ผมเป็นเด็กยุค 90's จริงๆ เกิดปลายยุค 80 แต่จะเรียกว่าโตมาในยุค 90 ก็คงไม่แปลก
เกิดมาพร้อมการพัฒนาการของเทคโนโลยี
Building Blocks
เริ่มเล่นตัวตุ๊กตุ่นตอนอนุบาล วางแผนการรบบนกระดาน ลับสมองด้วยหมาก เรียนรู้สถาปัตยกรรมจากบลอค Lego
______________________________
The Paper Destroyer
ในเวลาต่อมา ผมได้ทำความรู้จักกับเจ้าตู้สี่เหลี่ยม ตู้นึงมีทรงสูง มีปุ่มใหญ่ๆ ตรงกลางตู้ พอกดแล้วจะได้ยินเสียงพัดลมวิ่งอย่างน่าสะพรึง อีกส่วนถูกผูกไว้ด้วยสายหนาๆ หัวใหญ่ๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนทีวีแต่เล็กกว่า แถมเป็นจอขาวดำ
พอเวลาเปิดมาเราต้องพิมพ์คำสั่งที่จดไว้อย่างดี ในจอดำๆ ด้วยภาษาที่เราไม่เข้าใจ หลังจากนั้นมาให้เลือกโปรแกรมหน้าตาสับสน เปิดมาเป็นหน้าตาโปรแกรมพิมพ์งาน พิมพ์ไปห้าหกบรรทัด เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนเลิกเรียน ได้เล่นเกมส์กับระเบิด
ณ จุดนั้นก็คิดว่าเป็นการเสียเวลา กับการแค่จะจดบันทึกอะไรสักอย่าง เปิดสมุดแล้วเขียนเอายังจะเร็วกว่า
___________________
The End of Cassettes
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รู้จักเจ้าแผ่นวาวๆ ด้านหนึ่งมีลาย อีกด้านนึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อน ก่อนฟังหรือก่อนใช้งานต้องเช็ดถูดีๆ ไม่งั้นเพลงกระตุก
เพลิดเพลินอยู่กับมันหลายปี เวลาเอาไปฟังนอกบ้าน ต้องถือเครื่องนิ่งๆ เดี๋ยวเพลงจะสะดุด แล้วยังต้องพกถ่านไปให้เพียงพอ ไม่งั้นความสนุกของเราจะหมดไปทันควัน
___________________
I wish there's another person who's just like me
เข้าสู่ยุคเริ่มต้นของการสื่อสารกับคนแปลกหน้า คนที่เราตามหา หรือคนที่อาจจะมีความชอบเหมือนเราจากอีกดินแดนหนึ่ง ไม่มีพรมแดนจะมากั้นเมื่อคุณได้เข้ามาสู่หน้าจอนี้แล้ว

___________________
Connecting People
เมื่อเข้ายุค 2000 ยุคแห่งการติดต่อสื่อสาร คุณสามารถคุยกับใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ไปสาย ก็แค่โทรบอก เวลาเริ่มเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยลง
เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราใกล้กันได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไกลกันไปได้ทีละนิด ทีละนิด
____________________
Teleportation Exists
เข้าสู่กลางยุค 2000 เมื่อมีบริษัทสีฟ้า ทำให้การคุยการเป็นได้มากกว่าแค่การได้ยิน แต่เติมเป็นโสดประสาทของคุณด้วยการมองเห็นหน้าคู่สนทนาของคุณได้ เพียงแค่มีเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
____________________
This Changes Everything. Again
เข้าสู่ยุคปี 2010 เมื่อ บุรุษเสื้อดำคอเต่า ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ที่มาเปลี่ยนโลก และพฤติกรรมการใช้งาน เสพสื่อ เข้าถึงเพื่อน ซื้อสินค้า คลายเหงา
เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของการสื่อสารกันของมนุษยชาติ และเป็นการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ที่เปลี่ยนไปทุกอย่าง
____________________
LIFE in B e t w e e n
ผมขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ปี 2016 เราเดินทางมาเกินครึ่งทางของทศวรรษนี้แล้ว ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านโดยเฉพาะด้านการสื่อสาร
แต่เรากลับใช้ชีวิตกันครึ่งๆ กลางๆ ระหว่าง:
- โลกแห่งความเป็นจริงต่อหน้าเรา
- โลกของคนอื่น
- โลกแห่งความฝันของเรา
การที่เราขับรถ/นั่งรถไฟฟ้า/รถเมล์/มอเตอร์ไซค์ แล้วก็ไถนิ้วโป้งเราไปตามหน้าจอกระจกนั้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ผ่านรูปอาหารบ้าง รูปหลานที่เพิ่งเกิดใหม่บ้าง คลิปรถเฉี่ยวชนกัน เด็กนักเรียนตีกันบ้าง
มันทำให้เราใช้ชีวิตครึ่งๆกลางๆอยู่บ้างมั้ย?
บางทีการประมวลผลของเรามันได้หยุดลงไปตั้งแต่รูปเค้กชิ้นแรกที่เห็นด้านบนของหน้าจอ แต่กล้ามเนื้อนิ้วโป้งเรากลับ เลื่อนไป เลื่อนไป เรื่อยๆ จนสุดหน้าจอหรือเปล่า
การที่มีเทคโนโลยี มันทำให้ผมได้กลับมาเจอกับเพื่อนวัยประถมอีกที รู้สึกใกล้ชิดกับคนรักมากขึ้น เลือกร้านอาหารที่ชาญฉลาดมากขึ้น
แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนติดอยู่กับครึ่ง กลางๆ ไปเรื่อย เรื่อยๆ ระหว่างวัน จนมันทำให้ผมค่อยๆตัดเครื่องช่วยเหลือพวกนี้ออกทีละอย่าง ทีละอย่าง
เมื่อก่อนต้องมีครบ Facebook, Line, Whatsapp, Instagram, Twitter
จนตอนนี้เหลือแค่ Line, Facebook, Facetime จนตอนนี้กำลังจะตัด Facebook ออกไปจากชีวิตแล้วครับ เนื่องจากอยากสัมผัสโลกต่อหน้าให้ได้มากขึ้นบ้าง
________________________________________________________________
แล้วสำหรับเพื่อนๆ ล่ะครับ ปี 2016 คุณอยู่ใน Life in Between กันบ้างหรือเปล่า?
"...LIFE in B e t w e e n..."
เกิดมาพร้อมการพัฒนาการของเทคโนโลยี
Building Blocks
เริ่มเล่นตัวตุ๊กตุ่นตอนอนุบาล วางแผนการรบบนกระดาน ลับสมองด้วยหมาก เรียนรู้สถาปัตยกรรมจากบลอค Lego
______________________________
The Paper Destroyer
ในเวลาต่อมา ผมได้ทำความรู้จักกับเจ้าตู้สี่เหลี่ยม ตู้นึงมีทรงสูง มีปุ่มใหญ่ๆ ตรงกลางตู้ พอกดแล้วจะได้ยินเสียงพัดลมวิ่งอย่างน่าสะพรึง อีกส่วนถูกผูกไว้ด้วยสายหนาๆ หัวใหญ่ๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนทีวีแต่เล็กกว่า แถมเป็นจอขาวดำ
พอเวลาเปิดมาเราต้องพิมพ์คำสั่งที่จดไว้อย่างดี ในจอดำๆ ด้วยภาษาที่เราไม่เข้าใจ หลังจากนั้นมาให้เลือกโปรแกรมหน้าตาสับสน เปิดมาเป็นหน้าตาโปรแกรมพิมพ์งาน พิมพ์ไปห้าหกบรรทัด เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนเลิกเรียน ได้เล่นเกมส์กับระเบิด
ณ จุดนั้นก็คิดว่าเป็นการเสียเวลา กับการแค่จะจดบันทึกอะไรสักอย่าง เปิดสมุดแล้วเขียนเอายังจะเร็วกว่า
___________________
The End of Cassettes
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รู้จักเจ้าแผ่นวาวๆ ด้านหนึ่งมีลาย อีกด้านนึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อน ก่อนฟังหรือก่อนใช้งานต้องเช็ดถูดีๆ ไม่งั้นเพลงกระตุก
เพลิดเพลินอยู่กับมันหลายปี เวลาเอาไปฟังนอกบ้าน ต้องถือเครื่องนิ่งๆ เดี๋ยวเพลงจะสะดุด แล้วยังต้องพกถ่านไปให้เพียงพอ ไม่งั้นความสนุกของเราจะหมดไปทันควัน
___________________
I wish there's another person who's just like me
เข้าสู่ยุคเริ่มต้นของการสื่อสารกับคนแปลกหน้า คนที่เราตามหา หรือคนที่อาจจะมีความชอบเหมือนเราจากอีกดินแดนหนึ่ง ไม่มีพรมแดนจะมากั้นเมื่อคุณได้เข้ามาสู่หน้าจอนี้แล้ว
___________________
Connecting People
เมื่อเข้ายุค 2000 ยุคแห่งการติดต่อสื่อสาร คุณสามารถคุยกับใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ไปสาย ก็แค่โทรบอก เวลาเริ่มเป็นสิ่งที่มีค่าน้อยลง
เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราใกล้กันได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไกลกันไปได้ทีละนิด ทีละนิด
____________________
Teleportation Exists
เข้าสู่กลางยุค 2000 เมื่อมีบริษัทสีฟ้า ทำให้การคุยการเป็นได้มากกว่าแค่การได้ยิน แต่เติมเป็นโสดประสาทของคุณด้วยการมองเห็นหน้าคู่สนทนาของคุณได้ เพียงแค่มีเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
____________________
This Changes Everything. Again
เข้าสู่ยุคปี 2010 เมื่อ บุรุษเสื้อดำคอเต่า ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ที่มาเปลี่ยนโลก และพฤติกรรมการใช้งาน เสพสื่อ เข้าถึงเพื่อน ซื้อสินค้า คลายเหงา
เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของการสื่อสารกันของมนุษยชาติ และเป็นการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ที่เปลี่ยนไปทุกอย่าง
____________________
LIFE in B e t w e e n
ผมขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ปี 2016 เราเดินทางมาเกินครึ่งทางของทศวรรษนี้แล้ว ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านโดยเฉพาะด้านการสื่อสาร
แต่เรากลับใช้ชีวิตกันครึ่งๆ กลางๆ ระหว่าง:
- โลกแห่งความเป็นจริงต่อหน้าเรา
- โลกของคนอื่น
- โลกแห่งความฝันของเรา
การที่เราขับรถ/นั่งรถไฟฟ้า/รถเมล์/มอเตอร์ไซค์ แล้วก็ไถนิ้วโป้งเราไปตามหน้าจอกระจกนั้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ผ่านรูปอาหารบ้าง รูปหลานที่เพิ่งเกิดใหม่บ้าง คลิปรถเฉี่ยวชนกัน เด็กนักเรียนตีกันบ้าง
มันทำให้เราใช้ชีวิตครึ่งๆกลางๆอยู่บ้างมั้ย?
บางทีการประมวลผลของเรามันได้หยุดลงไปตั้งแต่รูปเค้กชิ้นแรกที่เห็นด้านบนของหน้าจอ แต่กล้ามเนื้อนิ้วโป้งเรากลับ เลื่อนไป เลื่อนไป เรื่อยๆ จนสุดหน้าจอหรือเปล่า
การที่มีเทคโนโลยี มันทำให้ผมได้กลับมาเจอกับเพื่อนวัยประถมอีกที รู้สึกใกล้ชิดกับคนรักมากขึ้น เลือกร้านอาหารที่ชาญฉลาดมากขึ้น
แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนติดอยู่กับครึ่ง กลางๆ ไปเรื่อย เรื่อยๆ ระหว่างวัน จนมันทำให้ผมค่อยๆตัดเครื่องช่วยเหลือพวกนี้ออกทีละอย่าง ทีละอย่าง
เมื่อก่อนต้องมีครบ Facebook, Line, Whatsapp, Instagram, Twitter
จนตอนนี้เหลือแค่ Line, Facebook, Facetime จนตอนนี้กำลังจะตัด Facebook ออกไปจากชีวิตแล้วครับ เนื่องจากอยากสัมผัสโลกต่อหน้าให้ได้มากขึ้นบ้าง
________________________________________________________________
แล้วสำหรับเพื่อนๆ ล่ะครับ ปี 2016 คุณอยู่ใน Life in Between กันบ้างหรือเปล่า?