กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกนะครับ หากมีข้อผิดพลาดอะไรก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนแชร์ประสบการณ์ที่ไปเรียน MBA ที่ CEIBS (China Europe International Business School) เซี่ยงไฮ้ครับ เนื่องจากตอนหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจไปเรียน หาข้อมูลยากมาก เลยอยากจะแชร์ข้อมูลไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆ ต่อไปในอนาคตครับ จริงๆตอนนี้ผมก็ยังเป็นนักเรียนที่ CEIBS อยู่นะครับ เริ่มเรียนมาตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2015 จบอีกทีก็ 2017 นู้นเลย
China Europe International Business School เป็น Business School ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลจีน กับ สหภาพยุโรป ในปี 1994 มีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆของเอเชีย หรือจะเรียกว่าระดับโลกเลยก็ได้ (แต่ผมก็ไม่เคยรู้จักจนมาเริ่มหาข้อมูลเพื่อจะไปเรียน MBA นี่แหละครับ สรุปดังจริง หรือดังหลอกกันแน่)
โดยที่ CEIBS จะมี Campus ในเมืองจีนอยู่ สามแห่งครับ คือ Shanghai, Shenzhen และ Beijing ครับ แต่ Campus หลักที่มีการสอน MBA คือที่ Shanghai ครับ นอกนั้นเข้าใจว่ามีแต่คอร์สระยะสั้นและ EMBA ครับ โดย MBA ที่ CEIBS จะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะครับ โดยจะเป็นหลักสูตร 18 เดือน โดยมี Option 1ปี และ Coordinated-Degrees ด้วย นอกจาก Campus ที่จีนแล้ว ก็ยังมี Campus อยู่ที่ กาน่า และ สวิสฯ ครับ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตาม Link นี้เลยครับ
http://en.ceibs.edu/mba
สาเหตุที่มาเรียนที่ CEIBS
จริงๆต้องเรียกได้ว่าเป็นเหตุบังเอิญเลยเลยก็ได้ที่ได้มาเรียนที่นี่ มาเที่ยวเมืองจีนก็หลายครั้ง แวะมาเซี่ยงไฮ้ก็หลายรอบ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเรียนที่นี่ แรกเริ่มเดิมทีอยากไปเรียนที่อเมริกาครับ แต่สมัครจนไปถึงรอบสัมภาษณ์แล้ว แต่ตกสัมภาษณ์ครับ ตอนนั้นเสียใจหนักมาก เพราะเตรียมตัวเตรียมใจลาออกจากงานเต็มที่ สรุปไม่ได้ไปเลยต้องมาสมัครใหม่ในปีถัดไป คราวนี้เลยมองหาตัวเลือกอื่นไว้สำรองเผื่อไม่ได้อีก ก็เลยไปดู MBA Ranking ของ Financial Time ก็เลยได้รู้จักกับ CEIBS อ่านรีวง รีวิว ก็ดูดีโอเค ศึกษาข้อมูลไปๆมาๆก็มาเจ๊อะกับประโยคนี้ครับ “Why go anywhere else and study the past when you can come to China and study the future” เท่านั้นแหละครับรีบเขียน Essay เลย สรุปสุดท้ายเลยได้มาลงเอยเรียนที่นี่ครับ
เพื่อนร่วมชั้น และ การเรียนการสอน
ที่ CEIBS เรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดครับ โดยปีๆนึงก็จะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 160-200 คนครับ โดยปีที่ผมเรียนมีนักเรียนทั้งหมด 195 คน เวลาเรียนก็แบ่งเป็น 3 section เป็นต่างชาติสัก 40% ที่เหลือก็เป็นคนจีนครับ ส่วนคนไทยในคลาสปีนี้มีทั้งหมด 3 คนครับ ซึ่งถือว่าเยอะแล้ว ปีที่แล้วมี 1 คนถ้วน ประสบการณ์ทำงานเฉลี่ยของเพื่อนร่วมคลาสก็ประมาณ 4-5 ปีครับ ส่วนการเรียนการสอนที่นี่จะเน้นการมีส่วนร่วมในห้องเรียนครับ สำหรับนักเรียนจากไทยอย่างผมถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่มากๆ (ผมเป็น 100% made in Thailand นะครับไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน หรือศึกษาต่อต่างประเทศมาก่อนเลย) ที่นี่เค้ามีการแบ่งคะแนน 20% - 30% ให้กับการมีส่วนร่วมในห้องเรียนด้วย ดังนั้นจะมาแอบนั่งเงียบๆอยู่หลังห้องคงจะไม่ได้ การเรียนก็จะต้องส่งงานโดยมีทั้งงานกลุ่ม งานเดียวผสมกันไปครับ แต่จะเน้นหนักที่งานกลุ่มซะมากกว่า การจับกลุ่มกับชาวต่างชาติก็ถือว่าสนุกสนานไปอีกแบบ เพราะจะมีทั้งคนที่อยากทำงานมากๆ (ทำแล้วทำอีก แก้แล้ว แก้อีก ก็ไม่ถูกใจพี่เค้าสักที) คนที่ไม่ทำงานเลย (พวกนี้ก็ไม่สนเลย พี่แกไม่ว่าง ติดลูก ติดเมีย ทำงานเสริมบ้างอะไรบ้าง ข้ออ้างสารพัด สรุปคือ พี่ไม่ทำอย่ามายุ่งกะพี่) ดังนั้นในส่วนนี้ต้องใช้วิชากำลังภายในค่อนข้างสูงเลยในการทำงาน ในส่วนของคณาจารย์ที่นี่ ส่วนมากเป็นอาจารย์ต่างชาติ มีอาจารย์คนจีนด้วยบางส่วน (โดยอาจารย์คนจีนส่วนมากก็เป็น Professor ที่เคยสอนในต่างประเทศมาก่อนแล้วย้ายกลับมาอยู่จีน) อ้อ อีกอย่างที่นี่มี Researcher คนไทยด้วยนะครับ
ที่พัก และอาหารการกิน
ส่วนตัวผมพักที่หอพักในมหาลัยครับ หรือเรียกง่ายๆว่าหอใน ผมพยายามหารูปตอนเข้าไปอยู่ใหม่ๆ หาไม่เจอ มีแต่ห้องตอนรก เรียบร้อยแล้วตามภาพด้านล่างเลยครับ (อันนี้จัดแล้วนะครับ) ซึ่งก็ถือว่าสะดวกสบายใช้ได้ครับ ถึงห้องจะเล็กไปซะหน่อย โดยห้องพักก็จะมีทั้งห้องเดียว และห้องคู่ มีห้องน้ำในตัวนะครับ โดยส่วนตัวถ้ามาเรียนแนะนำให้พักที่หอในครับเพราะว่าบางครั้งต้องทำงานเลิกดึก บางทีก็เริ่มประชุมงานกันสาม สี่ทุ่ม ดังนั้นพักหอในสะดวกสุดครับ อีกอย่างเวลาเพื่อนๆไปปาร์ตี้กันเราก็จะไม่ตกข่าวครับ ร่วมแจมได้ตลอด ส่วนเรื่องอาหารการกินแถวของกินก็จะราคาพอสมควรเลยครับ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ชาวต่างชาติอยู่ค่อนข้างเยอะ อาหารการกินก็แพงตามไปด้วย

ผมก็อาศัยฝากท้องกับโรงอาหาร กับคาร์ฟู ซะส่วนใหญ่
การสอบเข้า
ใช้คะแนน GMAT และก็ผลสอบภาษาอังกฤษจะเป็น TOEFL หรือ IELTS ก็ได้ครับ แล้วก็เขียน Essays ตามหัวข้อที่ทางโรงเรียนกำหนดครับ ยื่นเอกสารทั้งหมด จากนั้นก็รอทางโรงเรียนตรวจเอกสาร และนัดเวลาสัมภาษณ์ครับ ตอนนั้นผมเลือกสัมภาษณ์ทาง Skype ครับ แต่ก็มีคนไทยเลือกบินมาสัมภาษณ์ที่เซี่ยงไฮ้เลยเหมือนกันนะครับ ถือว่ามาดูบรรยากาศการเรียนการสอนไปด้วย ประกอบการตัดสินใจไปเลยทีเดียว ใครสนใจจะแวะมาเยี่ยมเยียนผมก็ได้นะครับยินดีต้อนรับครับ แหะๆๆ
สุดท้ายคำถามยอดฮิตที่มีคนถามผมมากที่สุด “ต้องรู้ภาษาจีนไหม”
คำถามนี้ยอดฮิตเลยครับ พอๆกับ คิดยังไงไปเรียนเมืองจีนเลย ต้องตอบแบบนี้ครับว่าตอนผมมานี่ภาษาจีนเรียกว่าติดลบ เลยเนื่องจากตอนเด็กๆ ป๋าชอบส่งไปเรียนภาษาจีนครับ แต่ด้วยความรักดี เรียนทุกทีได้ไม่เคยเกินบทที่หนึ่งก็เลิกเรียนครับ ภาษาจีนที่พูดได้ก่อนไปคือ ตี๊อี้เค้อ หรือ บทที่1 เท่านั้นครับที่เหลือไม่มีอะไรในหัวเลย โชคดีที่หลักสูตรที่เรียนเป็น ภาษาอังกฤษ และเพื่อนร่วมชั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารครับ โดยคนจีนส่วนมากที่มาเรียนก็จะเป็นคนจีนที่เรียนต่างประเทศมา หรือไม่ก็พวกที่เคยไปทำงานต่างประเทศครับ พวกนี้ภาษาอังกฤษขั้นเทพครับ ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันนอกโรงเรียนผมก็พอมั่วๆถูๆไถๆ ไปได้ครับ แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆควรรู้ภาษาจีนมาก่อนก็จะดีมากครับ เพราะว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเราไม่ใช่แค่ในการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังสามารถช่วยในการหาที่ฝึกงาน และที่ทำงานหลังเรียนจบด้วย และที่สำคัญหากเรียนรู้ภาษาจีนมาถึงระดับพอสื่อสารได้ มานี่จะถือว่าเป็นการได้ฝึกพูด ฝึกใช้ไปในตัวด้วยครับ ยิงปืนนัดเดียวไปนกสองตัวแบบเนียนๆไปครับ ผมตั้งแต่มาอยู่นี่ก็เรียนภาษาจีนไปด้วย ตอนนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเรียนผ่านบทที่หนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตเรียบร้อยแล้วครับ
ตอนนี้เท่าที่นึกออกก็มีประมาณนี้แหละครับ ยังไงถ้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บของทางโรงเรียน หรือติดต่อผมทาง email: avitid.m17@ceibs.edu ก็ได้นะครับยินดีตอบทุกข้อสงสัยครับ
CEIBS: China Depth Global Breath อยากเรียน MBA ที่อเมริกา แต่สุดท้ายมาอยู่กับพี่จีนเฉยเลย
กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนแชร์ประสบการณ์ที่ไปเรียน MBA ที่ CEIBS (China Europe International Business School) เซี่ยงไฮ้ครับ เนื่องจากตอนหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจไปเรียน หาข้อมูลยากมาก เลยอยากจะแชร์ข้อมูลไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆ ต่อไปในอนาคตครับ จริงๆตอนนี้ผมก็ยังเป็นนักเรียนที่ CEIBS อยู่นะครับ เริ่มเรียนมาตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2015 จบอีกทีก็ 2017 นู้นเลย
China Europe International Business School เป็น Business School ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลจีน กับ สหภาพยุโรป ในปี 1994 มีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆของเอเชีย หรือจะเรียกว่าระดับโลกเลยก็ได้ (แต่ผมก็ไม่เคยรู้จักจนมาเริ่มหาข้อมูลเพื่อจะไปเรียน MBA นี่แหละครับ สรุปดังจริง หรือดังหลอกกันแน่)
โดยที่ CEIBS จะมี Campus ในเมืองจีนอยู่ สามแห่งครับ คือ Shanghai, Shenzhen และ Beijing ครับ แต่ Campus หลักที่มีการสอน MBA คือที่ Shanghai ครับ นอกนั้นเข้าใจว่ามีแต่คอร์สระยะสั้นและ EMBA ครับ โดย MBA ที่ CEIBS จะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะครับ โดยจะเป็นหลักสูตร 18 เดือน โดยมี Option 1ปี และ Coordinated-Degrees ด้วย นอกจาก Campus ที่จีนแล้ว ก็ยังมี Campus อยู่ที่ กาน่า และ สวิสฯ ครับ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตาม Link นี้เลยครับ http://en.ceibs.edu/mba
สาเหตุที่มาเรียนที่ CEIBS
จริงๆต้องเรียกได้ว่าเป็นเหตุบังเอิญเลยเลยก็ได้ที่ได้มาเรียนที่นี่ มาเที่ยวเมืองจีนก็หลายครั้ง แวะมาเซี่ยงไฮ้ก็หลายรอบ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเรียนที่นี่ แรกเริ่มเดิมทีอยากไปเรียนที่อเมริกาครับ แต่สมัครจนไปถึงรอบสัมภาษณ์แล้ว แต่ตกสัมภาษณ์ครับ ตอนนั้นเสียใจหนักมาก เพราะเตรียมตัวเตรียมใจลาออกจากงานเต็มที่ สรุปไม่ได้ไปเลยต้องมาสมัครใหม่ในปีถัดไป คราวนี้เลยมองหาตัวเลือกอื่นไว้สำรองเผื่อไม่ได้อีก ก็เลยไปดู MBA Ranking ของ Financial Time ก็เลยได้รู้จักกับ CEIBS อ่านรีวง รีวิว ก็ดูดีโอเค ศึกษาข้อมูลไปๆมาๆก็มาเจ๊อะกับประโยคนี้ครับ “Why go anywhere else and study the past when you can come to China and study the future” เท่านั้นแหละครับรีบเขียน Essay เลย สรุปสุดท้ายเลยได้มาลงเอยเรียนที่นี่ครับ
เพื่อนร่วมชั้น และ การเรียนการสอน
ที่ CEIBS เรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดครับ โดยปีๆนึงก็จะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 160-200 คนครับ โดยปีที่ผมเรียนมีนักเรียนทั้งหมด 195 คน เวลาเรียนก็แบ่งเป็น 3 section เป็นต่างชาติสัก 40% ที่เหลือก็เป็นคนจีนครับ ส่วนคนไทยในคลาสปีนี้มีทั้งหมด 3 คนครับ ซึ่งถือว่าเยอะแล้ว ปีที่แล้วมี 1 คนถ้วน ประสบการณ์ทำงานเฉลี่ยของเพื่อนร่วมคลาสก็ประมาณ 4-5 ปีครับ ส่วนการเรียนการสอนที่นี่จะเน้นการมีส่วนร่วมในห้องเรียนครับ สำหรับนักเรียนจากไทยอย่างผมถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่มากๆ (ผมเป็น 100% made in Thailand นะครับไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน หรือศึกษาต่อต่างประเทศมาก่อนเลย) ที่นี่เค้ามีการแบ่งคะแนน 20% - 30% ให้กับการมีส่วนร่วมในห้องเรียนด้วย ดังนั้นจะมาแอบนั่งเงียบๆอยู่หลังห้องคงจะไม่ได้ การเรียนก็จะต้องส่งงานโดยมีทั้งงานกลุ่ม งานเดียวผสมกันไปครับ แต่จะเน้นหนักที่งานกลุ่มซะมากกว่า การจับกลุ่มกับชาวต่างชาติก็ถือว่าสนุกสนานไปอีกแบบ เพราะจะมีทั้งคนที่อยากทำงานมากๆ (ทำแล้วทำอีก แก้แล้ว แก้อีก ก็ไม่ถูกใจพี่เค้าสักที) คนที่ไม่ทำงานเลย (พวกนี้ก็ไม่สนเลย พี่แกไม่ว่าง ติดลูก ติดเมีย ทำงานเสริมบ้างอะไรบ้าง ข้ออ้างสารพัด สรุปคือ พี่ไม่ทำอย่ามายุ่งกะพี่) ดังนั้นในส่วนนี้ต้องใช้วิชากำลังภายในค่อนข้างสูงเลยในการทำงาน ในส่วนของคณาจารย์ที่นี่ ส่วนมากเป็นอาจารย์ต่างชาติ มีอาจารย์คนจีนด้วยบางส่วน (โดยอาจารย์คนจีนส่วนมากก็เป็น Professor ที่เคยสอนในต่างประเทศมาก่อนแล้วย้ายกลับมาอยู่จีน) อ้อ อีกอย่างที่นี่มี Researcher คนไทยด้วยนะครับ
ที่พัก และอาหารการกิน
ส่วนตัวผมพักที่หอพักในมหาลัยครับ หรือเรียกง่ายๆว่าหอใน ผมพยายามหารูปตอนเข้าไปอยู่ใหม่ๆ หาไม่เจอ มีแต่ห้องตอนรก เรียบร้อยแล้วตามภาพด้านล่างเลยครับ (อันนี้จัดแล้วนะครับ) ซึ่งก็ถือว่าสะดวกสบายใช้ได้ครับ ถึงห้องจะเล็กไปซะหน่อย โดยห้องพักก็จะมีทั้งห้องเดียว และห้องคู่ มีห้องน้ำในตัวนะครับ โดยส่วนตัวถ้ามาเรียนแนะนำให้พักที่หอในครับเพราะว่าบางครั้งต้องทำงานเลิกดึก บางทีก็เริ่มประชุมงานกันสาม สี่ทุ่ม ดังนั้นพักหอในสะดวกสุดครับ อีกอย่างเวลาเพื่อนๆไปปาร์ตี้กันเราก็จะไม่ตกข่าวครับ ร่วมแจมได้ตลอด ส่วนเรื่องอาหารการกินแถวของกินก็จะราคาพอสมควรเลยครับ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ชาวต่างชาติอยู่ค่อนข้างเยอะ อาหารการกินก็แพงตามไปด้วย
การสอบเข้า
ใช้คะแนน GMAT และก็ผลสอบภาษาอังกฤษจะเป็น TOEFL หรือ IELTS ก็ได้ครับ แล้วก็เขียน Essays ตามหัวข้อที่ทางโรงเรียนกำหนดครับ ยื่นเอกสารทั้งหมด จากนั้นก็รอทางโรงเรียนตรวจเอกสาร และนัดเวลาสัมภาษณ์ครับ ตอนนั้นผมเลือกสัมภาษณ์ทาง Skype ครับ แต่ก็มีคนไทยเลือกบินมาสัมภาษณ์ที่เซี่ยงไฮ้เลยเหมือนกันนะครับ ถือว่ามาดูบรรยากาศการเรียนการสอนไปด้วย ประกอบการตัดสินใจไปเลยทีเดียว ใครสนใจจะแวะมาเยี่ยมเยียนผมก็ได้นะครับยินดีต้อนรับครับ แหะๆๆ
สุดท้ายคำถามยอดฮิตที่มีคนถามผมมากที่สุด “ต้องรู้ภาษาจีนไหม”
คำถามนี้ยอดฮิตเลยครับ พอๆกับ คิดยังไงไปเรียนเมืองจีนเลย ต้องตอบแบบนี้ครับว่าตอนผมมานี่ภาษาจีนเรียกว่าติดลบ เลยเนื่องจากตอนเด็กๆ ป๋าชอบส่งไปเรียนภาษาจีนครับ แต่ด้วยความรักดี เรียนทุกทีได้ไม่เคยเกินบทที่หนึ่งก็เลิกเรียนครับ ภาษาจีนที่พูดได้ก่อนไปคือ ตี๊อี้เค้อ หรือ บทที่1 เท่านั้นครับที่เหลือไม่มีอะไรในหัวเลย โชคดีที่หลักสูตรที่เรียนเป็น ภาษาอังกฤษ และเพื่อนร่วมชั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารครับ โดยคนจีนส่วนมากที่มาเรียนก็จะเป็นคนจีนที่เรียนต่างประเทศมา หรือไม่ก็พวกที่เคยไปทำงานต่างประเทศครับ พวกนี้ภาษาอังกฤษขั้นเทพครับ ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันนอกโรงเรียนผมก็พอมั่วๆถูๆไถๆ ไปได้ครับ แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆควรรู้ภาษาจีนมาก่อนก็จะดีมากครับ เพราะว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเราไม่ใช่แค่ในการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังสามารถช่วยในการหาที่ฝึกงาน และที่ทำงานหลังเรียนจบด้วย และที่สำคัญหากเรียนรู้ภาษาจีนมาถึงระดับพอสื่อสารได้ มานี่จะถือว่าเป็นการได้ฝึกพูด ฝึกใช้ไปในตัวด้วยครับ ยิงปืนนัดเดียวไปนกสองตัวแบบเนียนๆไปครับ ผมตั้งแต่มาอยู่นี่ก็เรียนภาษาจีนไปด้วย ตอนนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเรียนผ่านบทที่หนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตเรียบร้อยแล้วครับ
ตอนนี้เท่าที่นึกออกก็มีประมาณนี้แหละครับ ยังไงถ้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บของทางโรงเรียน หรือติดต่อผมทาง email: avitid.m17@ceibs.edu ก็ได้นะครับยินดีตอบทุกข้อสงสัยครับ