"คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า" เป็นคำวลีเก่าๆ ที่คนเก่าแก่ รุ่นแม่ รุ่นยายมักพูดกันเสมอ โดยเฉพาะในประเด็นของชีวิตคู่
เราเริ่มต้นชีวิตคู่ก่อนแต่งงาน ศึกษาดูใจกันประมาณ 3 ปี แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รู้ว่าสามีเป็นคนอารมณ์แรง ขี้หงุดหงิด เจ้าชู้ ชอบคุยกับสาวๆใน Hi 5 เฟซบุ๊ก และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกครั้งที่จับได้ เค้าจะอาละวาดใส่ก่อน แล้วหาว่าเราจับผิดเค้า ไม่เชื่อใจเค้า เค้ารู้จักลิมิตของตัวเองดี แล้วเราก็จะเป็นคนที่กล่าวคำขอโทษ หลายครั้งเค้าด่าว่าเราว่าแต่งตัวไม่ดี ไม่สวย พามาเที่ยว แทนที่จะแต่งตัวสวยๆ ถ่ายรูป (เราเป็นคนแต่งตัวไม่เก่งอ่ะ กางเกงยีนส์ เสื้อโปโล อ้อ เราก็ไม่ใช่คนสวยด้วยสิ) เราจึงขอโทษ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ผิด แต่อยากให้เรื่องมันจบๆ ไป
เนื่องจากความรักบังตา มองเห็นอยู่ ใจรู้อยู่ แอบยอมเค้า เข้าข้างเค้า เห็นใจเค้า แม้ว่าแม่ ยาย เพื่อนๆ และ คนรอบข้างจะเตือนเราแล้ว ก็ไม่สนใจ แต่ไม่โกรธที่ใครเข้ามาเตือน เพราะในมุมที่เค้าดี เค้าก็ดีใจหาย เอาใจเก่ง เป็นคนเก็บรายละเอียดว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ดังนั้นเราจึงปล่อยเวลาล่วงมา จนเค้าก็คิดว่า ผู้หญิงคนนี้แหล่ะ ที่เหมาะใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่หือไม่อือ อารมณ์เย็น เงียบสงบยามที่เค้าเหวี่ยงวีน ช่ายค่ะ เรามันผิด ผิดที่ดันไปทำเป็นรับได้ เข้าใจได้ ว่าเค้าคือเค้า และขอเราแต่งงาน ซึ่งเรานั้นก็โอเคทันที กรรม!!!!
หลังชีวิตแต่งงาน ด้วยความหฤหรรษ์ ไม่แพ้กัน ความแปรปรวนในอารมณ์มีอยู่เสมอ แถมยังมากขึ้นและมากขึ้น ช่วงหลังๆ ก้าวก่าย พูดจากล่าวว่า แม่เรา ครอบครัวเรา ตวาด ด่าทอ ด้วยคำหยาบคายต่อหน้าลูกน้องในที่ทำงาน บางครั้งขึ้นเสียง พูดแทรกขณะที่เราคุยกับลูกค้า แต่หลังแต่งงานมาสองปี เราเองก็ไม่ทน มีสวนบ้างเป็นระยะ เพราะทนไม่ไหวจริงๆ ปัจจุบันเข้าปีที่ 5 ของชีวิตแต่งงาน ล่าสุด ฉลองวาเลนไทน์ ทะเลาะกับเราเรื่องเล็กๆน้อยๆ คือ เรารีดผ้ากองโต ของสองคน ประมาณเที่ยงกว่าๆ เราชวนไปทานข้าว เค้าถามว่าหิวแล้วเหรอ เราเลยบอกพอทนได้ จากนั้นเค้าเข้าไปนอนเล่นในห้อง เรารีดจนถึงบ่ายสอง ดึงปลั๊กออกก่อน แล้วไปบอกเค้าว่า คุณๆ ไปกินข้าวกันยัง เราหิวแล้ว ถ้าคุณยังไม่กิน เราขอไปกินก่อนนะ แค่นั้นแหล่ะ เสียง He ก็ลั่นเข้ามาในโสตประสาททันที เฮ้ย พูดงี๊ ชาวบ้านได้ยินก็หาว่าผมไม่ให้คุณกินข้าวสิ ผมไปรั้งคุณไว้หรือไง ทำไมผมจะไม่หิวหล่ะ ผมนั่งรอคุณรีดผ้าให้เสร็จ (เกริ่นนิดนึง ที่บ้านเราทำทุกอย่าง ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน ปอกผลไม้ ถวายเค้า ยกเว้นทำกับข้าว เพราะเค้าบอกเราทำไม่อร่อย ไม่บ่นว่าเค็ม ก็บ่นว่าเผ็ด ทำเป็นกินข้าวไม่ลง เลยไม่ทำดีกว่า) จากนั้นก็ลากยาวไปถึงบ้านหลังใหม่ที่เค้าไปล็อบบี้แม่เรา บอกให้แม่กับเราหุ้นกัน โดยที่เค้าก็นำเงินส่วนตัวก้อนนึงช่วยเหมือนกัน และเค้าก็ช่วยคุมงานซ่อมแซมบ้านหลังใหม่ เค้าบอกว่า มึ..เคยรู้มั๊ย ก...เหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องมาดูงานบ้านของม.. และ ครอบครัวม... บ้านกูก็มีแล้ว บ้านพี่ๆ กูก็มีแล้ว ....บราๆๆๆๆ งงไปเลยเรา ยาวๆๆ ไป แล้วเอาเรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เราถามว่า ไปหาน้องดามาเหรอ (น้องดาคือผู้หญิงที่เป็นโฟร์แมนคุมบ้านใหม่) ครั้งนั้นเค้าก็โวยมาว่า ทำไมไม่ถามว่าไปบ้านใหม่มา ทำไมถามว่าไปหาน้องดามาเหรอ ถ้าชาวบ้านได้ยิน จะคิดว่าผมไปหาผู้หญิงอื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า ถูกนำมารวมกันในครั้งนี้ด้วย เราเลยบอกกลับไปว่า แม่เราบอกว่าเค้ามาจากต่างจังหวัดเดือนละครั้ง ครั้งละ 7 วัน ก็ไม่รู้จะได้อยู่มั๊ย แล้วที่เรียกว่าบ้านของคุณและครอบครัวคุณนั้น ไม่ถูกนะ เพราะบ้านหลังนั้น จะอยู่ด้วยกัน ควรใช้คำว่าบ้านของเรา เค้าเลยบริภาษถึงแม่เราว่า เป็นผู้ใหญ่อะไร ไม่สมควรพูดอย่างนี้ ไม่ถูกต้องเลย (งงรอบสอง มันมีตรงไหนไม่ถูกฟระ) รู้มั๊ยมันเสียความรู้สึกอุตส่าห์ตั้งใจทำให้ ... จากนั้นโกรธๆๆๆ แล้ว เค้าก็ต้มมาม่ากิน ปล่อยเรายืนรีดผ้าโดยไม่ได้กินข้าว จนเสร็จ เราก็เดินไปหาข้าวกินเอง เราไม่ไปชวนเค้า เพราะ หลายครั้งที่เป็นแบบนี้ เค้าก็จะทำน้ำเสียง แล้วบอกว่าไม่ไป จากนั้นเค้าก็จะเดินไปซื้อข้าวมากินคนเดียว ...เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคิดจะแต่งงานกับใครสักคนหนึ่ง ตอนเป็นแฟนพยายามชั่งใจหลายๆครั้ง ว่าถ้าแฟนคุณมีนิสัยอย่างนี้ แล้วจะมากกว่านี้ ในอนาคตหลังแต่งงานไป คุณจะรับได้มั๊ย การขอโทษที่ให้เรื่องจบ อาจทำให้อีกคนเคยตัว ว่าทุกครั้งของการทะเลาะกัน ต้องจบด้วยคำว่าขอโทษของเรา....
ผู้ชายอารมณ์แปรปรวน กับชีวิตแต่งงาน อุทธาหรณ์สอนน้อง
เราเริ่มต้นชีวิตคู่ก่อนแต่งงาน ศึกษาดูใจกันประมาณ 3 ปี แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รู้ว่าสามีเป็นคนอารมณ์แรง ขี้หงุดหงิด เจ้าชู้ ชอบคุยกับสาวๆใน Hi 5 เฟซบุ๊ก และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกครั้งที่จับได้ เค้าจะอาละวาดใส่ก่อน แล้วหาว่าเราจับผิดเค้า ไม่เชื่อใจเค้า เค้ารู้จักลิมิตของตัวเองดี แล้วเราก็จะเป็นคนที่กล่าวคำขอโทษ หลายครั้งเค้าด่าว่าเราว่าแต่งตัวไม่ดี ไม่สวย พามาเที่ยว แทนที่จะแต่งตัวสวยๆ ถ่ายรูป (เราเป็นคนแต่งตัวไม่เก่งอ่ะ กางเกงยีนส์ เสื้อโปโล อ้อ เราก็ไม่ใช่คนสวยด้วยสิ) เราจึงขอโทษ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ผิด แต่อยากให้เรื่องมันจบๆ ไป
เนื่องจากความรักบังตา มองเห็นอยู่ ใจรู้อยู่ แอบยอมเค้า เข้าข้างเค้า เห็นใจเค้า แม้ว่าแม่ ยาย เพื่อนๆ และ คนรอบข้างจะเตือนเราแล้ว ก็ไม่สนใจ แต่ไม่โกรธที่ใครเข้ามาเตือน เพราะในมุมที่เค้าดี เค้าก็ดีใจหาย เอาใจเก่ง เป็นคนเก็บรายละเอียดว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ดังนั้นเราจึงปล่อยเวลาล่วงมา จนเค้าก็คิดว่า ผู้หญิงคนนี้แหล่ะ ที่เหมาะใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่หือไม่อือ อารมณ์เย็น เงียบสงบยามที่เค้าเหวี่ยงวีน ช่ายค่ะ เรามันผิด ผิดที่ดันไปทำเป็นรับได้ เข้าใจได้ ว่าเค้าคือเค้า และขอเราแต่งงาน ซึ่งเรานั้นก็โอเคทันที กรรม!!!!
หลังชีวิตแต่งงาน ด้วยความหฤหรรษ์ ไม่แพ้กัน ความแปรปรวนในอารมณ์มีอยู่เสมอ แถมยังมากขึ้นและมากขึ้น ช่วงหลังๆ ก้าวก่าย พูดจากล่าวว่า แม่เรา ครอบครัวเรา ตวาด ด่าทอ ด้วยคำหยาบคายต่อหน้าลูกน้องในที่ทำงาน บางครั้งขึ้นเสียง พูดแทรกขณะที่เราคุยกับลูกค้า แต่หลังแต่งงานมาสองปี เราเองก็ไม่ทน มีสวนบ้างเป็นระยะ เพราะทนไม่ไหวจริงๆ ปัจจุบันเข้าปีที่ 5 ของชีวิตแต่งงาน ล่าสุด ฉลองวาเลนไทน์ ทะเลาะกับเราเรื่องเล็กๆน้อยๆ คือ เรารีดผ้ากองโต ของสองคน ประมาณเที่ยงกว่าๆ เราชวนไปทานข้าว เค้าถามว่าหิวแล้วเหรอ เราเลยบอกพอทนได้ จากนั้นเค้าเข้าไปนอนเล่นในห้อง เรารีดจนถึงบ่ายสอง ดึงปลั๊กออกก่อน แล้วไปบอกเค้าว่า คุณๆ ไปกินข้าวกันยัง เราหิวแล้ว ถ้าคุณยังไม่กิน เราขอไปกินก่อนนะ แค่นั้นแหล่ะ เสียง He ก็ลั่นเข้ามาในโสตประสาททันที เฮ้ย พูดงี๊ ชาวบ้านได้ยินก็หาว่าผมไม่ให้คุณกินข้าวสิ ผมไปรั้งคุณไว้หรือไง ทำไมผมจะไม่หิวหล่ะ ผมนั่งรอคุณรีดผ้าให้เสร็จ (เกริ่นนิดนึง ที่บ้านเราทำทุกอย่าง ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน ปอกผลไม้ ถวายเค้า ยกเว้นทำกับข้าว เพราะเค้าบอกเราทำไม่อร่อย ไม่บ่นว่าเค็ม ก็บ่นว่าเผ็ด ทำเป็นกินข้าวไม่ลง เลยไม่ทำดีกว่า) จากนั้นก็ลากยาวไปถึงบ้านหลังใหม่ที่เค้าไปล็อบบี้แม่เรา บอกให้แม่กับเราหุ้นกัน โดยที่เค้าก็นำเงินส่วนตัวก้อนนึงช่วยเหมือนกัน และเค้าก็ช่วยคุมงานซ่อมแซมบ้านหลังใหม่ เค้าบอกว่า มึ..เคยรู้มั๊ย ก...เหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องมาดูงานบ้านของม.. และ ครอบครัวม... บ้านกูก็มีแล้ว บ้านพี่ๆ กูก็มีแล้ว ....บราๆๆๆๆ งงไปเลยเรา ยาวๆๆ ไป แล้วเอาเรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เราถามว่า ไปหาน้องดามาเหรอ (น้องดาคือผู้หญิงที่เป็นโฟร์แมนคุมบ้านใหม่) ครั้งนั้นเค้าก็โวยมาว่า ทำไมไม่ถามว่าไปบ้านใหม่มา ทำไมถามว่าไปหาน้องดามาเหรอ ถ้าชาวบ้านได้ยิน จะคิดว่าผมไปหาผู้หญิงอื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า ถูกนำมารวมกันในครั้งนี้ด้วย เราเลยบอกกลับไปว่า แม่เราบอกว่าเค้ามาจากต่างจังหวัดเดือนละครั้ง ครั้งละ 7 วัน ก็ไม่รู้จะได้อยู่มั๊ย แล้วที่เรียกว่าบ้านของคุณและครอบครัวคุณนั้น ไม่ถูกนะ เพราะบ้านหลังนั้น จะอยู่ด้วยกัน ควรใช้คำว่าบ้านของเรา เค้าเลยบริภาษถึงแม่เราว่า เป็นผู้ใหญ่อะไร ไม่สมควรพูดอย่างนี้ ไม่ถูกต้องเลย (งงรอบสอง มันมีตรงไหนไม่ถูกฟระ) รู้มั๊ยมันเสียความรู้สึกอุตส่าห์ตั้งใจทำให้ ... จากนั้นโกรธๆๆๆ แล้ว เค้าก็ต้มมาม่ากิน ปล่อยเรายืนรีดผ้าโดยไม่ได้กินข้าว จนเสร็จ เราก็เดินไปหาข้าวกินเอง เราไม่ไปชวนเค้า เพราะ หลายครั้งที่เป็นแบบนี้ เค้าก็จะทำน้ำเสียง แล้วบอกว่าไม่ไป จากนั้นเค้าก็จะเดินไปซื้อข้าวมากินคนเดียว ...เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป
บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคิดจะแต่งงานกับใครสักคนหนึ่ง ตอนเป็นแฟนพยายามชั่งใจหลายๆครั้ง ว่าถ้าแฟนคุณมีนิสัยอย่างนี้ แล้วจะมากกว่านี้ ในอนาคตหลังแต่งงานไป คุณจะรับได้มั๊ย การขอโทษที่ให้เรื่องจบ อาจทำให้อีกคนเคยตัว ว่าทุกครั้งของการทะเลาะกัน ต้องจบด้วยคำว่าขอโทษของเรา....