'ดีแทค' สูญมาร์เก็ตแคปหมื่นล. ปันผลปี 58 จ่าย 'ต่ำสุด' รอบ 6ปี

กระทู้ข่าว

'ดีแทค' สูญมาร์เก็ตแคปหมื่นล. ปันผลปี 58 จ่าย 'ต่ำสุด' รอบ 6ปี
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

          หุ้น"ดีแทค" ร่วง 13.9% มาร์เก็ตแคปวูบ กว่า 10,000 ล้าน หลังบริษัทปรับลดนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% จากเดิมไม่ต่ำกว่า 80% ขณะที่เงินปันผลรวมปี 2558 อยู่ที่ 2.93 บาทต่อหุ้น ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2552 ด้านโบรกมองปันผลปี 2559 ลดลงต่อเนื่อง

          บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) DTAC ออกมาประกาศปรับนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็นไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่จ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 80% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายเป็นรายครึ่งปี เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ ดีแทคปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากระดับ 35.75 บาท มาอยู่ที่ 31 บาท หรือ ลดลง 13.2% เทียบจากราคาปิด ล่าสุด ณ วันที่ 5 ก.พ.2559

          การปรับตัวลงของหุ้นดีแทคในเวลา 3 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงไปเหลือ 73,402.14 ล้านบาท หรือลดลง 10,063.19 ล้านบาท จาก ณ วันที่ 3 ก.พ. ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 83,465.34 ล้านบาท

          สำหรับการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ในปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งยังเป็นไปตามนโยบายเดิม คือไม่ต่ำกว่า 80% ของกำไรสุทธิ โดยจ่าย ทั้งหมด 4 งวด รวมกันทั้งสิ้น 2.93 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 4.6% เทียบกับราคาหุ้นเฉลี่ยของปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 62.97 บาท

          ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลในปี 2558 ถือเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 2552 โดยระหว่างปี 2553-2557 ที่ผ่านมา บริษัทจ่ายเงินปันผลแต่ละปีที่ 3.21 บาท 17.84 บาท 5.06 บาท 3.72 บาท และ 6.91 บาท ตามลำดับ นางสาวพัชรินทร์ วัฒนาแก้วศรีเพ็ชร

          นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ยังเสี่ยงที่จะชะลอตัว แม้ว่าดีแทคจะมีคลื่นความถี่สำหรับให้บริการลูกค้าสูงถึง 50 เมกะเฮิรตซ์ ประกอบด้วย คลื่น 850 จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 1800 จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 2100 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ หากแต่คลื่นความถี่ 850

          และ 1800 จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในช่วงเดือน ก.ย. ปี 2561 ทำให้ในระยะ 3 ปีข้างหน้า บริษัทมีความเสี่ยงที่จะต้องลงทุนขนาดใหญ่ผ่านการประมูลคลื่นความถี่ใหม่

          ขณะที่ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ฝ่ายวิเคราะห์กังวลในแง่ของการแข่งขันที่อาจจะรุนแรง มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของผู้เล่น รายใหม่ ซึ่งทำให้อาจเกิดสงครามราคา นอกจากนี้บริษัทยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวอีก ได้แก่ ต้นทุนค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น จากการลงทุนบนสัมปทานเดิม ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่มีโอกาสเพิ่มสูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม

          ดังนั้นในเบื้องต้นคาดว่ากำไรปี 2559 จะชะลอตัวลง 65% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรต่อหุ้นที่ 0.88 บาท หากแต่กำไรในงบเดี่ยวคาดว่าจะสูงกว่างบรวม ทำให้เงินปันผลจ่ายปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.68 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี

          "ในปี 2559 มีแนวโน้มที่อัตราเงินปันผลตอบแทนของดีแทคจะลดลงเหลือประมาณ 2-3% จากเดิมเคยจ่ายที่ระดับ 5% ซึ่งทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลงไปด้วย โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งคาดว่ารายได้ตามส่วนแบ่งการตลาดจะหายไปประมาณ 1% และต้นทุน

          ค่าเสื่อมจากการลงทุนในโครงข่ายสัมปทาน น่าจะสูงขึ้น เพราะสัญญาเหลืออายุ 3 ปี เท่านั้น"

          ด้านบล.บัวหลวง เปิดเผยว่า จากการที่ดีแทคเปลี่ยนนโยบายการจ่ายเงินปันผลซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป เพื่อที่จะกันเงินบางส่วนไว้สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ในครั้งต่อไป ดังนั้นเพื่อให้สมมติฐานของเราเป็นไปในเชิงอนุรักษนิยมมากขึ้น เราจึงทำการปรับลดสมมติฐานของเราสำหรับอัตราการจ่ายเงินปันผลของงบรวมจากเดิม 90% เหลือ 60% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ณ ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 3% สำหรับในปี 2559 ซึ่งถือว่าไม่น่าสนใจอีกต่อไป

          ประมาณการเงินปันผลต่อหุ้นอ้างอิง จากประมาณกำไรสุทธิปี 2559 ใหม่ซึ่งเราปรับลดลงไปอีก 22% เหลือ 4,350 ล้านบาท สะท้อนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานทั่วไปที่เพิ่มสูงขึ้น

แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 (หน้า 6)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่