### ‘พระไพศาล วิสาโล’ ม็อบพระ ปะทุวิกฤตศรัทธา สมเด็จช่วง – มหาเถรฯ - ธรรมกาย ###

อ้างอิง

http://manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9590000018401

-------

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระเทาะสมณสารูป ‘ม็อบพระ’ ผ่านสัมภาษณ์พิเศษ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พระนักเผยแผ่ชื่อดังของเมืองไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยถอดบทเรียนกรณีเครือข่ายคณะสงฆ์ฝั่งสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ระดมพลชุมนุมบริเวณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อ้างเหตุว่าเพื่อสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย และยื่นสังฆมติต่อรัฐบาล ขณะที่ม็อบพระก่อวีรกรรมเป็นที่โจษจันทั้งล็อกคอทหารและโยกเขย่ารถของทหาร ตลอดจนประเด็นการชักใยยุ่มย่ามของ ‘ธรรมกาย’ ที่กำลังพ่นวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อ มหาเถรสมาคม (มส.)
       
       การออกมาเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์และประกาศสังฆมติในครั้งนี้ พระคุณเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร
       
       ท่านเหล่านั้นมีสิทธิที่จะชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ถึงแม้ว่าคสช.มีคำสั่งห้ามชุมนุมก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็มีสิทธิชุมนุมโดยสงบสันติทั้งนั้น แต่การชุมนุมของพระสงฆ์จะสมควรหรือไม่ก็อยู่ที่จุดมุ่งหมายและวิธีการชุมนุม หมายความว่าควรจะมีจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องดีงาม ขณะเดียวกวันวิธีการก็เหมาะสมกับสมณสารูป คือ สงบ สันติ สุภาพ ไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำ จะว่าไปแล้วการชุมนุมของพระต้องสงบและสันติยิ่งกว่าของฆราวาสด้วยซ้ำ จะทำเช่นนี้ได้ต้องมีความอดทนหรือขันติธรรม หากขาดขันติธรรม ใช้วาจาหรือการกระทำที่ไม่สุภาพก็จะส่งผลเสียต่อตัวท่านและผู้ชุมนุม เพราะว่าไม่เหมาะกับสมณสารูป
       
       ข้อเรียกร้องของทางคณะสงฆ์ยื่นต่อรัฐบาลมีความเหมาะสมหรือไม่
       
       ข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะข้อแรก ที่ว่าหน่วยงานรัฐไม่ควรก้าวก่ายคณะสงฆ์ อาตมาไม่ทราบว่าหน่วยงานรัฐในที่นี้หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึง ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) หน้าที่ของ ดีเอสไอ คือรักษากฎหมาย ซึ่งบังคับใช้ทั้งพระและฆราวาส ในเมื่อพระสงฆ์อยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่สามารถทำตัวเหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ หรือกรรมการมหาเถรสมาคม ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นหากมีการกล่าวหาว่ากรรมการมหาเถรสมาคมทำผิดกฎหมาย ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะเข้าไปตรวจสอบ การทำหน้าที่ของ ดีเอสไอ จึงไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายคณะสงฆ์ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ หากดีเอสไอไม่ทำ ก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมเป็นความผิด
       
       ทีนี้ อาตมาอยากให้ความเห็นเพิ่มเติม ว่าข้อเรียกร้องทั้งหมด โดยเฉพาะ ๔ ข้อแรก ซึ่งเป็นการเรียกร้องต่อรัฐหรือหน่วยงานรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าในทัศนะของผู้ชุมนุม ประเด็นเรื่องมหาเถรสมาคมหรือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นความขัดแย้งระหว่าง หน่วยงานรัฐ กับกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้น คือเป็นความขัดแย้งระหว่างกระแสสังคมกับมหาเถรสมาคม กล่าวคือชาวพุทธจำนวนไม่น้อยไม่พอใจมติของมหาเถรสมาคมกรณีธัมมชโย เกิดความเสื่อมศรัทธาในสมเด็จช่วง (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์)
       
       พระสงฆ์ที่ชุมนุมที่พุทธมณฑลดูเหมือนจะไม่ได้ตระหนักเรื่องนี้ คือคิดว่ามันเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับมหาเถรสมาคมเท่านั้น จึงเรียกร้องไม่ให้หน่วยงานรัฐมาก้าวก่าย แต่ถึงแม้ว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐทำตามข้อเรียกร้องเหล่านี้ ก็ยังไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เพราะปัญหาที่แท้จริงคือ ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยมีความเคลือบแคลงกังขาในมติและพฤติกรรมของกรรมมหาเถรสมาคมโดยเฉพาะสมเด็จช่วง การชุมนุมของพระสงฆ์ไม่ได้ทำให้กระแสสังคมหายสงสัยเคลือบแคลงมหาเถรสมาคมหรือกลับมามีศรัทธาในสมเด็จช่วงเลย ตรงกันข้ามกับรู้สึกไม่ดีกับมหาเถรสมาคมและสมเด็จช่วงหนักขึ้น หรือถึงกับเสื่อมศรัทธาในพระสงฆ์โดยรวมด้วยซ้ำ ยังไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกไม่ดีกับพระสงฆ์ที่มาชุมนุม นั่นหมายความว่า สมมติว่านายกรัฐมนตรีทูลเกล้า ฯ เสนอให้สมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชจริงๆ สมเด็จช่วงก็ยังถูกกระแสสังคมต่อต้านอยู่นั่นเอง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับท่านเลย
       
       การที่คณะสงฆ์ออกมาชุมนุมเรียกร้อง โดยไม่สร้างความเข้าใจต่อสังคมจะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อตัวพวกเขาเอง
       
       สิ่งที่พระสงฆ์ที่ชุมนุมต้องตระหนักคือว่า สถานการณ์ตอนนี้ สังคมกำลังเสื่อมศรัทธาในกรรมการมหาเถร นี้คือปัญหาที่ใหญ่กว่าความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐ ดังนั้นประเด็นสำคัญก็คือ ทำอย่างไรจึงจะกอบกู้ศรัทธาผู้คนที่มีต่อมหาเถรสมาคมให้กลับคืนมา แต่การชุมนุมที่พุทธมณฑลไม่ได้สนใจตอบโจทย์ข้อนี้เลย คิดแต่จะสร้างกระแสกดดันฝ่ายรัฐอย่างเดียว แต่ถึงแม้ฝ่ายรัฐยินยอมรับทั้ง 4 ข้อ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเสื่อมศรัทธาในกรรมการมหาเถรสมาคมและสมเด็จช่วงอยู่นั่นเอง ถ้าวิกฤตศรัทธาตรงนี้ไม่ได้แก้ไข ก็เชื่อได้เลยว่า การคัดค้านสมเด็จช่วง ความเคลือบแคลงสงสัยในกรรมการมหาเถรสมาคม และการต่อต้านคัดค้านธัมมชัยโยก็จะมีต่อไป และอาจรวมถึงความเสื่อมศรัธาในพระสงฆ์โดยรวมด้วย
       
       การทำให้กระแสสังคมกลับมามีศรัทธาในมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์โดยรวม เป็นเรื่องสำคัญกว่าการกดดันให้รัฐบาลยอมตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ถามว่าจะทำอย่างไรให้มหาเถรสมาคมเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ทางออกเฉพาะหน้าก็คือจะต้องทำให้กรณีธัมมชโยมีความกระจ่างขึ้น ไม่ใช่เตะลูกออก หรือปัดสวะให้พ้นตัว ซึ่งเท่ากับบ่งชี้เป็นนัยว่าธัมมชโยนั้นมีความผิดจริง มหาเถรสมาคมจึงไม่กล้าพิจารณาเรื่องนี้ให้กระจ่าง จึงหาทางปัดเรื่องนี้ออกไป โดยอ้างความผิดพลาดทางเทคนิค เหตุผลหลายข้อที่นำกล่าวอ้างก็อ่อนมาก เช่น บอกว่าเมื่อมีการพิจารณาคดีธัมมชโยในศาลทางโลกแล้ว การพิจารณาในศาลสงฆ์ก็ต้องยุติ อันนี้เป็นเรื่องที่คนรับได้ยาก เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ความผิดทางโลกก็เป็นเรื่องของศาลทางโลก ส่วนความผิดทางพระวินัยก็เป็นเรื่องของศาลสงฆ์
       
       อันที่จริงแม้ศาลสงฆ์ชั้นต้นยังพิจารณาอธิกรณ์ธัมมชโยอยู่ มหาเถรสมาคมก็ยังมีอำนาจที่จะวินิฉัยให้ธัมมชโยสละสมณเพศได้หากเห็นว่าผิดจริง แม้การพิจารณาในศาลสงฆ์ชั้นต้นยังดำเนินอยู่ก็ตาม อันนี้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ ปี ๒๕๓๘ ให้อำนาจแก่มหาเถรสมาคม หากเห็นว่าถ้าพระภิกษุรูปนั้นดำรงอยู่ในสมณเพศจะก่อความเสียหายแก่พระศาสนาหรือการปกครองคณะสงฆ์ ก็สามารถจับสึกได้เลย
       
       กฎระเบียบมีอยู่ เปิดช่องให้มหาเถรสมาคมตัดสินและวินิจฉัยเรื่องธัมมชโย แต่ท่านไม่สนใจที่จะปฏิบัติตาม คิดแต่จะเตะลูกออก หรือปัดสวะให้พ้นตัวอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ หากมหาเถรสมาคมใส่ใจกับการรักษาพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านเลยไป แต่จะต้องทำให้ความจริงหรือความถูกต้องในกรณีนี้กระจ่างชัดเจน ไม่ใช่ปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือมีมติที่เสมือนกับอุ้มธัมมชโยไว้ต่อไป ชนิดที่ค้านสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย
       
       ตอนนี้กฎระเบียบของมหาเถรสมาคมไม่ศักดิ์สิทธิ์ ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของมหาเถรสมาคมก็ย่ำแย่ลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อมหาเถรสมาคมและต่อคณะสงฆ์ไทยเลย
       
       ในเมื่อมติมหาเถรสมาคมยังค้านสายตาประชาชน ดังนั้นถึงแม้ข้อเรียกร้องทั้ง ๕ ข้อของพระสงฆ์ที่มาชุมนุมได้รับการตอบสนอง กระแสต่อต้านมหาเถรสมาคม สมเด็จช่วง รวมทั้งคณะสงฆ์ก็ยังมีอยู่ต่อไป และอาจหนักกว่าเดิม ถ้าไม่ทำตรงนี้ให้กระจ่าง ไม่มีการฟื้นฟูศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อมหาเถร และสมเด็จช่วง การคัดค้านจะมีต่อไป ดังนั้นแม้รัฐบาลจะยอมรับและทำตามข้อเรียกร้องของพระสงฆ์ที่มาชุมนุม ความแตกแยกก็จะยังมีอยู่ต่อไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่