กับดักรายย่อย ตอนที่ 2: ข้อจำกัดในกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์

ปกติเราคงได้ยินคำพูดที่ว่า "อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล" กันอยู่บ่อยๆ ใช่มั้ยครับ และเราก็เชื่อว่าเราเป็นคนมีเหตุมีผลกันใช่มั้ยครับ

แล้วคุณคิดว่าในกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์นั้น "อารมณ์" กับ "เหตุผล" สิ่งไหนมีอิทธิพลมากกว่ากันครับ?
บางคนอาจจะตอบว่าเหตุผล และบางคนอาจจะตอบว่าอารมณ์ ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้องทั้งคู่ครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนที่เรากำลังตัดสินใจ

ในภาวะที่อารมณ์เรารุนแรง อารมณ์จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรามากกว่า (ลองนึกถึงตอนคนโกรธจัดๆ ดูนะครับ เวลาแบบนั้นคงคุยกันด้วยเหตุผลยากแล้วถูกมั้ยครับ) ขณะที่ตอนที่อารมณ์เราไม่รุนแรง เหตุผลก็มีอิทธิพลมากกว่า

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักประเมินกันผิด ก็คือความสามารถในการควบคุมการตัดสินใจของตนเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเชื่อมั่นว่า จะสามารถควบคุมเหตุผลให้อยู่เหนืออารมณ์และควบคุมการตัดสินใจของตนเองได้ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่กลายเป็น จุดอ่อนทางจิตวิทยา ที่ทำให้รายย่อยถูกเล่นงานได้ง่ายๆ ครับ

เพราะความจริงแล้ว มนุษย์เราไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของตัวเองได้ระดับนั้นครับ (มีการทดลองทางจิตวิทยามาแล้วครับที่ Berkeley) และถ้าเราควบคุมตัวเองได้ขนาดนั้นจริง คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่มานั่งเสียดายกันทีหลังว่า "ตอนนั้นชั้นเคาะซื้อ/ขายไปได้ยังไง"



แต่อย่าพึ่งมองอารมณ์เป็นผู้ร้ายนะครับ จริงๆ อารมณ์กับเหตุผลทำงานประสานกันในกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ครับ เพราะในแต่ละวันเราต้องทำการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ตั้งมากมาย และทางเลือกที่มีให้เลือกก็มีนับไม่ถ้วนครับ อารมณ์จึงมาทำหน้าที่แบ่งเบาภาระของระบบเหตุผลครับ โดยการช่วยจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกต่างๆ ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ

ยกตัวอย่างเช่นการตัดสินใจซื้อหุ้น ถ้าเราใช้ระบบเหตุผลอย่างเดียว เราก็ต้องเอาหุ้นทั้ง 500 ตัวในตลาดมานั่งวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียทีละตัว กว่าจะตัดสินใจได้ก็คงใช้เวลาเป็นวัน (ในผู้ป่วยทางสมองที่สูญเสียระบบอารมณ์ไป แค่การตัดสินใจง่ายๆ ว่าจะเลือกนัดกับหมอวันไหนดีก็กินเวลาเป็นชั่วโมงได้ครับ) ส่วนถ้าใช้ระบบอารมณ์อย่างเดียว เราก็อาจจะเลือกซื้อหุ้นบริษัท MAO มาดื้อๆ เลย (ใช้เวลาไม่เกิน 2 วินาที) เวลามีคนถามว่าทำไมซื้อตัวนี้ เราก็จะตอบง่ายๆ เลยว่า "ก็ชั้นชอบหุ้นตัวนี้นี่"

ถึงตรงนี้เราจะเริ่มเห็นว่าทั้งเหตุผลและอารมณ์ต่างก็ดีกันคนละแบบ แล้วอารมณ์กลายมาเป็นจุดอ่อนในระบบการตัดสินใจของคนเราได้ยังไง?

สาเหตุมันก็อยู่ที่ว่า อารมณ์ช่วยให้การตัดสินใจเราดีขึ้นและเร็วขึ้นโดยการสร้าง bias ให้กับทางเลือกแต่ละทางครับ เช่น ถ้าเราจะเลือกร้านอาหาร แล้วเรามี bias ว่า "เราชอบราเมน" การตัดสินใจเราก็ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับอีกคนที่ตอบว่า "ชั้นกินอะไรก็ได้" ซึ่งในสถานการณ์ส่วนใหญ่ มันก็เป็นระบบที่ดีครับ

แต่ในสถานการณ์ส่วนน้อยที่ไม่ปกติ เช่น ตอนที่เรากลัวมากๆ อารมณ์ก็จะ bias ทำให้ choice ที่เป็นด้าน negative มีน้ำหนักมาก หรือตอนที่เราโลภมากๆ อารมณ์ก็จะ bias ทำให้ choice ที่เป็นด้าน positive มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน (ชักเริ่มคุ้นๆ กับเหตุการณ์ทำนองนี้มั้ยครับ)

ดังนั้น ตอนเราโลภอยากซื้อหุ้น มองไปทางไหนเราก็เลยเห็นแต่แง่ดีของหุ้นตัวนั้นไปซะหมด และตอนเรากลัว มองยังไงก็เลยเห็นแต่ด้านร้ายๆ ของหุ้นตัวนั้น อิทธิพลตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้เราเกิดการตัดสินใจซื้อหุ้นได้ ทั้งๆ ที่ราคามันแพงมากแล้ว และทำให้เราเกิดการตัดสินใจขายได้ ทั้งที่ราคามันเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้ว

มันก็เลยมาสู่คำถามถัดมาว่า แล้วเราจะทำยังไงดี ถึงจะเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์พวกนี้เกิดขึ้นกับเรา?

อันนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เพราะการทำงานของอารมณ์นั้นอยู่ที่ระดับ จิตใต้สำนึก ซึ่งจนถึงตอนนี้ทั้ง brain science และ psychology ก็ยังทำความเข้าใจเรื่องจิตใต้สำนึกได้ไม่ละเอียดพอครับ คำตอบที่ได้เลยเป็นเรื่องของเทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละคนมากกว่า ส่วนจากประสบการณ์ของผม สิ่งที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์โลภและกลัวของเรามากที่สุด ก็คือ "ราคา" และ "ข่าว" ครับ

ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการเฝ้าหน้าจอครับ เพราะ ticker ที่กระพริบๆ เนี่ย เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ชั้นดีเลยครับ (ยกเว้นคุณทำอาชีพ trader จริงๆ อันนั้นเค้าได้รับการฝึกฝนจน beyond อารมณ์โลภกับกลัวไปแล้วครับ ห้ามเลียนแบบ) และจากบทความคราวก่อน น่าจะพอเห็นนะครับ ว่าราคาเนี่ยมัน manipulate กันได้ไม่ยาก (ถ้าทำไม่นานนะ) ดังนั้นในหลายๆ ครั้ง พวกรายใหญ่เค้าก็เลยใช้ราคาเนี่ยล่ะครับเป็นตัวปั่นอารมณ์รายย่อยอย่างพวกเรา การที่เราจ้องที่ราคาอย่างเดียวเลยทำให้เราตกเป็นเหยื่อได้ง่ายครับ

ปกติผมจะ plan การตัดสินใจล่วงหน้าไว้ก่อนตอนช่วงตลาดปิดครับ (ปิดทางตัวเองไม่ให้สามารถ take action อะไรได้ไปเลยครับ) แล้วตอนตลาดเปิดค่อยมาดูเป็นระยะๆ ว่ามันเข้าข่ายที่เราวางแผนไว้ว่าจะซื้อ/ขาย รึเปล่า ซึ่งก็ช่วยลดเรื่อง bias ไปได้เยอะครับ เพราะเราคิดเผื่อสถานการณ์มาหลายๆ แบบไว้แล้ว

ส่วนข่าวก็อย่าไปฟังมากครับ ฟังหูไว้หู เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข่าวที่เราอ่านเนี่ยเค้ามีใบสั่งมาให้เขียนมารึเปล่า ปกติผมอ่านผมจะพยายามจับแต่ fact ครับ พวก opinion เนี่ยฟังๆ ไว้เป็นข้อมูล แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ รอ cross check กับข้อมูลจาก source อื่นๆ เพิ่มเติม เพราะพวก opinion นี่ก็เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ชั้นดีเหมือนกันครับ

เขียนไปเขียนมายาวอีกแล้วแฮะ ไว้อาทิตย์หน้าค่อยมาต่อเรื่องพวกนี้อีกทีแล้วกันนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  หุ้น เศรษฐศาสตร์ ตลาดหลักทรัพย์ การลงทุน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่