====================
ความหวังของคุณยาย
====================
Psycho G.
เสียงมอเตอร์ไซด์ทะลวงท่อไอเสียให้สำรากเสียงแตกสนั่นทำลายล้างโสตประสาทคนฟัง มาหยุดอยู่หน้าหอพักหญิงแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มวัยเรียนเกรียนตอนปลายในการบีบรัดของเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ผละตัวเองลงมาจากพาหนะคู่ชีพพร้อมกุหลาบสวยช่อใหญ่ราคาแพงในมือ
หลังการซบแนบโทรศัพท์มือถือและนาฬิกาฝานเข็มผ่านเวลาสิบห้านาที เด็กสาววัยไล่หลังอายุก็ลงจากห้องพักมาหาพร้อมรอยยิ้มสดใสกับชุดลำลองเป็นใจกับสายลม
“พี่น้อยเอาดอกกุหลาบมาให้วันวาเลนไทม์”
เด็กหนุ่มเอ่ยปากขณะยื่นช่อดอกไม้ในมือให้ มองอกเสื้อกว้างของเด็กสาวพลางคิดไปไกลยังดินแดนที่ยังไม่มีโอกาสไปถึง
“ขอบใจค่ะพี่น้อย” เด็กสาวรับดอกกุหลาบมาดอมดมชมเชยด้วยใบหน้าซาบซึ้ง ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มอิ่มเอิบปลาบปลื้มขึ้นมาทันทีราวกับการเพิ่งสร้างวีรกรรมช่วยโลกให้พ้นภัยพิบัติ
“วันนี้ไม่ไปเที่ยวกับพี่เหรอ”
เขาเอ่ยปากชวนและวางความหวังเร้นลับไว้สุดทาง แต่เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความเสียดายว่า
“ไม่ล่ะค่ะ วันนี้ส้มจะอ่านหนังสือเตรียมสอบค่ะ ไว้วันหน้านะคะ”
เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าผิดหวังเช่นกัน ผิดหวังหลายอย่างกับการคืบหน้าล่าช้าเพราะลงทุนจ่ายค่ารอความหวังมาระยะหนึ่ง กระนั้นเขาก็ใจเย็นพอจะไม่บุ่มบ่ามเมื่อคิดว่ายังพอมีทุนทรัพย์ในการเดิมพันกายใจกับสาวน้อยผู้นี้ จึงได้ยอมผละออกมาจากหอพักด้วยสีหน้าท่าทางผิดหวัง
เด็กสาวมองตามมอเตอร์ไซด์ขัดใจแม่คันนั้นจนหายลับไปจากความคิด รอยยิ้มยินดีระเหยจางหายไปจากใบหน้าขณะเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขยั้นขะยอ
“สวัสดีค่ะเสี่ย คืนนี้ส้มว่างค่ะ...เสี่ยจะพาส้มไปทานข้าวที่ไหนหรือคะ...ได้ค่ะ...ส้มจะรีบแต่งตัวรอนะคะ”
เด็กสาวเก็บโทรศัพท์ ใบหน้ามีรอยยิ้มชนิดใหม่เกิดขึ้น ยกมือดูช่อกุหลาบราคาแพงในความรู้สึกของคนให้แต่ในใจของส้มดอกไม้สวยแค่ไหนก็ไม่มีความหมายอะไรเพราะกินไม่ได้ และคืนนี้จะมีผู้ใหญ่ใจดีช่วยจ่ายค่าหอพักค่าเทอมค่าค่าอาหารกลางคืนให้
เด็กสาวผิวปากอย่างสบายอารมณ์ก่อนโยนช่อดอกไม้ในมือทิ้งลงถังขยะ
เสียงเพลงกระหึ่ม แสงสีวูบวาบ ควันบุหรี่อ้อยอิ่งยิ่งกว่ามลพิษจากโรงงาน สาวสวยสายเดี่ยวสายคู่หลายคนและหลายหัวใจเดินผ่านไปมาละลานตา บ้างเดินบ้างดิ้นเยื้องกายทิ้งใจชม้ายตาอย่างมีความหมายเร้าใจและเว้าวอน หัวใจผู้คนกระตุกดิ้นตามดนตรีสะท้านหวั่นไหว เงาร่างและท่าร่างสับสนไหวตามสเกลของตัวโน๊ตแผดสนั่นกระชากจิตใจให้แล่นถลาออกไปแถกแถแดดิ้น หน้าเวที กลิ่นไอแห่งความสุขสนุกสนานอบอวล ลืมทุกข์ลืมโศก ลืมโรค ลืมภัย
เด็กหนุ่มหลังจากออกมาจากหอพักของสาวคนรักก็มาปักหลักอยู่แหล่งบันเทิงเป็นการปลอบใจระงับความผิดหวัง
มือสวย หน้าใส ยิ้มหวานละลายน้ำแข็งและหัวใจชาย บรรจงใช้คีบหยิบน้ำแข็งหย่อนลงในแก้ว ตามด้วยน้ำสีอำพันทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้ามองคนที่เรียกกันง่ายๆว่า เด็กเสิร์ฟ
“น้องจ๋า น่ารักจัง เพิ่งมาอยู่หรือจ๊ะ...”
น้อยเอ่ยปากทักทาย ภาพของน้องส้มเริ่มละลายไปในฟองพร่างพรายของโซดา ความเมาทำให้มองเห็นผู้หญิงสวยขึ้น เขาว่ากันอย่างนั้น
“ค่ะพี่ หนูเพิ่งมาอยู่วันแรกค่ะ”
เด็กสาวพูดภาษาไทยสำเนียงไม่ชัด จะต้องเป็นคนต่างชาติอย่างแน่นอน ดูอายุยังน้อยแต่ปีกกล้าขาแข็งโบยบินจากถิ่นฐานบ้านเกิดอย่างมาเกรงกลัวพายุลมฝนของสังคม
“น้องชื่ออะไรจ๊ะ ขอเบอร์ได้ไหม”
“ชื่อเชอรี่ค่ะ”
รอยยิ้มขวยเขินแก้มแดงระเรื่อทิ้งชายสายตาอย่างมีความหมาย ขณะหยิบกระดาษจดรายการอาหารและปากกาขึ้นมาเขียนตัวเลขและชื่อลงไปก่อนส่งให้เด็กหนุ่ม น้อยยิ้มอย่างสมหวังไปหนึ่งขั้นคีบธนบัตรใบละร้อยยื่นให้อย่างใจป้ำและใจเมาบอกว่า
“พี่น้อยทิปมือน้องนะจ้ะ..อย่าลืมมาดูแลโต๊ะนี้นะจ๊ะ คนสวย...เดี่ยวมีทิปอีก”
ยิ้มหวานและการรับเงินก่อนพับเก็บใส่กระเป๋า โปรยยิ้มเป็นการขอบคุณก่อนถลาผวาไปอีกโต๊ะซึ่งคาดว่ามีเจ้ามือหนัก
หญิงชรางกๆเงิ่นๆเดินตามถนนแคบในมือมียอดผักประเภทกระถิน ตำลึง ข้างรั้ว ผักเหล่านั้นยอดกำลังสวย ปราศจากมลพิษ ดวงหน้าคุณยายอิ่มเอิบและมีความสุข และกับเวลานับชั่วโมงในการเดินไปตามริมรอบขอบรั้ว เลือกยอดผักสวยเท่าที่จะเป็นไปได้ เย็นนี้คงอร่อยกับน้ำพริกปลาทูจิ้มผักไร้มลพิษ
“ขยันจังนะยาย”
เสียงร้องทักจากคนคุ้นเคย คุณยายยิ้มให้กับแสงตะวันแยงตายามเย็นพลางยิ้มอย่างมีความสุข เพราะนึกถึงหลานชายผู้ไปเรียนในเมืองไกลอันใหญ่โตหรูหรา หลานชายซึ่งเป็นความหวังและหน้าตาของครอบครัว
“ตั้งประหยัดหน่อยจ๊ะ...เก็บเงินไว้ให้ไอ้น้อยมันเรียนหนังสือ”
เสียงคุณยายมีความสุขเหลือเกิน เมื่อนึกถึงหลานชายคนดีผู้เรียนอยู่ในเมืองใหญ่
“ผักขายยังไง คุณยาย”
“ไม่แพงหรอกหนู ยายขายกำละ 5 บาท”
“3 กำ 10 บาท ได้ไหมคุณยาย”
ไม่มีอาการลังเลแม้แต่น้อย ชาวชนบทอยู่ด้วยใจและไมตรีจิตเกินกว่าใครบางคนจะคิดได้ ยอดผักที่คุณยายใช้เวลาเก็บนานเป็นชั่วโมง เอาเหงื่อแลกกับผักสวย 3 กำมือ ผักซึ่งตั้งใจเป็นอาหารเย็น ถูกปล่อยออกไป ขณะรับเงินและกำเงินเหรียญ 10 บาทแน่น ..หวงแหนในมือชื้นเหงื่อ
ไอ้น้อยเรียนอยู่ในเมืองคงจำเป็นใช้มากกว่าเรา ยายจะเก็บเงินไว้ให้.... ยายคนนี้จะยอมอดอยากเพื่ออนาคตของหลานที่จะกลับมาพร้อมกับเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้ขึ้นชื่อว่าจบการศึกษาชั้นสูง เงินเล็กน้อยหาได้ ยายจะหยอดกระปุกรวบรวมสมทบส่งให้หลานเป็นค่าเล่าเรียน
ยายจะรอวันนั้น...หลานรักของยาย วันที่หลานกลับมา
คุณยายเดินกลับพร้อมเงินสิบบาทในกระเป๋าอย่างมีความสุข เงินของหลานรัก
เป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่าไอ้น้อยเป็นหลานรักของคุณยาย พ่อแม่ของไอ้น้อยแยกทางกันไปคนละทิศละทาง แต่ยังดีว่าทั้งสองยังพอมีเงินส่งมาให้คุณยายเป็นค่าเล่าเรียนของลูกแม้จะไม่ค่อยพอใช้จ่ายก็ตาม ทำให้ยายต้องพยายามหารายได้เพิ่มเติมไปตามประสาคนแก่พึงจะทำได้ และหลานชายก็มักจะส่งข่าวมาขอเงินเพิ่มเสมอ คุณยายเข้าใจว่าการศึกษาต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์การเรียนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือน จะรอพึ่งเงินจากพ่อแม่ของไอ้น้อยอย่างเดียวคงไม่พอเพียง
วันเวลาแห่งการรอคอยยาวนาน เส้นทางอันมีสายฝนพร่างพรมลงมาเป็นหยาดเหงื่อ เส้นทางคดเคี้ยวหม่นมัวแต่ยังคล้ายมีแสงไฟให้มองเห็นอยู่ปลายทาง
ไอ้น้อยกลับมาบ้านทุกสงกรานต์ เป็นประเพณีคนไปทำงานไปเรียนอยู่ในเมืองใหญ่จะต้องดิ้นรนกลับบ้านเกิดแม้จะจะต้องทนกับสภาพการจราจรติดขัดมหาวินาศก็ตาม เพราะเป็นโอกาสจะได้พบกับญาติพี่น้องพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากบ้านเกิดไปนานและไกลแสนไกลในความรู้สึก
ไอ้น้อยกลับมาหาคุณยายในตอนเย็นของวันสงกรานต์ บ้านหลังเก่าที่อบอุ่นเสมอ ความรู้สึกพิเศษอันห่างหายไปเนิ่นนาน
“ปีนี้ไม่ขับมอไซด์มาแล้วเหรอน้อย”
คุณยายร้องทักอย่างแปลกใจเมื่อเห็นหลานชายก้าวเท้าขึ้นมาบนนอกชานเรือนหลังเก่าซึ่งคุณยายจัดเตรียมอาหารไว้รอเหมือนเช่นทุกปี
“ไม่ไหวล่ะครับยาย...” เด็กหนุ่มฝืนยิ้มด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนเพราะติดอยู่บนรถประจำทางนานเหลือเกิน “ปีนี้เหนื่อยครับยาย ขับมาไม่ไหว มารถประจำทางดีกว่าครับ”
“เอ็งเพิ่งคิดได้นะเจ้าน้อย..” เสียงของคุณยายเหมือนดุแต่มีแววเมตตาปรานีไม่เปลี่ยนแปลง
“มาเหนื่อยๆ ก็กินข้าวกินปลาเสียก่อนนะเจ้าน้อย แล้วค่อยคุยกัน”
อาหารพื้นบ้านแบบชนบท ยามนี้อร่อยเหลือเกิน แม้ว่าไม่ได้อยู่ในร้านอาหารติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ไม่มีเสียงเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดีแต่ มีบทเพลงจากธรรมชาติขับขานจากหรีดหริ่งเรไร ไม่มีสาววาบหวิวพลิ้วกรีดกราย มีแค่คุณยายผู้ใจดีไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
คุณยายผู้มีแต่ความหวังดีจริงใจ
ไม่ทำให้เจ็บตัวเจ็บใจเหมือนเด็กสาวเสิร์ฟคนนั้น เริ่มต้นด้วยความหวานสวยแต่เจ็บด้วยความร้าวราน น้อยนึกถึงรอยแผลบนศีรษะ และร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายเมื่อคืนหนึ่งหลังจากส่งน้องเชอรี่กลับจากการเที่ยว เขาก็ถูกรุมทำร้ายชนิดยำเละด้วยวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบริเวณหน้าร้านอาหารนั่นเอง
“จัดหนักให้มัน บังอาจมายุ่งเมียกรู”
นั่นเป็นคำประกาศศักดาของหัวหน้ากลุ่มวัยรุ่น น้อยรอดชีวิตมาด้วยอาการปางตายจนแบกสังขารไปเรียนไม่ได้
เขาน่าจะเฉลียวใจแต่แรกว่า เชอรี่ข้ามฟากมาทำงานได้อย่างไรถ้าไม่มีเส้นสายหรือคนรู้จักกันมาก่อน แล้วหน้าตาดีแบบนี้มีหรือจะรอดพ้นจากความเป็นโสดจนมาถึงมือเขา
รสอาหารและบรรยากาศเก่าๆ ทำให้น้อยตื้นตันจนแทบกลืนข้าวไม่ลง
“เองมีอะไรจะพูดกับยายหรือน้อย”
คุณยายเอ่ยปากขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเหมือนมีอะไรอยู่ในใจของหลานรัก
“ผมเรียนไม่จบครับ”
เสียงของเด็กหนุ่มแผ่วโหย
ใช่แล้วเขาเรียนไม่จบ เพราะเอาแต่เที่ยวเตร่ในเวลากลางวัน กลางคืนก็ออกขับรถแข่งกวนเมืองสร้างความเดือดร้อนไปชาวบ้านไม่เว้นแต่ละคืน ค่าเทอมก็ได้ไปก็ไม่เคยเสีย จนผลการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ รวมกับอาการบาดเจ็บจนไปเรียนไม่ได้ทำให้เขาหมดอนาคตทางการศึกษาอย่างสิ้นเชิง
สายตาของคุณยายเวิ้งว้างว่างเปล่าจนน่าใจหาย
ความหวังความฝันของคุณยายมลายสลายไปแล้ว
“ช่างเถอะ เรื่องการเรียน แกกลับมาก็ดีแล้ว”
ในที่สุดคุณยายถอนลมหายใจพูดด้วยเสียงคนปลงตกไม่ยึดติด
“ยายไม่โกรธผมนะครับ”
“ยายไม่เคยโกรธแกหรอกไอ้น้อย...อย่างมากก็แค่เสียใจ”
เด็กหนุ่มก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดอันแตกต่างจากความเจ็บปวดชนิดอื่น ทำไมปล่อยให้ชีวิตตนเองไร้ค่าไร้ความหมายจนขนาดนี้
“ยายเสียใจไปแล้ว เสียใจเหมือนตอนที่อ่านข่าวในข่าว เสียใจกับการที่แกคิดสั้นขับมอไซด์พุ่งชนรถเก๋งของเสี่ยใหญ่จนแกคอหักตายนั่นล่ะ”
“ยายรู้หรือครับ” น้อยเงยหน้ามองคุณยายอย่างตกใจแต่ศีรษะของเขาห้อยพับไปด้านหลังพร้อมกับเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและจมูกเป็นสายอันเป็นผลจากการชนกันอย่างรุนแรงกับรถเก๋งของหนุ่มใหญ่ผู้เขาจับได้คาตาว่าพาส้มออกมาจากโรงแรมม่านรูด
และเขาเองก็ด่วนรูดม่านชีวิตของตนเองแบบขาดความยั้งคิดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
“ยายรู้..” เสียงของคุณยายคงคงอบอุ่นเช่นเดิม ใบหน้าเหี่ยวกร้านของคุณยายมีหยาดน้ำตาไหลริน
“ยายรู้หมดล่ะ...แต่ยายก็รอให้แกกลับบ้านเท่านั้น กลับมาเหมือนทุกปี ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย”
“ผมขอโทษครับคุณยาย”
น้อยสะอื้นไห้น้ำตาผสมสายเลือดไหลเนืองนองตัวสั่นสะท้านสายลมเยือกเย็นพัดผ่านหวีดหวิวราวเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ คุณยายยิ้มให้หลานรักด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนค่อยจางหายไปกับสายลมเยือกเย็น
“คุณยายรู้ แต่ผมเพิ่งรู้ว่าคุณยายตรอมใจตายเพราะผม...”
เด็กหนุ่มยังคงสะอื้นสั่นไหวก่อนร่างจะบิดเบี้ยวสะท้านพร่าไหวมลายหายไปกับความมืดของค่ำคืนอันมืดมนในบ้านร้างวังเวง ฝูงสุนัขในหมู่บ้านพากันโก่งคอหอนโหยหวนเยือกเย็น

ภาพจาก youtube
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือน^^




ความหวังของคุณยาย
ความหวังของคุณยาย
====================
Psycho G.
เสียงมอเตอร์ไซด์ทะลวงท่อไอเสียให้สำรากเสียงแตกสนั่นทำลายล้างโสตประสาทคนฟัง มาหยุดอยู่หน้าหอพักหญิงแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มวัยเรียนเกรียนตอนปลายในการบีบรัดของเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ผละตัวเองลงมาจากพาหนะคู่ชีพพร้อมกุหลาบสวยช่อใหญ่ราคาแพงในมือ
หลังการซบแนบโทรศัพท์มือถือและนาฬิกาฝานเข็มผ่านเวลาสิบห้านาที เด็กสาววัยไล่หลังอายุก็ลงจากห้องพักมาหาพร้อมรอยยิ้มสดใสกับชุดลำลองเป็นใจกับสายลม
“พี่น้อยเอาดอกกุหลาบมาให้วันวาเลนไทม์”
เด็กหนุ่มเอ่ยปากขณะยื่นช่อดอกไม้ในมือให้ มองอกเสื้อกว้างของเด็กสาวพลางคิดไปไกลยังดินแดนที่ยังไม่มีโอกาสไปถึง
“ขอบใจค่ะพี่น้อย” เด็กสาวรับดอกกุหลาบมาดอมดมชมเชยด้วยใบหน้าซาบซึ้ง ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มอิ่มเอิบปลาบปลื้มขึ้นมาทันทีราวกับการเพิ่งสร้างวีรกรรมช่วยโลกให้พ้นภัยพิบัติ
“วันนี้ไม่ไปเที่ยวกับพี่เหรอ”
เขาเอ่ยปากชวนและวางความหวังเร้นลับไว้สุดทาง แต่เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความเสียดายว่า
“ไม่ล่ะค่ะ วันนี้ส้มจะอ่านหนังสือเตรียมสอบค่ะ ไว้วันหน้านะคะ”
เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าผิดหวังเช่นกัน ผิดหวังหลายอย่างกับการคืบหน้าล่าช้าเพราะลงทุนจ่ายค่ารอความหวังมาระยะหนึ่ง กระนั้นเขาก็ใจเย็นพอจะไม่บุ่มบ่ามเมื่อคิดว่ายังพอมีทุนทรัพย์ในการเดิมพันกายใจกับสาวน้อยผู้นี้ จึงได้ยอมผละออกมาจากหอพักด้วยสีหน้าท่าทางผิดหวัง
เด็กสาวมองตามมอเตอร์ไซด์ขัดใจแม่คันนั้นจนหายลับไปจากความคิด รอยยิ้มยินดีระเหยจางหายไปจากใบหน้าขณะเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขยั้นขะยอ
“สวัสดีค่ะเสี่ย คืนนี้ส้มว่างค่ะ...เสี่ยจะพาส้มไปทานข้าวที่ไหนหรือคะ...ได้ค่ะ...ส้มจะรีบแต่งตัวรอนะคะ”
เด็กสาวเก็บโทรศัพท์ ใบหน้ามีรอยยิ้มชนิดใหม่เกิดขึ้น ยกมือดูช่อกุหลาบราคาแพงในความรู้สึกของคนให้แต่ในใจของส้มดอกไม้สวยแค่ไหนก็ไม่มีความหมายอะไรเพราะกินไม่ได้ และคืนนี้จะมีผู้ใหญ่ใจดีช่วยจ่ายค่าหอพักค่าเทอมค่าค่าอาหารกลางคืนให้
เด็กสาวผิวปากอย่างสบายอารมณ์ก่อนโยนช่อดอกไม้ในมือทิ้งลงถังขยะ
เสียงเพลงกระหึ่ม แสงสีวูบวาบ ควันบุหรี่อ้อยอิ่งยิ่งกว่ามลพิษจากโรงงาน สาวสวยสายเดี่ยวสายคู่หลายคนและหลายหัวใจเดินผ่านไปมาละลานตา บ้างเดินบ้างดิ้นเยื้องกายทิ้งใจชม้ายตาอย่างมีความหมายเร้าใจและเว้าวอน หัวใจผู้คนกระตุกดิ้นตามดนตรีสะท้านหวั่นไหว เงาร่างและท่าร่างสับสนไหวตามสเกลของตัวโน๊ตแผดสนั่นกระชากจิตใจให้แล่นถลาออกไปแถกแถแดดิ้น หน้าเวที กลิ่นไอแห่งความสุขสนุกสนานอบอวล ลืมทุกข์ลืมโศก ลืมโรค ลืมภัย
เด็กหนุ่มหลังจากออกมาจากหอพักของสาวคนรักก็มาปักหลักอยู่แหล่งบันเทิงเป็นการปลอบใจระงับความผิดหวัง
มือสวย หน้าใส ยิ้มหวานละลายน้ำแข็งและหัวใจชาย บรรจงใช้คีบหยิบน้ำแข็งหย่อนลงในแก้ว ตามด้วยน้ำสีอำพันทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้ามองคนที่เรียกกันง่ายๆว่า เด็กเสิร์ฟ
“น้องจ๋า น่ารักจัง เพิ่งมาอยู่หรือจ๊ะ...”
น้อยเอ่ยปากทักทาย ภาพของน้องส้มเริ่มละลายไปในฟองพร่างพรายของโซดา ความเมาทำให้มองเห็นผู้หญิงสวยขึ้น เขาว่ากันอย่างนั้น
“ค่ะพี่ หนูเพิ่งมาอยู่วันแรกค่ะ”
เด็กสาวพูดภาษาไทยสำเนียงไม่ชัด จะต้องเป็นคนต่างชาติอย่างแน่นอน ดูอายุยังน้อยแต่ปีกกล้าขาแข็งโบยบินจากถิ่นฐานบ้านเกิดอย่างมาเกรงกลัวพายุลมฝนของสังคม
“น้องชื่ออะไรจ๊ะ ขอเบอร์ได้ไหม”
“ชื่อเชอรี่ค่ะ”
รอยยิ้มขวยเขินแก้มแดงระเรื่อทิ้งชายสายตาอย่างมีความหมาย ขณะหยิบกระดาษจดรายการอาหารและปากกาขึ้นมาเขียนตัวเลขและชื่อลงไปก่อนส่งให้เด็กหนุ่ม น้อยยิ้มอย่างสมหวังไปหนึ่งขั้นคีบธนบัตรใบละร้อยยื่นให้อย่างใจป้ำและใจเมาบอกว่า
“พี่น้อยทิปมือน้องนะจ้ะ..อย่าลืมมาดูแลโต๊ะนี้นะจ๊ะ คนสวย...เดี่ยวมีทิปอีก”
ยิ้มหวานและการรับเงินก่อนพับเก็บใส่กระเป๋า โปรยยิ้มเป็นการขอบคุณก่อนถลาผวาไปอีกโต๊ะซึ่งคาดว่ามีเจ้ามือหนัก
หญิงชรางกๆเงิ่นๆเดินตามถนนแคบในมือมียอดผักประเภทกระถิน ตำลึง ข้างรั้ว ผักเหล่านั้นยอดกำลังสวย ปราศจากมลพิษ ดวงหน้าคุณยายอิ่มเอิบและมีความสุข และกับเวลานับชั่วโมงในการเดินไปตามริมรอบขอบรั้ว เลือกยอดผักสวยเท่าที่จะเป็นไปได้ เย็นนี้คงอร่อยกับน้ำพริกปลาทูจิ้มผักไร้มลพิษ
“ขยันจังนะยาย”
เสียงร้องทักจากคนคุ้นเคย คุณยายยิ้มให้กับแสงตะวันแยงตายามเย็นพลางยิ้มอย่างมีความสุข เพราะนึกถึงหลานชายผู้ไปเรียนในเมืองไกลอันใหญ่โตหรูหรา หลานชายซึ่งเป็นความหวังและหน้าตาของครอบครัว
“ตั้งประหยัดหน่อยจ๊ะ...เก็บเงินไว้ให้ไอ้น้อยมันเรียนหนังสือ”
เสียงคุณยายมีความสุขเหลือเกิน เมื่อนึกถึงหลานชายคนดีผู้เรียนอยู่ในเมืองใหญ่
“ผักขายยังไง คุณยาย”
“ไม่แพงหรอกหนู ยายขายกำละ 5 บาท”
“3 กำ 10 บาท ได้ไหมคุณยาย”
ไม่มีอาการลังเลแม้แต่น้อย ชาวชนบทอยู่ด้วยใจและไมตรีจิตเกินกว่าใครบางคนจะคิดได้ ยอดผักที่คุณยายใช้เวลาเก็บนานเป็นชั่วโมง เอาเหงื่อแลกกับผักสวย 3 กำมือ ผักซึ่งตั้งใจเป็นอาหารเย็น ถูกปล่อยออกไป ขณะรับเงินและกำเงินเหรียญ 10 บาทแน่น ..หวงแหนในมือชื้นเหงื่อ
ไอ้น้อยเรียนอยู่ในเมืองคงจำเป็นใช้มากกว่าเรา ยายจะเก็บเงินไว้ให้.... ยายคนนี้จะยอมอดอยากเพื่ออนาคตของหลานที่จะกลับมาพร้อมกับเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้ขึ้นชื่อว่าจบการศึกษาชั้นสูง เงินเล็กน้อยหาได้ ยายจะหยอดกระปุกรวบรวมสมทบส่งให้หลานเป็นค่าเล่าเรียน
ยายจะรอวันนั้น...หลานรักของยาย วันที่หลานกลับมา
คุณยายเดินกลับพร้อมเงินสิบบาทในกระเป๋าอย่างมีความสุข เงินของหลานรัก
เป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่าไอ้น้อยเป็นหลานรักของคุณยาย พ่อแม่ของไอ้น้อยแยกทางกันไปคนละทิศละทาง แต่ยังดีว่าทั้งสองยังพอมีเงินส่งมาให้คุณยายเป็นค่าเล่าเรียนของลูกแม้จะไม่ค่อยพอใช้จ่ายก็ตาม ทำให้ยายต้องพยายามหารายได้เพิ่มเติมไปตามประสาคนแก่พึงจะทำได้ และหลานชายก็มักจะส่งข่าวมาขอเงินเพิ่มเสมอ คุณยายเข้าใจว่าการศึกษาต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์การเรียนค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือน จะรอพึ่งเงินจากพ่อแม่ของไอ้น้อยอย่างเดียวคงไม่พอเพียง
วันเวลาแห่งการรอคอยยาวนาน เส้นทางอันมีสายฝนพร่างพรมลงมาเป็นหยาดเหงื่อ เส้นทางคดเคี้ยวหม่นมัวแต่ยังคล้ายมีแสงไฟให้มองเห็นอยู่ปลายทาง
ไอ้น้อยกลับมาบ้านทุกสงกรานต์ เป็นประเพณีคนไปทำงานไปเรียนอยู่ในเมืองใหญ่จะต้องดิ้นรนกลับบ้านเกิดแม้จะจะต้องทนกับสภาพการจราจรติดขัดมหาวินาศก็ตาม เพราะเป็นโอกาสจะได้พบกับญาติพี่น้องพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากบ้านเกิดไปนานและไกลแสนไกลในความรู้สึก
ไอ้น้อยกลับมาหาคุณยายในตอนเย็นของวันสงกรานต์ บ้านหลังเก่าที่อบอุ่นเสมอ ความรู้สึกพิเศษอันห่างหายไปเนิ่นนาน
“ปีนี้ไม่ขับมอไซด์มาแล้วเหรอน้อย”
คุณยายร้องทักอย่างแปลกใจเมื่อเห็นหลานชายก้าวเท้าขึ้นมาบนนอกชานเรือนหลังเก่าซึ่งคุณยายจัดเตรียมอาหารไว้รอเหมือนเช่นทุกปี
“ไม่ไหวล่ะครับยาย...” เด็กหนุ่มฝืนยิ้มด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนเพราะติดอยู่บนรถประจำทางนานเหลือเกิน “ปีนี้เหนื่อยครับยาย ขับมาไม่ไหว มารถประจำทางดีกว่าครับ”
“เอ็งเพิ่งคิดได้นะเจ้าน้อย..” เสียงของคุณยายเหมือนดุแต่มีแววเมตตาปรานีไม่เปลี่ยนแปลง
“มาเหนื่อยๆ ก็กินข้าวกินปลาเสียก่อนนะเจ้าน้อย แล้วค่อยคุยกัน”
อาหารพื้นบ้านแบบชนบท ยามนี้อร่อยเหลือเกิน แม้ว่าไม่ได้อยู่ในร้านอาหารติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ไม่มีเสียงเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดีแต่ มีบทเพลงจากธรรมชาติขับขานจากหรีดหริ่งเรไร ไม่มีสาววาบหวิวพลิ้วกรีดกราย มีแค่คุณยายผู้ใจดีไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
คุณยายผู้มีแต่ความหวังดีจริงใจ
ไม่ทำให้เจ็บตัวเจ็บใจเหมือนเด็กสาวเสิร์ฟคนนั้น เริ่มต้นด้วยความหวานสวยแต่เจ็บด้วยความร้าวราน น้อยนึกถึงรอยแผลบนศีรษะ และร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายเมื่อคืนหนึ่งหลังจากส่งน้องเชอรี่กลับจากการเที่ยว เขาก็ถูกรุมทำร้ายชนิดยำเละด้วยวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบริเวณหน้าร้านอาหารนั่นเอง
“จัดหนักให้มัน บังอาจมายุ่งเมียกรู”
นั่นเป็นคำประกาศศักดาของหัวหน้ากลุ่มวัยรุ่น น้อยรอดชีวิตมาด้วยอาการปางตายจนแบกสังขารไปเรียนไม่ได้
เขาน่าจะเฉลียวใจแต่แรกว่า เชอรี่ข้ามฟากมาทำงานได้อย่างไรถ้าไม่มีเส้นสายหรือคนรู้จักกันมาก่อน แล้วหน้าตาดีแบบนี้มีหรือจะรอดพ้นจากความเป็นโสดจนมาถึงมือเขา
รสอาหารและบรรยากาศเก่าๆ ทำให้น้อยตื้นตันจนแทบกลืนข้าวไม่ลง
“เองมีอะไรจะพูดกับยายหรือน้อย”
คุณยายเอ่ยปากขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเหมือนมีอะไรอยู่ในใจของหลานรัก
“ผมเรียนไม่จบครับ”
เสียงของเด็กหนุ่มแผ่วโหย
ใช่แล้วเขาเรียนไม่จบ เพราะเอาแต่เที่ยวเตร่ในเวลากลางวัน กลางคืนก็ออกขับรถแข่งกวนเมืองสร้างความเดือดร้อนไปชาวบ้านไม่เว้นแต่ละคืน ค่าเทอมก็ได้ไปก็ไม่เคยเสีย จนผลการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ รวมกับอาการบาดเจ็บจนไปเรียนไม่ได้ทำให้เขาหมดอนาคตทางการศึกษาอย่างสิ้นเชิง
สายตาของคุณยายเวิ้งว้างว่างเปล่าจนน่าใจหาย
ความหวังความฝันของคุณยายมลายสลายไปแล้ว
“ช่างเถอะ เรื่องการเรียน แกกลับมาก็ดีแล้ว”
ในที่สุดคุณยายถอนลมหายใจพูดด้วยเสียงคนปลงตกไม่ยึดติด
“ยายไม่โกรธผมนะครับ”
“ยายไม่เคยโกรธแกหรอกไอ้น้อย...อย่างมากก็แค่เสียใจ”
เด็กหนุ่มก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดอันแตกต่างจากความเจ็บปวดชนิดอื่น ทำไมปล่อยให้ชีวิตตนเองไร้ค่าไร้ความหมายจนขนาดนี้
“ยายเสียใจไปแล้ว เสียใจเหมือนตอนที่อ่านข่าวในข่าว เสียใจกับการที่แกคิดสั้นขับมอไซด์พุ่งชนรถเก๋งของเสี่ยใหญ่จนแกคอหักตายนั่นล่ะ”
“ยายรู้หรือครับ” น้อยเงยหน้ามองคุณยายอย่างตกใจแต่ศีรษะของเขาห้อยพับไปด้านหลังพร้อมกับเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและจมูกเป็นสายอันเป็นผลจากการชนกันอย่างรุนแรงกับรถเก๋งของหนุ่มใหญ่ผู้เขาจับได้คาตาว่าพาส้มออกมาจากโรงแรมม่านรูด
และเขาเองก็ด่วนรูดม่านชีวิตของตนเองแบบขาดความยั้งคิดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
“ยายรู้..” เสียงของคุณยายคงคงอบอุ่นเช่นเดิม ใบหน้าเหี่ยวกร้านของคุณยายมีหยาดน้ำตาไหลริน
“ยายรู้หมดล่ะ...แต่ยายก็รอให้แกกลับบ้านเท่านั้น กลับมาเหมือนทุกปี ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย”
“ผมขอโทษครับคุณยาย”
น้อยสะอื้นไห้น้ำตาผสมสายเลือดไหลเนืองนองตัวสั่นสะท้านสายลมเยือกเย็นพัดผ่านหวีดหวิวราวเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ คุณยายยิ้มให้หลานรักด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนค่อยจางหายไปกับสายลมเยือกเย็น
“คุณยายรู้ แต่ผมเพิ่งรู้ว่าคุณยายตรอมใจตายเพราะผม...”
เด็กหนุ่มยังคงสะอื้นสั่นไหวก่อนร่างจะบิดเบี้ยวสะท้านพร่าไหวมลายหายไปกับความมืดของค่ำคืนอันมืดมนในบ้านร้างวังเวง ฝูงสุนัขในหมู่บ้านพากันโก่งคอหอนโหยหวนเยือกเย็น
ภาพจาก youtube
จบแล้วครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยือน^^