือ ผมสอบได้แค่ครั้งเดียว สอบแล้วต้องติด

ถ้าไม่ติดก็ปิดเคส จบการทดลอง  ผมเรียนไม่ได้เพราะสอบไม่ติด ฮ่าฮ่า

อืมมม เตรียมตัวสอบ


เตรียมสอบสายธุรกิจ
มันก็มีด่านที่ต้องผ่านประมาณ 3 ด่าน ในทุกที่นะครับ
-สอบภาษาอังกฤษ
-สอบความรู้ด้านธุรกิจ
-สอบสัมภาษณ์

ก่อนหน้าจะเรียนสายธุรกิจนี้ ตอนตรีผมเรียนวิศวะฯ มาครับ
เราไม่ดูถูกการสอบครับ ผมอ่านเตรียมสอบแบบปกตินั่นแหละ
ตกม้าตายที่นี่ ก็คงมานั่งเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้  
นี่ด่านแรก เอาให้ผ่าน

ก็ผ่านครับ ได้เรียนสมใจ เตรียมจ่ายตังค์ได้  Y_Y






++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คุณอ่านมาถึงตรงนี้ผมขอกล่าวถึงวัตถุประสงค์การเรียนของผมคร่าวๆ อีกครั้ง
1. เรียนเพราะอยากรู้ว่าเขาเรียนป.โทไปทำไม
2. เรียนเพราะคิดว่าคงได้ความรู้ใหม่ๆไปใช้ในงาน
3. เรียนเพราะ......ใครๆในที่ทำงานของผม เขาก็เรียนกัน
4. เรียนเพราะ อยากตั้งกระทู้แบบนี้ ผมคิดว่ามีหลายๆคนที่จะอยู่บนทางแยกชีวิตแบบนี้ หรือคิด คล้ายๆผม
สรุปว่าเรียนโทได้อะไร เราควรเรียนโทมั้ย ซึ่งจะสรุปในท้ายกระทู้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ผมเรียนเป็นหลักสูตรนอกเวลาทำงาน ซึ่งต้องเรียนประมาณ 2 ปี  มี IS ต้องทำเพื่อจบ มีสอบคอมพรีฯ
ค่าใช้จ่ายประมาณ สามแสน

เนื้อหาที่เรียน ก็มีพวก บัญชี การเงิน การตลาด หลักสถิติ การผลิตและการดำเนินงาน ทรัพยากรมนุษย์ ก็ครบลูปธุรกิจละกัน
(ในกระทู้ผมจะพยายามไม่กล่าวถึงสถาบันที่ผมเรียนนะครับ)



[[[[ ปีแรก ]]]]

มีวิชาที่ชอบๆ และเกลียด ปนๆกัน ผมเกลียดวิชาประเภทบัญชี ตัวเลข แค่ได้ยินก็เริ่มเวียนหัวแล้วครับ
แต่มันคือเทอมแรกไงครับ
มีเพื่อน มีกิจกรรม  แล้วก็การบ้าน งานกลุ่ม
แม้จะโทนอกเวลาฯ ก็มีกิจกรรมครับ

สังคมการเรียนของหลักสูตรนอกเวลาฯ ก็คือ ทุกคนทำงานไปเรียนไปหมดครับ
บางคนก็ระดับหัวหน้า มาเรียน
บางคนก็ระดับปฏิบัติการ มาเรียน

วัตถุประสงค์การเรียนอาจจะต่างกัน แต่หลักก็คือ การอัพเกรดความสามารถตัวเอง ทั้งนั้น
มีคนที่ยุ่งมาก ก็ความร่วมมือในงานกลุ่มน้อย
มีคนที่ตั้งใจสูง เกียรตืนิยมคือเป้าหมาย
พวกเก๋าเกมส์ ก็คือ แบบ เอาเปรียบกลุ่มนิดๆ ก็มีนะ

อย่างไรก็ตาม
คนพวกนี้ก็เพื่อนเราหมดครับ

เรามีวันที่ เราเป็นตัวหลักในการทำงานกลุ่ม หรือทำการบ้าน
แล้วเราก็มีวันอู้ วันที่ลอกเพื่อน วันที่ต้องให้เพื่อนทำการบ้านแทน

ช่วยเวลาแว้บๆ สองปีในการเรียน ในการเจอกันภายใต้กรอบปัญหาเดียวกัน
ทำให้เราได้เข้าใจคนแบบต่างๆมากขึ้นนะ

ผมว่ามันไม่ใช่  Connection หรอก ที่เรามักจะเชื่อว่าได้จากการเรียนโท
ความจริงคือการเรียนรู้ที่จะ ยอมรับ และพึ่งพากัน เผื่อผ่านปัญหา
ในชีวิตการทำงาน เรื่องแบบนี้มีบ่อย
เรื่องของการวางใจกัน
แต่โจทย์ของเราตอนนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของบริษัท หรือผลกำไรในโครงการ
แต่เป็นการตอบโจทย์อาจารย์ และเอาคะแนนมา

มันเป็นอีกอารมณ์นึงครับ ไม่เหมือนกัน

พอผ่านการเรียนเทอมแรกมา มันรู้สึกว่า ก็พอไหวนะ เรียนแบบนี้
อีกปีก็จบแล้ว

นรกแท้จริง รออยู่ตอนปีที่สองครับ

[[[[[ ปีสอง ]]]]]]

คือแบบนี้ครับ

ปีนึงในชีวิตการทำงานมีไรเกิดขึ้นเยอะครับ
บางทีเราวางแผนว่า เราน่าจะมีเวลาว่างพอเรียนสองปี
เอาจริงๆแล้ว งานดันชุกในช่วงปีที่สอง
แล้วก็ร็สึกว่า
วิชายากๆ มันมาแอบอยู่ตอนปีสองซะด้วยครับ

ตายครับ ร่างแหลก
ทั้ง IS ทั้ง สอบคอมพรี และงานๆๆๆ

ณ จุดนี้ เราเสียตังค์มาครึ่งทาง กับใช้เวลามา 1 ปี แล้วครับ
ถ้าถอนหรือถอย เสียตังค์ไปเยอะแล้วนะครับ

ถ้าดรอป หยุดเรียน อาจจะมีปัญหาตอนที่เราไม่ได้เรียนกับกลุ่มเพื่อนเดิมๆ
ซึ่งมันสำคัญนะ ในการทำงานกลุ่ม และกำลังใจในการเรียนที่อาจต้องเริ่มต้นใหม่

**สำหรับตัวผม สิ่งที่ผลักดันจริงๆคือ มันเสียดายตังค์ครับ ถ้าเรียนมาขนาดนี้แล้วยังไม่จบ
นอกจากนี้ การเรียนค่อนข้างกระทบกับงานที่ผมรับผิดชอบในช่วงปีสอง
ก็เรียกว่า ย่ำแย่ทั้งงาน ทั้งเรียน
แต่ก็ลากมา เราต้องจบให้ได้ ต้องผ่านให้ได้

แล้วมันก็ผ่านมาได้ครบ
และพูดได้เช่นกัน "พี่เจ็บมาเยอะ"


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วยังไง?
เราเรียนแล้วมันได้อะไรครับ ป.โท?
- สิ่งสำคัญของการไปเรียนทำให้เรารู้ครับ ว่าโลกกำลังมุ่งไปที่ไหน ทิศทางที่ทั่วโลกเขากำลังไปกันเป็นอย่างไร งานของเรา และองค์กรของเรา กำลังไปอย่างที่โลกกำลังไปหรือไม่ ซึ่งมันเอามาใช้กับงานได้ครับ
- ได้มี Connection กับสถาบันที่เราเรียนครับ ตรงนี้ จะช่วยในเรื่องของการติดตามทิศทางในอนาคต การหาที่ปรึกษาในการทำงาน หรือในการค้นคว้าการแก้ปัญหา หรือการเรียนต่ออีก ถ้าคุณอยากเรียนอีกนะครับ
- ได้มีเพื่อนเพิ่มอีก จากหลายๆวงการ ตรงนี้ผมมองว่าไม่ค่อยเหมือน Connection นะครับ ผมมองว่ามันเป็น มุมมองธุรกิจจากมุมมองของแต่ละอาชีพมากกว่า ซึ่งช่วยให้เราวิเคราะห์ความเป็นไปได้หลายๆด้านมากขึ้น
-  ได้มีสังคมนอกบริษัท หรือองค์กรที่เราอยู่ตามปกติ
-  ได้ใบปริญญา มายืนยันความสามารถ อย่างที่บอกมาตั้งแต่แรกครับ เก่งแบบมีผลสอบ กับเก่งแบบไม่มีผลสอบ โดยทั่วไปเนี่ย มีผลสอบยังไงก็ดีกว่า

คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะ [ป.โท ล้นตลาด]ไหมครับ?
- จาก วิชา HR องค์กรใหม่ๆ เริ่มหันมาทำให้ org-chart แบน(Flat) มากขึ้น ดังนั้น พวกนั่งบริหารอย่างเดียว ยิ่งน้อยลง น้อยลง
แต่ขณะเดียวกัน คนที่เป็นระดับปฏิบัติการ กลับถูกบังคับให้ต้องรู้เรื่องธุรกิจมากขึ้น เพื่อทำงานได้หลากหลายมากขึ้น
- คิดว่าใช่ครับ ผมน่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ของสภาวะ [ป.โท ล้นตลาด] หรือพวกที่เรียนเกินจำเป็น เรียนเพื่อให้ยืนบนเวทีเดียวกับคนอื่นได้ (แข่งได้หรือเปล่าคงต้องพิสูจน์)
- ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ผมคิดว่า คนเรียนแบบเดียวกับผม ถ้าได้เป็นเจ้าของกิจการหรือบริษัทน่าจะดีกว่า เพราะมันครบเรื่องธุรกิจนะ

ยังปรามาสการเรียน ป.โท อยู่ไหม?
- คิดว่ายังคงเชื่อว่า ป. โทเป็นการเรียนเกินจำเป็นครับ ป.ตรีที่เขาเก่งๆ ทดแทนคนเหล่านี้ได้สบาย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทส่งท้าย

- ผมยังคงภูมิใจที่เรียนจบมาตามกำหนดการและเวลาปกติ แม้จะยังรู้สึกว่า จริงๆแล้วการเรียนป.โท เป็นการเรียนเกินจำเป็น
- แม้ข้อสรุป(**โดยส่วนตัว)จะเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจเรียนครับ มันดีกว่าที่ได้พิสูจน์ว่า ผมก็ทำได้เหมือนกันและได้ลงมือทำจริงๆ


มึนบ้างมั่วบ้าง ก็ขอบคุณที่อ่านครับ
ขอตัวไปนอนแล้วครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่