สวัสดีทุกคน
นี่เป็นรีวิวครั้งแรกของเราเอง ปกติตามอ่านรีวิวคนอื่นอย่างเดียว วันนี้เกิดอยากลองเขียนให้คนอื่นได้อ่านบ้าง เผื่อจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจไป WWOOF ที่ญี่ปุ่นเหมือนที่เราไป ^^
(ทริปนี้ถ่ายรูปด้วย GoPro HERO 4 Silver และกล้องโทรศัพท์ note II ; แต่งรูปด้วยแอพ snapseed)
/// เริ่มกันเลย ///
Part 1 : ว่าด้วยเรื่องของการไป WWOOF
คืองี้ เรื่องมันเริ่มจากที่เราออกจากงาน เป็นช่วงว่าง ว่างจริงๆ ว่างมากๆ แล้วกำลังจะกลับไปเริ่มหางานทำอีกครั้งนึง เราเลยมองดูเงินคงคลังในบัญชีของเรา แล้วตัดสินใจที่จะเที่ยว ซึ่ง Hokkaido เป็นจุดหมายปลายทาง No.1 ในดวงใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ประกอบกับที่เคยอ่านๆ เกี่ยวกับ WWOOF japan ที่ใครๆ เขาไปกันแล้วมาเขียนรีวิวบอกเล่านั่นแหละ มันเลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวของการเดินทางครั้งนี้
อยากไปก็อยากไป แต่ไม่มีใครไปด้วยเลย มองซ้ายมองขวา เพื่อนก็ทำงาน พี่น้องก็ทำงาน ตูว่างคนเดียว เอาวะ ไปคนเดียวก็คนเดียว สมัยนี้ “ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้” วางแผนในใจเลยจ้ะทีนี้ (เราเคยไปต่างประเทศมาครั้งนึง คือไปโตเกียวกับพี่ๆ น้องๆ และครั้งนี้ก็คือครั้งที่สองที่ไปต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวไกลๆ คนเดียว) ไปแบบชนิดที่ว่า ฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย!!! ทักษะภาษาอังกฤษก่อนอ่อนด้อยมากกกกกกกกก ฟังออกบ้าง อาศัยหน้าด้านอยากจะไป ก็ไปเลยค่ะ (ณ จุดนั้นแอบเป็นห่วงตัวเองอยู่เหมือนกัน)
เริ่มแรก สมัครสมาชิกที่ wwoofjapan.com อ่านข้อตกลง และ comment ต่างๆ จากนั้นก็ไปเลือก host กันเลยจ้ะ อินี่จิ้มไปที่ Hokkaido ที่เดียวเลยจ้า ไล่หาฟาร์มโคนมก่อนเลย คือใฝ่ฝันอยากจะรีดนมเช้าเย็น นมวัวแน่นๆ น้ำนมข้นๆ เอามาชีส ทำไอติมงี้ เลยเลือกส่งเมลล์หากลุ่มฟาร์มโคนมก่อน แล้วก็รอเขาตอบเมลล์ รอ รอ และรอ ระหว่านั้นก็ทำการจองตั๋วเครื่องบิน ด้วยว่าเบี้ยน้อยหอยน้อย เลือกบินด้วยชั้นประหยัด ช่วงโปรโมชั่นเท่านั้นค่ะ 55555 (อาจจะเมื่อยข้อเข่าไปบ้าง แต่ก็ต้องตามงบที่มีอะนะ)
อ๊ะ ลืมอีกเรื่องนึง เรื่องการขอวีซ่าเป็นเรื่องที่เราชั่งใจอยู่นานมากๆ ตามที่หาข้อมูลมา เขาว่ากันว่า การไป WWOOF ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการขอวีซ่าได้ เราเลยคิดอยู่สักพักใหญ่ว่าถ้าเราขอ เราจะเอาเหตุผลอะไรไปขอ แล้วขอแล้วจะผ่านมั๊ย ถ้าเราจองตั๋วเครื่องบินไปแล้วเราเกิดขอวีซ่าไม่ได้ล่ะ ช่วงวันที่เกินจากที่กำหนดจะทำเยี่ยงไร เริ่มคิดมากละ คิดไปคิดมา ไม่ขอก็ได้วะ 15 วันที่เขาให้อยู่ในประเทศเขาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ก็เอาให้เต็มที่กับ 15 วันนี้ละกัน ..... สรุปทริปนี้เลยจบที่ 15 วัน เดินทาง ไป-กลับ ด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดราคาโปรโมชั่น
กลับมาที่เรื่อง host ฟาร์มทั้งหลายที่เราส่งคำขอไป ไม่ตอบเราเลย เราเริ่มร้อนใจละว่าจะไม่มี host ให้ไปอยู่ด้วย เลยส่งคำขอไปที่ host รูปแบบอื่นๆ บ้าง ส่งไปทั้งสวนผลไม้ นา ไร่ จนในที่สุดก็มี host ตอบรับคำขอมาเจ้านึง เป็นกิจการโรงแรมแบบที่พาไปทำกิจกรรม adventure แล้วก็มีร้านอาหาร มีการจัดกิจกรรมแคมปิ้ง อะไรประมาณนี้ พอเขาเมลล์ตอบรับ เราก็ตกลงโอเคเลย (ถึงจะไม่ใช่รูปแบบที่ต้องการ แต่ก็แปลกใหม่พอให้ลอง) ทีนี้ก็ตกลงเรื่องวันที่จะไป เดินทางไฟท์กี่โมง ไปถึงกี่โมง จะอยู่กี่วัน จะให้เขามารับที่ไหนยังไง ก็ตกลงกันไปให้เรียบร้อย แล้วก็ถึงขั้นตอนการวางแผนเดินทางและท่องเที่ยว
Part 2 : ว่าด้วยเรื่องของการเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมตังค์ (หาข้อมูลให้แน่นไว้ก่อนคือดี ^^”)
หลังจากได้ host เป็นที่เรียบร้อย ได้เที่ยวบินเป็นที่เรียบร้อย ก็สรุปว่า จะเดินทางไปเป็นมนุษย์ WWOOFer เป็นเวลา 10 วัน และออกร่อนท่องเที่ยวเองอีก 5 วันก่อนเดินทางกลับ
อิ 10 วันนั้น ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ทำงานแลกที่พัก แลกข้าว แผนไม่ต้องวาง ไว้ไปวัดใจกันตอนนู้นเอา แต่อิ 5 วันที่จะเที่ยวเองนี่แหละ เรานี่หาข้อมูลจากเน็ต หาอ่านรีวิวเที่ยว Hokkaido อย่างเยอะ หาดูว่าเขาเที่ยวอะไรกันมั่งน้อ ฉันจะได้ไปตามรอยบ้าง สุดท้ายไปเจอหนังสือไกด์บุ๊คเล่มโตชื่อว่า “ตะลุยฮอกไกโด” ในร้านหนังสือ อิชั้นหยิบมา จ่ายเงิน แล้วพาหนังสือเล่มนั้นกลับบ้านมาเลยจ้ะ เปิดอ่านแล้วปักหมุดจุดที่สนใจเลยจ้ะ แล้วค่อยมาดูว่าจะเดินทางจากไหน ไปไหนได้บ้าง ขีดๆ เขียนๆ วางแผนการเที่ยวภายในระยะเวลา 5 วันให้เรียบร้อย
ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับทริปนี้คือ การหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง เที่ยวรถไฟ แผนที่ต่างๆ เนื่องจากเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างง่อย ความเบี้ยน้อยหอยน้อยงบน้อยของเรานั้น ส่งผลให้ไม่กล้าเจียดเงินคงคลังไปซื้อ pocket wifi ไว้ใช้ ก็ไปคนเดียวไม่มีคนหาร ค่า wifi มันเลยค่อนข้างสูงเกินไปนิ๊สส์ ดังนั้น!!!! ทริปนี้จึงไม่มีเน็ตใช้จ้ะ ข้อมูลต้องกาให้เป๊ะ ขึ้นรถลงเรือ สายไหน รอบไหน ต่อรถที่ไหน ต้องหาทางหนีทีไล่เผื่อไว้ให้หมด แล้วก็ทำการแคปหน้าจอไว้ในโทรศัพท์ เอาไว้เปิดดูเอง เปิดเพื่อถามทาง หรือเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟดูว่าเราจะนั่งสายนี้นะ อะไรงี้
หลังจากที่ได้แพลนสถานที่เที่ยวแล้ว ก็เป็นขั้นตอนการจองที่พัก (เราเลือกจองพวก hostel) เราจองผ่าน agoda แล้วจ่ายเงินไปเลย จากนั้นก็ปริ้นท์ใบจองมาเอาไว้ไปยื่นให้ที่พักที่จองไว้ เช่นเคยค่ะ หาที่พักโดยใช้ฟิลเตอร์ราคาจากต่ำสุดไปสูงสุด แล้วก็เลือกที่ราคาต่ำๆ เข้าไว้ 55555 โดยดูจากแผนที่เอาว่าไกลจากที่เที่ยวมากมั๊ย มีสถานีรถไฟ หรือรถราง หรืออะไรใกล้ๆ เพื่อให้เดินทางสะดวกมั๊ย เลือกจนเป็นที่พอใจ ก็จองเลยค่ะ
ได้ host แล้ว ได้ที่พักแล้ว ได้แพลนการเที่ยวไว้แล้ว ทีนี้ก็มาดีดลูกคิด คำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ กัน เราคำนวณประมาณว่า กินมื้อละเท่าไหร่ ก็คูณจำนวนมื้อไป ค่ารถค่ารา ค่าเดินทางประมาณเท่าไหร่ ค่าอื่นๆ จิปาถะประมาณเท่าไหร่ก็เผื่อๆ ไป เพื่อจะได้ไปแลกเงินเยนมาได้ไม่ขาด ไม่เกิน (เผื่อไปนิดหน่อยก็ดี แล้วก็ที่ญี่ปุ่นมันสามารถเอาบัตรเครดิตไปกดได้ เราก็เลยเผื่อบัตรไป)
มาถึงเรื่องของการเดินทาง ทริปนี้เราอาศัย Hyperdia.com ล้วนๆ นางเป็นเวปที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางได้อย่างละเอียดดีเยี่ยม เพียงแค่คุณกรอกข้อมูลไปว่า จะเดินทางวันไหน กี่โมง จากไหนไปไหน นางก็จะแสดงเส้นทางการเดินทางมาให้เราหมดเลยว่า ถ้ารถเที่ยวนี้ สายนี้ จะมีการต่อรถที่สถานีไหน จะใช้เวลากี่นาที กี่ชั่วโมง เราต้องไปขึ้นรถที่ชานชลาไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ถ้าจองที่นั่งต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ นางบอกหมดเลยค่ะคุณ นี่ก็หาเลยจ้ะ ว่าต้องนั่งจากไหนไปไหนบ้าง จะไปกี่โมง รถเที่ยวไหน แล้วก็คำนวณเงิน (อย่าลืมแคปหน้าจอไว้)
สุดท้ายท้ายสุด หาข้อมูลของ rail pass ไว้ด้วย คำนวณจากเที่ยวรถที่ต้องนั่ง (จาก hyperdia) จำนวนวันที่ต้องเดินทาง ว่าต้องซื้อ rail pass แบบกี่วันถึงจะคุ้ม ของเรามันคุ้มที่บัตรแบบ 5 วัน 22,000 เยน ก็ลิสไว้ว่าต้องซื้อแบบนี้นะ พอไปถึงที่นู่นจะได้ซื้อได้เลย ไม่ต้องคิดเยอะ
Part 3 : ว่าด้วยเรื่องของ ของฝากให้ host
ตามนิสัยแบบไทยๆ เราคิดว่าเราจะไปอาศัยเขาอยู่ตั้ง 10 วัน ข้าวปลาอาหาร ที่หลับที่นอนก็อาศัยเขา (ถึงแม้ว่าเราจะไปทำงานแลกก็ตามที) เราก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือไปให้เขา ฝากเนื้อฝากตัวกันนิดนึง เลือกค่ะ จะซื้ออะไรแบบที่มันดูไทยสไตล์ ไทยแล๊นด์ ไทยแลนด์ สอบถามข้อมูลจากเจ้ของเรา (นางทำงานเกี่ยวกับบริษัททัวร์ ในเรื่องนี้เราเลยไว้ใจนาง) เจ้บอกว่า เวลาเจ้านายซื้อของไปฝากคนญี่ปุ่น เจ้านายเจ้จะซื้อพวกกล้วยตาก อะไรอย่างงี้ เราเลยโอเค กล้วยตาก ก็กล้วยตาก ตอนไปเลือกซื้อก็แถมๆ มะม่วงอบแห้ง กับมะพร้าวแก้ว ไปด้วย เขาน่าจะชอบ เพราะเราเองยังชอบเลย ^^
Part 4 : ว่าด้วยเรื่องของการ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า
หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศของที่ๆ จะไป ในช่วงที่จะไปแล้ว พบว่า 10 กว่าๆ องศาเซลเซียส มีฝนในบางวันอีกต่างหาก เพราะงั้น เตรียมเสื้อกันหนาวไปสองสามตัว คิดว่าน่าจะโอเคใส่ทับๆ หลายๆ ตัวกันไป แล้วก็เตรียมสัมภาระอื่นๆ เช่น รองเท้าสำรองไปคู่นึง ร่ม ยาต่างๆ พลาสเตอร์เผื่อมีแผล สมุดบันทึก ข้าวของส่วนตัว จัดการยัดใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย พร้อมกันนั้นเตรียมสัมภาระที่จะสะพายขึ้นเครื่องด้วย จัดแจงให้เรียบร้อย เช็คให้รอบคอบว่าลืมอะไรรึป่าว สุดท้ายปิดล็อคกระเป๋า รอวันเดินทาง
เริ่มต้นทริป “ขอเป็น WWOOFer สักครั้งให้ชื่นใจ #แบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยว Hokkaido” ณ บัดนี้
วันเดินทาง
เราเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปลงจอดที่ สนามบิน new chitose ที่ Hokkaido ป๊ากับม๊ามาส่งที่ดอนเมือง โบกมือบ๊ายบาย พร้อมกับบอกว่า "15 วัน เที่ยวให้เต็มที่นะลูก ดูแลตัวเองดีๆ อีก15 วันเจอกัน" ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่ป๊าม๊ามอบให้ ปล่อยลูกสาวท่องโลกกว้างแบบ roam alone ทั้งที เราก็ต้องเต็มที่ให้ป๊าม๊าภูมิใจ
พอเช็คอินเรียบร้อย ก็มานั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง พอขึ่นเครื่องปุ๊ปก็หลับรอเลยจ้า หลับๆ ตื่นๆ พอช่วงใกล้ถึง ฟ้าก็สว่างพอดิบพอดี ก็เตรียมตัวสลัดความงัวเงียให้เรียบร้อย เตรียมเดินลงเครื่องเหยียบแผ่นดิน Hokkaido ดินแดนในฝันกันเลย
ถึงแล้ว Hokkaido
มาถึงปุ๊ปก็ผ่าน ตม. กันก่อน ที่ Hokkaido นี่เค้าจะให้เราเดินผ่านพรมน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะที่นี่เขาสแกนเรื่องโรคปากเท้าเปื่อย หรือ FMD กันด้วย พอถึงจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสัมภาระคือยิ้มแย้มต้อนรับเราดีมาก พอเห็นในพาสปอร์ตเราว่ามาเต็มอัตรา 15 วัน ก็ถามไถ่ทันทีว่ามา 15 วันเลยหรอ มาคนเดียวด้วยหรอ เเล้วนี่จะไปเที่ยวไหนบ้าง (ด้วยทักษะภาษาอักฤษอันอ่อนแอของเรา ... นี่คือแปลตามที่เราเข้าใจ) เราก็ตอบไปว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง อะไรยังไงก็ตอบเขาไป ทีนี้เขาก็ขอตรวจสัมภาระในกระเป๋า อะเราก็เปิดเป๋าให้ตรวจ ทำตามขั้นตอน พอเสร็จจากตรงนี้ ช่วงเวลาแห่งการผจญภัยที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น!!!
หาซื้อตั๋ว Rail pass สำหรับการเดินทาง
พอผ่าน ตม. ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยก็ต้องเริ่มเดินหาจุดที่ต้องไปซื้อตั๋ว rail pass เราเดินถามตรงประชาสัมพันธ์ เขาก็บอกทางว่าให้เดินไปทางไหน ซื้อที่ไหน ..... หลงจ้าาาาา คืออินี่เป็นมนุษย์ที่มีปัญหากับเรื่องของการจำทาง และแผนที่เอามากๆ คือเดินหลงไปไหนไม่รู้สองรอบอะ ก็ต้องรีบละ เพราะเรากะเวลาว่าจะขึ้นรถไฟเที่ยวไหนไปหา host แล้วแจ้งไผแล้วว่าจะถึงประมาณกี่โมง เขาจะมารับได้กี่โมง อะไรงี้ เลยต้องรีบกันนิดนึง เดินงงอยู่สักพัก เจอที่ขายตั๋วละจ้า จัดการซื้อ rail pass (hokkaido rail pass) เรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ตารางรถไฟมาแผ่นนึง คือมันจะเป็นตารางบอกทุกอย่างเลยว่าจากสถานีนี้ไปถึงสถานีนี้ มีรถเที่ยวกี่โมงบ้าง ไปถึงปลายทางกี่โมง คือตารางนี้เป็นแผนที่ชีวิตที่ต้องพกตลอดการเดินทางของเราเลยทีเดียว
จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วสำหรับนั่งจากสถานี new chitose ไปสถานี kutchan ที่เราจะไปเจอ host ของเราที่นั่น ซื้อตั๋วเสร็จเหลือเวลานิดฟน่อย
มาซื้อของกินรองท้องกันไป รอเวลารถไฟออก เราก็ขึ่นรถไฟนั่งยาวๆ ไป kutchan station กันเลย
[CR] lll เมื่อฉัน Roam Alone lll แบกเป้ ลุยเดี่ยว เที่ยว Hokkaido กับทริป #ขอเป็น WWOOFer สักครั้งให้ชื่นใจ#
นี่เป็นรีวิวครั้งแรกของเราเอง ปกติตามอ่านรีวิวคนอื่นอย่างเดียว วันนี้เกิดอยากลองเขียนให้คนอื่นได้อ่านบ้าง เผื่อจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจไป WWOOF ที่ญี่ปุ่นเหมือนที่เราไป ^^
(ทริปนี้ถ่ายรูปด้วย GoPro HERO 4 Silver และกล้องโทรศัพท์ note II ; แต่งรูปด้วยแอพ snapseed)
/// เริ่มกันเลย ///
Part 1 : ว่าด้วยเรื่องของการไป WWOOF
คืองี้ เรื่องมันเริ่มจากที่เราออกจากงาน เป็นช่วงว่าง ว่างจริงๆ ว่างมากๆ แล้วกำลังจะกลับไปเริ่มหางานทำอีกครั้งนึง เราเลยมองดูเงินคงคลังในบัญชีของเรา แล้วตัดสินใจที่จะเที่ยว ซึ่ง Hokkaido เป็นจุดหมายปลายทาง No.1 ในดวงใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ประกอบกับที่เคยอ่านๆ เกี่ยวกับ WWOOF japan ที่ใครๆ เขาไปกันแล้วมาเขียนรีวิวบอกเล่านั่นแหละ มันเลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวของการเดินทางครั้งนี้
อยากไปก็อยากไป แต่ไม่มีใครไปด้วยเลย มองซ้ายมองขวา เพื่อนก็ทำงาน พี่น้องก็ทำงาน ตูว่างคนเดียว เอาวะ ไปคนเดียวก็คนเดียว สมัยนี้ “ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้” วางแผนในใจเลยจ้ะทีนี้ (เราเคยไปต่างประเทศมาครั้งนึง คือไปโตเกียวกับพี่ๆ น้องๆ และครั้งนี้ก็คือครั้งที่สองที่ไปต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวไกลๆ คนเดียว) ไปแบบชนิดที่ว่า ฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย!!! ทักษะภาษาอังกฤษก่อนอ่อนด้อยมากกกกกกกกก ฟังออกบ้าง อาศัยหน้าด้านอยากจะไป ก็ไปเลยค่ะ (ณ จุดนั้นแอบเป็นห่วงตัวเองอยู่เหมือนกัน)
เริ่มแรก สมัครสมาชิกที่ wwoofjapan.com อ่านข้อตกลง และ comment ต่างๆ จากนั้นก็ไปเลือก host กันเลยจ้ะ อินี่จิ้มไปที่ Hokkaido ที่เดียวเลยจ้า ไล่หาฟาร์มโคนมก่อนเลย คือใฝ่ฝันอยากจะรีดนมเช้าเย็น นมวัวแน่นๆ น้ำนมข้นๆ เอามาชีส ทำไอติมงี้ เลยเลือกส่งเมลล์หากลุ่มฟาร์มโคนมก่อน แล้วก็รอเขาตอบเมลล์ รอ รอ และรอ ระหว่านั้นก็ทำการจองตั๋วเครื่องบิน ด้วยว่าเบี้ยน้อยหอยน้อย เลือกบินด้วยชั้นประหยัด ช่วงโปรโมชั่นเท่านั้นค่ะ 55555 (อาจจะเมื่อยข้อเข่าไปบ้าง แต่ก็ต้องตามงบที่มีอะนะ)
อ๊ะ ลืมอีกเรื่องนึง เรื่องการขอวีซ่าเป็นเรื่องที่เราชั่งใจอยู่นานมากๆ ตามที่หาข้อมูลมา เขาว่ากันว่า การไป WWOOF ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการขอวีซ่าได้ เราเลยคิดอยู่สักพักใหญ่ว่าถ้าเราขอ เราจะเอาเหตุผลอะไรไปขอ แล้วขอแล้วจะผ่านมั๊ย ถ้าเราจองตั๋วเครื่องบินไปแล้วเราเกิดขอวีซ่าไม่ได้ล่ะ ช่วงวันที่เกินจากที่กำหนดจะทำเยี่ยงไร เริ่มคิดมากละ คิดไปคิดมา ไม่ขอก็ได้วะ 15 วันที่เขาให้อยู่ในประเทศเขาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ก็เอาให้เต็มที่กับ 15 วันนี้ละกัน ..... สรุปทริปนี้เลยจบที่ 15 วัน เดินทาง ไป-กลับ ด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดราคาโปรโมชั่น
กลับมาที่เรื่อง host ฟาร์มทั้งหลายที่เราส่งคำขอไป ไม่ตอบเราเลย เราเริ่มร้อนใจละว่าจะไม่มี host ให้ไปอยู่ด้วย เลยส่งคำขอไปที่ host รูปแบบอื่นๆ บ้าง ส่งไปทั้งสวนผลไม้ นา ไร่ จนในที่สุดก็มี host ตอบรับคำขอมาเจ้านึง เป็นกิจการโรงแรมแบบที่พาไปทำกิจกรรม adventure แล้วก็มีร้านอาหาร มีการจัดกิจกรรมแคมปิ้ง อะไรประมาณนี้ พอเขาเมลล์ตอบรับ เราก็ตกลงโอเคเลย (ถึงจะไม่ใช่รูปแบบที่ต้องการ แต่ก็แปลกใหม่พอให้ลอง) ทีนี้ก็ตกลงเรื่องวันที่จะไป เดินทางไฟท์กี่โมง ไปถึงกี่โมง จะอยู่กี่วัน จะให้เขามารับที่ไหนยังไง ก็ตกลงกันไปให้เรียบร้อย แล้วก็ถึงขั้นตอนการวางแผนเดินทางและท่องเที่ยว
Part 2 : ว่าด้วยเรื่องของการเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมตังค์ (หาข้อมูลให้แน่นไว้ก่อนคือดี ^^”)
หลังจากได้ host เป็นที่เรียบร้อย ได้เที่ยวบินเป็นที่เรียบร้อย ก็สรุปว่า จะเดินทางไปเป็นมนุษย์ WWOOFer เป็นเวลา 10 วัน และออกร่อนท่องเที่ยวเองอีก 5 วันก่อนเดินทางกลับ
อิ 10 วันนั้น ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ทำงานแลกที่พัก แลกข้าว แผนไม่ต้องวาง ไว้ไปวัดใจกันตอนนู้นเอา แต่อิ 5 วันที่จะเที่ยวเองนี่แหละ เรานี่หาข้อมูลจากเน็ต หาอ่านรีวิวเที่ยว Hokkaido อย่างเยอะ หาดูว่าเขาเที่ยวอะไรกันมั่งน้อ ฉันจะได้ไปตามรอยบ้าง สุดท้ายไปเจอหนังสือไกด์บุ๊คเล่มโตชื่อว่า “ตะลุยฮอกไกโด” ในร้านหนังสือ อิชั้นหยิบมา จ่ายเงิน แล้วพาหนังสือเล่มนั้นกลับบ้านมาเลยจ้ะ เปิดอ่านแล้วปักหมุดจุดที่สนใจเลยจ้ะ แล้วค่อยมาดูว่าจะเดินทางจากไหน ไปไหนได้บ้าง ขีดๆ เขียนๆ วางแผนการเที่ยวภายในระยะเวลา 5 วันให้เรียบร้อย
ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับทริปนี้คือ การหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง เที่ยวรถไฟ แผนที่ต่างๆ เนื่องจากเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างง่อย ความเบี้ยน้อยหอยน้อยงบน้อยของเรานั้น ส่งผลให้ไม่กล้าเจียดเงินคงคลังไปซื้อ pocket wifi ไว้ใช้ ก็ไปคนเดียวไม่มีคนหาร ค่า wifi มันเลยค่อนข้างสูงเกินไปนิ๊สส์ ดังนั้น!!!! ทริปนี้จึงไม่มีเน็ตใช้จ้ะ ข้อมูลต้องกาให้เป๊ะ ขึ้นรถลงเรือ สายไหน รอบไหน ต่อรถที่ไหน ต้องหาทางหนีทีไล่เผื่อไว้ให้หมด แล้วก็ทำการแคปหน้าจอไว้ในโทรศัพท์ เอาไว้เปิดดูเอง เปิดเพื่อถามทาง หรือเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟดูว่าเราจะนั่งสายนี้นะ อะไรงี้
หลังจากที่ได้แพลนสถานที่เที่ยวแล้ว ก็เป็นขั้นตอนการจองที่พัก (เราเลือกจองพวก hostel) เราจองผ่าน agoda แล้วจ่ายเงินไปเลย จากนั้นก็ปริ้นท์ใบจองมาเอาไว้ไปยื่นให้ที่พักที่จองไว้ เช่นเคยค่ะ หาที่พักโดยใช้ฟิลเตอร์ราคาจากต่ำสุดไปสูงสุด แล้วก็เลือกที่ราคาต่ำๆ เข้าไว้ 55555 โดยดูจากแผนที่เอาว่าไกลจากที่เที่ยวมากมั๊ย มีสถานีรถไฟ หรือรถราง หรืออะไรใกล้ๆ เพื่อให้เดินทางสะดวกมั๊ย เลือกจนเป็นที่พอใจ ก็จองเลยค่ะ
ได้ host แล้ว ได้ที่พักแล้ว ได้แพลนการเที่ยวไว้แล้ว ทีนี้ก็มาดีดลูกคิด คำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ กัน เราคำนวณประมาณว่า กินมื้อละเท่าไหร่ ก็คูณจำนวนมื้อไป ค่ารถค่ารา ค่าเดินทางประมาณเท่าไหร่ ค่าอื่นๆ จิปาถะประมาณเท่าไหร่ก็เผื่อๆ ไป เพื่อจะได้ไปแลกเงินเยนมาได้ไม่ขาด ไม่เกิน (เผื่อไปนิดหน่อยก็ดี แล้วก็ที่ญี่ปุ่นมันสามารถเอาบัตรเครดิตไปกดได้ เราก็เลยเผื่อบัตรไป)
มาถึงเรื่องของการเดินทาง ทริปนี้เราอาศัย Hyperdia.com ล้วนๆ นางเป็นเวปที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางได้อย่างละเอียดดีเยี่ยม เพียงแค่คุณกรอกข้อมูลไปว่า จะเดินทางวันไหน กี่โมง จากไหนไปไหน นางก็จะแสดงเส้นทางการเดินทางมาให้เราหมดเลยว่า ถ้ารถเที่ยวนี้ สายนี้ จะมีการต่อรถที่สถานีไหน จะใช้เวลากี่นาที กี่ชั่วโมง เราต้องไปขึ้นรถที่ชานชลาไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ถ้าจองที่นั่งต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ นางบอกหมดเลยค่ะคุณ นี่ก็หาเลยจ้ะ ว่าต้องนั่งจากไหนไปไหนบ้าง จะไปกี่โมง รถเที่ยวไหน แล้วก็คำนวณเงิน (อย่าลืมแคปหน้าจอไว้)
สุดท้ายท้ายสุด หาข้อมูลของ rail pass ไว้ด้วย คำนวณจากเที่ยวรถที่ต้องนั่ง (จาก hyperdia) จำนวนวันที่ต้องเดินทาง ว่าต้องซื้อ rail pass แบบกี่วันถึงจะคุ้ม ของเรามันคุ้มที่บัตรแบบ 5 วัน 22,000 เยน ก็ลิสไว้ว่าต้องซื้อแบบนี้นะ พอไปถึงที่นู่นจะได้ซื้อได้เลย ไม่ต้องคิดเยอะ
Part 3 : ว่าด้วยเรื่องของ ของฝากให้ host
ตามนิสัยแบบไทยๆ เราคิดว่าเราจะไปอาศัยเขาอยู่ตั้ง 10 วัน ข้าวปลาอาหาร ที่หลับที่นอนก็อาศัยเขา (ถึงแม้ว่าเราจะไปทำงานแลกก็ตามที) เราก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือไปให้เขา ฝากเนื้อฝากตัวกันนิดนึง เลือกค่ะ จะซื้ออะไรแบบที่มันดูไทยสไตล์ ไทยแล๊นด์ ไทยแลนด์ สอบถามข้อมูลจากเจ้ของเรา (นางทำงานเกี่ยวกับบริษัททัวร์ ในเรื่องนี้เราเลยไว้ใจนาง) เจ้บอกว่า เวลาเจ้านายซื้อของไปฝากคนญี่ปุ่น เจ้านายเจ้จะซื้อพวกกล้วยตาก อะไรอย่างงี้ เราเลยโอเค กล้วยตาก ก็กล้วยตาก ตอนไปเลือกซื้อก็แถมๆ มะม่วงอบแห้ง กับมะพร้าวแก้ว ไปด้วย เขาน่าจะชอบ เพราะเราเองยังชอบเลย ^^
Part 4 : ว่าด้วยเรื่องของการ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า
หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศของที่ๆ จะไป ในช่วงที่จะไปแล้ว พบว่า 10 กว่าๆ องศาเซลเซียส มีฝนในบางวันอีกต่างหาก เพราะงั้น เตรียมเสื้อกันหนาวไปสองสามตัว คิดว่าน่าจะโอเคใส่ทับๆ หลายๆ ตัวกันไป แล้วก็เตรียมสัมภาระอื่นๆ เช่น รองเท้าสำรองไปคู่นึง ร่ม ยาต่างๆ พลาสเตอร์เผื่อมีแผล สมุดบันทึก ข้าวของส่วนตัว จัดการยัดใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย พร้อมกันนั้นเตรียมสัมภาระที่จะสะพายขึ้นเครื่องด้วย จัดแจงให้เรียบร้อย เช็คให้รอบคอบว่าลืมอะไรรึป่าว สุดท้ายปิดล็อคกระเป๋า รอวันเดินทาง
เริ่มต้นทริป “ขอเป็น WWOOFer สักครั้งให้ชื่นใจ #แบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยว Hokkaido” ณ บัดนี้
วันเดินทาง
เราเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปลงจอดที่ สนามบิน new chitose ที่ Hokkaido ป๊ากับม๊ามาส่งที่ดอนเมือง โบกมือบ๊ายบาย พร้อมกับบอกว่า "15 วัน เที่ยวให้เต็มที่นะลูก ดูแลตัวเองดีๆ อีก15 วันเจอกัน" ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่ป๊าม๊ามอบให้ ปล่อยลูกสาวท่องโลกกว้างแบบ roam alone ทั้งที เราก็ต้องเต็มที่ให้ป๊าม๊าภูมิใจ
พอเช็คอินเรียบร้อย ก็มานั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง พอขึ่นเครื่องปุ๊ปก็หลับรอเลยจ้า หลับๆ ตื่นๆ พอช่วงใกล้ถึง ฟ้าก็สว่างพอดิบพอดี ก็เตรียมตัวสลัดความงัวเงียให้เรียบร้อย เตรียมเดินลงเครื่องเหยียบแผ่นดิน Hokkaido ดินแดนในฝันกันเลย
ถึงแล้ว Hokkaido
มาถึงปุ๊ปก็ผ่าน ตม. กันก่อน ที่ Hokkaido นี่เค้าจะให้เราเดินผ่านพรมน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะที่นี่เขาสแกนเรื่องโรคปากเท้าเปื่อย หรือ FMD กันด้วย พอถึงจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสัมภาระคือยิ้มแย้มต้อนรับเราดีมาก พอเห็นในพาสปอร์ตเราว่ามาเต็มอัตรา 15 วัน ก็ถามไถ่ทันทีว่ามา 15 วันเลยหรอ มาคนเดียวด้วยหรอ เเล้วนี่จะไปเที่ยวไหนบ้าง (ด้วยทักษะภาษาอักฤษอันอ่อนแอของเรา ... นี่คือแปลตามที่เราเข้าใจ) เราก็ตอบไปว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง อะไรยังไงก็ตอบเขาไป ทีนี้เขาก็ขอตรวจสัมภาระในกระเป๋า อะเราก็เปิดเป๋าให้ตรวจ ทำตามขั้นตอน พอเสร็จจากตรงนี้ ช่วงเวลาแห่งการผจญภัยที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น!!!
หาซื้อตั๋ว Rail pass สำหรับการเดินทาง
พอผ่าน ตม. ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยก็ต้องเริ่มเดินหาจุดที่ต้องไปซื้อตั๋ว rail pass เราเดินถามตรงประชาสัมพันธ์ เขาก็บอกทางว่าให้เดินไปทางไหน ซื้อที่ไหน ..... หลงจ้าาาาา คืออินี่เป็นมนุษย์ที่มีปัญหากับเรื่องของการจำทาง และแผนที่เอามากๆ คือเดินหลงไปไหนไม่รู้สองรอบอะ ก็ต้องรีบละ เพราะเรากะเวลาว่าจะขึ้นรถไฟเที่ยวไหนไปหา host แล้วแจ้งไผแล้วว่าจะถึงประมาณกี่โมง เขาจะมารับได้กี่โมง อะไรงี้ เลยต้องรีบกันนิดนึง เดินงงอยู่สักพัก เจอที่ขายตั๋วละจ้า จัดการซื้อ rail pass (hokkaido rail pass) เรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ตารางรถไฟมาแผ่นนึง คือมันจะเป็นตารางบอกทุกอย่างเลยว่าจากสถานีนี้ไปถึงสถานีนี้ มีรถเที่ยวกี่โมงบ้าง ไปถึงปลายทางกี่โมง คือตารางนี้เป็นแผนที่ชีวิตที่ต้องพกตลอดการเดินทางของเราเลยทีเดียว
จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วสำหรับนั่งจากสถานี new chitose ไปสถานี kutchan ที่เราจะไปเจอ host ของเราที่นั่น ซื้อตั๋วเสร็จเหลือเวลานิดฟน่อย
มาซื้อของกินรองท้องกันไป รอเวลารถไฟออก เราก็ขึ่นรถไฟนั่งยาวๆ ไป kutchan station กันเลย