
เมื่อวันที่ 8 ก.พ.59 ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้แทนสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้มาหารือร่วมกับ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้แทนกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับ กรณีพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ ว่า ผิดพระวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่ โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง
นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. กล่าวภายหลังประชุมว่า การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มาถามว่า พศ. และ มส. ว่า เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับข้อคำถามหรือไม่ ใน 2 เรื่อง คือ
1.การตอบสนองพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ทาง พศ.และ มส. ได้สนองตอบอย่างไรบ้าง โดยพระพรหมบัณฑิต และ พศ. ได้ชี้แจงไปว่า การตอบสนองพระลิขิตต้องให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมาย
2. เกี่ยวกับหลักการพิจารณาคณะผู้วินิจฉัย นิคหกรรม เกี่ยวกับกรณีพระธัมมชโยว่า ทาง พศ. และ มส. มีหลักการพิจารณาอย่างไร ซึ่งพระพรหมบัณฑิต ได้ตอบต่อดีเอสไอไปว่า การวินิจฉัยของคณะสงฆ์ ได้ยึดหลักการวินิจฉัยตามพระธรรมวินัย และหลักของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎนิคหกรรม โดยในเรื่องการยักยอกเงินตามหลักพระธรรมวินัย จะมีหลักองค์ประกอบพิจารณาอยู่แล้วว่า ภิกษุที่จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกจากกรณีนี้ จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยในพระธรรมวินัยกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในการหารือยังไม่ได้มีการชี้ชัดเกี่ยวกับโทษว่าปาราชิกหรือไม่ เพียงแต่ตอบโดยหลักการพิจารณาให้ทางดีเอสไอเข้าใจเท่านั้น
"ที่สำคัญ การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยมากขึ้น ว่าแตกต่างจากกฎหมายบ้านเมืองอย่างไร อย่างไรก็ตาม หลังจากการหารือกับดีเอสไอแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ดีเอสไอ ถามมายังมหาเถรสมาคม ดังนั้น พศ. จะต้องนำข้อหารือนี้ เสนอต่อมหาเถรสมาคมได้พิจารณา โดยจะพยายามทำรายงานให้ทันเพื่อนำเสนอในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ " รองผอ.พศ.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลจากหนังสืออธิบายวินัย น.ธ.ตรี ฉบับสมบูรณ์ และหนังสือนวโกวาท
ได้อธิบายสิกขาบท
ว่าด้วยการลักทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้ที่มีราคาตั้งแต่ 5 มาสก ขึ้นไป ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ไว้ว่า
ลักษณะของทรัพย์และการต้องอาบัติ โดยลักษณะของทรัพย์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์
โดยมีการยกตัวอย่างอธิบายประกอบ เช่น ที่นา ที่บ้าน หรือพื้นที่วัด
ซึ่งหากภิกษุตู่เอาพื้นที่นา ที่บ้าน ที่สวน หรือแม้แต่พื้นที่วัด อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น มาเป็นของตนเอง ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อได้พื้นที่นั้นมา
แต่หากภิกษุมีการฟ้องร้องเพื่อเอาที่ดินผืนดังกล่าว ถ้าศาลตัดสินให้เจ้าของที่ดินแพ้ และให้ภิกษุชนะ ภิกษุนั้นจะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก
แต่หากภิกษุนั้นแพ้คดีความจะต้องอาบัติถุลลัจจัย (อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย) ถือเป็นอาบัติอย่างเบา เ
พราะที่ดินยังตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามเดิม
หนังสือดังกล่าวยังอธิบายการตัดสินว่าภิกษุถือเอาทรัพย์เช่นไรถึงจะต้องอาบัติ เช่นไรไม่ต้องอาบัติ
โดยหากพร้อมด้วยอาการ 5 อย่าง คือ
1. ทรัพย์ผู้อื่นหวงแหน
2. มีความสำคัญว่าทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน
3. ทรัพย์มีค่าได้ราคา 5มาสก (1 บาท) หรือเกินกว่า
4. มีไถยจิตปรากฎขึ้น (จิตคิดจะลัก) และ
5. ภิกษุทำทรัพย์นั้นให้เคลื่อนฐาน
ถ้าพร้อมด้วยอาการทั้ง 5 ดังกล่าว จะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก
ที่มา เดลินิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:00 น.
อ่านต่อที่ :
http://www.dailynews.co.th/education/378403 http://www.dailynews.co.th/education/378403
[ข่าว 8 กพ. 59] ดีเอสไอถกมส.คดีพระลิขิต-ธัมมชโย ( ลักษณะของทรัพย์และการต้องอาบัติ)
เมื่อวันที่ 8 ก.พ.59 ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้แทนสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้มาหารือร่วมกับ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้แทนกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับ กรณีพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ ว่า ผิดพระวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่ โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง
นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. กล่าวภายหลังประชุมว่า การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มาถามว่า พศ. และ มส. ว่า เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับข้อคำถามหรือไม่ ใน 2 เรื่อง คือ
1.การตอบสนองพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ทาง พศ.และ มส. ได้สนองตอบอย่างไรบ้าง โดยพระพรหมบัณฑิต และ พศ. ได้ชี้แจงไปว่า การตอบสนองพระลิขิตต้องให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมาย
2. เกี่ยวกับหลักการพิจารณาคณะผู้วินิจฉัย นิคหกรรม เกี่ยวกับกรณีพระธัมมชโยว่า ทาง พศ. และ มส. มีหลักการพิจารณาอย่างไร ซึ่งพระพรหมบัณฑิต ได้ตอบต่อดีเอสไอไปว่า การวินิจฉัยของคณะสงฆ์ ได้ยึดหลักการวินิจฉัยตามพระธรรมวินัย และหลักของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎนิคหกรรม โดยในเรื่องการยักยอกเงินตามหลักพระธรรมวินัย จะมีหลักองค์ประกอบพิจารณาอยู่แล้วว่า ภิกษุที่จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกจากกรณีนี้ จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยในพระธรรมวินัยกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในการหารือยังไม่ได้มีการชี้ชัดเกี่ยวกับโทษว่าปาราชิกหรือไม่ เพียงแต่ตอบโดยหลักการพิจารณาให้ทางดีเอสไอเข้าใจเท่านั้น
"ที่สำคัญ การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยมากขึ้น ว่าแตกต่างจากกฎหมายบ้านเมืองอย่างไร อย่างไรก็ตาม หลังจากการหารือกับดีเอสไอแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ดีเอสไอ ถามมายังมหาเถรสมาคม ดังนั้น พศ. จะต้องนำข้อหารือนี้ เสนอต่อมหาเถรสมาคมได้พิจารณา โดยจะพยายามทำรายงานให้ทันเพื่อนำเสนอในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ " รองผอ.พศ.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลจากหนังสืออธิบายวินัย น.ธ.ตรี ฉบับสมบูรณ์ และหนังสือนวโกวาท
ได้อธิบายสิกขาบท ว่าด้วยการลักทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้ที่มีราคาตั้งแต่ 5 มาสก ขึ้นไป ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ไว้ว่า
ลักษณะของทรัพย์และการต้องอาบัติ โดยลักษณะของทรัพย์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์
โดยมีการยกตัวอย่างอธิบายประกอบ เช่น ที่นา ที่บ้าน หรือพื้นที่วัด
ซึ่งหากภิกษุตู่เอาพื้นที่นา ที่บ้าน ที่สวน หรือแม้แต่พื้นที่วัด อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น มาเป็นของตนเอง ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อได้พื้นที่นั้นมา
แต่หากภิกษุมีการฟ้องร้องเพื่อเอาที่ดินผืนดังกล่าว ถ้าศาลตัดสินให้เจ้าของที่ดินแพ้ และให้ภิกษุชนะ ภิกษุนั้นจะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก
แต่หากภิกษุนั้นแพ้คดีความจะต้องอาบัติถุลลัจจัย (อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย) ถือเป็นอาบัติอย่างเบา เ
พราะที่ดินยังตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามเดิม
หนังสือดังกล่าวยังอธิบายการตัดสินว่าภิกษุถือเอาทรัพย์เช่นไรถึงจะต้องอาบัติ เช่นไรไม่ต้องอาบัติ
โดยหากพร้อมด้วยอาการ 5 อย่าง คือ
1. ทรัพย์ผู้อื่นหวงแหน
2. มีความสำคัญว่าทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน
3. ทรัพย์มีค่าได้ราคา 5มาสก (1 บาท) หรือเกินกว่า
4. มีไถยจิตปรากฎขึ้น (จิตคิดจะลัก) และ
5. ภิกษุทำทรัพย์นั้นให้เคลื่อนฐาน
ถ้าพร้อมด้วยอาการทั้ง 5 ดังกล่าว จะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก
ที่มา เดลินิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:00 น.
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/378403 http://www.dailynews.co.th/education/378403