รีวิว 13 Hours : หนัง(นั่ง)นาน ที่แอ็คชั่นจัดเต็มแบบดีงามช่วงปลาย



เรื่อง : 13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi (2016)
ประเภท : แอ๊คชั่น / ดราม่า / เขย่าขวัญ
ผู้กำกับ : Michael Bay
ความยาว : 145 นาที
นักแสดงนำ :
Mitchell Zuckoff
John Krasinski
James Badge Dale
Pablo Schreiber
David Denman
Dominic Fumusa    
Max Martini

สวัสดีเพื่อนๆชาวพันทิปทุกท่านครับ ก่อนจะเขียนบทวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องนี้ ผมขอรีวิวลงในบทความนี้ก่อนเพื่อไม่ให้ผิดสูตรการ รีวิว
ตามแบบฉบับของผม ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ความยาวของหนังเป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจอย่างมาก สำหรับใครที่อาจเอียนความยืดยาดของฉากแอ็คชั่นตามแบบฉบับของ ป๋าเบย์ ซึ่งทำกับเราไว้อย่างเจ็บแสบใน TF ภาคหลังๆ ซึ่งล่าสุด ยังคงกลืนน้ำลายตัวเอง สร้างภาคต่อไป ทั้งๆที่เคยประกาศเอาไว้ว่าจะไม่สร้าง TF ภาคต่ออีก เอาเป็นว่าฟังป๋าแก หูไว้หู ละกันนะครับบบ

เรามาเริ่มกันดีกว่า สำหรับอภิมหา รีวิว เรื่องนี้...

ปฐมบท : ปูพื้นฐานประวัติศาสตร์ 13Hours

เหตุการณ์ที่ถูกยิบยกมาเล่าใน 13Hours คือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเบงกาซี
หลักใหญ่ใจความอยู่ที่ การเสียชีวิตของ คริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำลิเบีย
จากเหตุโจมตีสถานกงสุลในเมืองเบงกาซี เมื่อวันอังคารที่ 11 กันยายน
มีข้อสันนิษฐานว่าทั้งหมดนั้น เกิดจากสาเหตุความโกรธแค้น จากตัวอย่างภาพยนตร์ลบหลู่ศาสดาศาสนาอิสลามที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบ
ในยุคที่ ลิเบีย กำลังสร้างรัฐใหม่หลังการหมดอำนาจลงไปของจอมเผด็จการ กัดดาฟี

เหตุการณ์นี้ นับเป็นการสูญเสียเอกอัครราชทูตสหรัฐคนแรกจากการถูกสังหารในรอบกว่า 30 ปี
ซึ่งท่านเป็นนักการทูตที่เข้าไปทำงานร่วมกับฝ่ายกบฏเพื่อปลดปล่อยประชาชนจากระบอบเก่าตั้งแต่แรกเริ่ม
และสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงจากการปฏิวัติของกลุ่มเคร่งจารีตอิสลาม ในยุคหลัง "อาหรับปริง"

ภาวะใน ลิเบีย ก่อรูปร่างความรุนแรงมาตั้งแต่ ยุคโค่นล้มอำนาจ กัดาฟี กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มมีการจัดองค์กรเพื่อป้องศาสนา
บางกลุ่มก่อตัวจากแก๊งอาชญากรรม และ กลุ่มศาสนานิยมเริ่มเปลี่ยนโฉมตัวเอง "เป็นสถาบันความมั่นคง" ที่มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือ ลิเบีย

ประกอบกับความอ่อนแอของรัฐบาลใน "ตริโปลี" ที่ประกาศไม่ขอเสี่ยงต่อสู้ หรือ ต่อต้าน กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มมุสลิมอนุรักษ์สุดขั้ว "ซาลาฟี"
และนั่นทำให้กลุ่มซาลาฟีเหิมเกริม บ้าอำนาจ โจมตีทั้งสถานกงสุล และโจมตีสำนักงานกาชาดสากลหลายแห่งในลิเบีย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เกิดจากนโยบายต่างประเทศที่ล้มเหวเป็นสาเหตุหลักของอเมริกาด้วยครับ...


บทที่ 1 ความยาวนานในครึ่งแรก!! : เค้าปัญหา และพายุที่กำลังมาถึง...


หนังพาเราไปรู้จักกับทีม เจ้าหน้าที่ลับกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่หน่วยนาวิกโยธิน หรือกำลังพลของ กองทัพแห่งสหรัฐโดยตรง
แต่เป็นกลุ่มกองกำลังรักอารักขา แบบรับจ้าง รับเงินค่าจ้าง และทำงานแบบถวายชีวิต เอาตัวเข้าแลก เพื่อเป้าหมายในการจ้าง
เหตุการณ์ใน ลิเบีย ได้ถูกส่อเค้าของปัญหา หนังพาเราไปรับรู้กับ บรรยากาศแห่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ฝากชีวิตไว้กับใครไม่ได้
คนในพื้นที่พร้อมจะจับอาวุธ และหันมาเป็นปฏิปักษ์กับ อเมริกาอยู่เสมอ
มีหน่วยสอดแนม กองกำลังติดอาวุธ และ กลุ่มต่อต้านแบบยิบย่อยที่กระจายตัวอยู่ทั่ว เบงกาซี
อารมณ์หนัง ในช่วงต้น ชวนอึดอัด และเนิบนาบพอสมควร เพราะมีการปูพื้น มีดราม่า มีบทสนทนา เพื่อให้เราได้รู้ความจำเป็น ที่มาที่ไป
สถานการณ์ที่บับบังคับ ของแต่ละฝ่ายเสียก่อน ซึ่งก็จะเน้นหนักไปที่ หน่วยลับตัวเป้งของเรา ทั้ง 6 คน
สำหรับคนที่รำคาญความยาวนานนี้ อาจตัดใจคิดไปว่า มันน่าเบื่อเอามากๆ ซึ่งก็จริงครับ ผมเห็นด้วย
หากตัดความดราม่าออกไป เอาให้เห็นพื้นฐาน เราก็รับรู้กันโดยทั่วไป ถึงสถาวะความจำเป็น และความทรมานจากการห่างครอบครัวของเหล่าทหารที่เสียสละตัวเองอยู่นอกแผ่นดินแม่ของ อเมริกา อยู่แล้วว่า เป็นอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตาม จะตัดไปแบบฉับๆ เลย ก็ดูจะไม่เข้าท่า เพราะเนื้อหาบางส่วนก็สำคัญกับสถานการณ์ระอุเดือดในช่วงครึ่งหลัง
ซึ่งทำให้เรารู้ว่า เพราะอะไร และทำไม ถึงมีการตัดสินใจแบบนี้เกิดขึ้น และความผิดพลาดทั้งหมด มาจากใคร...

บทที่ 2 ครึ่งหลัง Part1 : ปฏิบัติการทำลายเสถียรภาพสหรัฐ


เหตุการณ์ปะทะยิบย่อยในหนัง มีมากมายจนเกินจะกล่าวได้หมด ในบทรีวิวนี้ ไว้ไปต่อในบทวิเคราะห์นะครับ...
สถานการณ์แววของพายุใหญ่ได้ส่งผลแบบฉับพลัน ในครึ่งหลัง ของยกที่ 1 เป็นการปะทะแบบสายฟ้าแลบ ซึ่งแน่นอนว่า คงมีการเตรียมการมาอย่างดี
เหตุการณ์ปะทะนี้ กินระยะเวลาประมาณ 15 - 30 นาที ในหนัง เป็นการตัดสลับและเน้นหนักไปที่ การหลบหนี การวางแผน และปฏิบัติการกู้ภัย
ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน กับเวลา การตัดสินใจ และภาวะความเป็นผู้นำ การตัดต่อของหนัง ทำได้ดีในระดับหนึ่ง
เพราะบางเหตุการณ์ยังไม่ปะติด หรือสัมพันธ์กัน และหายไปแบบ งงๆ ทำให้ต่อมอยากรู้ อยากเห็น อยากดู สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่อ่านเอาได้ในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้น แต่ก็หายไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้อารมณ์ขาดช่วงลุ้นไปนิดหนึ่ง ฉาการปะทะ เป็นไปในแบบเรื่อยๆ ยังไม่ล้างผลาญ
มโหฬารตามแบบฉบับป๋าเบย์ เท่าไหร่นัก อาจเพราะด้วยอาวุธและการฌโจมตี ยังไม่เอื้อให้พินาศได้ขนาดนั้น...

บทที่ 3 ครึ่งหลัง Part 2 : มหกรรมพายุกระสุนตามสูตรป๋า!! และการสนทนาภาษาทหาร


ในครึ่งหลัง Part 2 นี้ เราจะได้โยกตัวไปมา กับการลุ้นพายุกระสุนที่สัดใส่กัน และในขณะเดียวกัน ก็จะเห็นการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง
ของเหล่านักแสดงนำแบบจัดเต็ม อารมณ์ ความรู้สึก คำพูด และการสั่งการ ทำให้เราเชื่อว่า กำลังดูปฏิบัติการทหารแบบสมจริงบนจอ
ต้องยกคามดีความชอบให้การออกแบบ โลเคชั่น ทั้งฐานที่มั่น และการโจมจีของกลุ่มติดอาวุธ มีความแตกต่างในเรื่องกำลัง
แต่สามารถเอาชนะกันได้ ในเรื่ืองยุทธวิธี ซึ่งตรงนี้ ผมจะไปบอกแบบละเอียดๆอีกทีในกระทู้วิเคราะห์นะครับ
สรุปโดยรวมแล้ว ภาคหลังนี้ เป็นการคืนกำไร ให้กับคนดู หลังจากต้องนั่งแช่อิ่มมากว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็ได้ซัดกันนัวเสียที
มีฉากเด็ดๆ วาทะแจ่มๆ รวมไปถึง ภาพการสู้รบแบบสมจริง  Night Vision สวยๆ  ภาพสโลโมชั่น แบบได้ฟีลลิ่งของหนังสงคราม
ทำให้ช่วยดึงคะแนนซึ่งเสียไปกับครึ่งแรกมาได้มากพอสมควร การตัดภาพความโกลาหล หารประสานงาน และการสั่งการ นับเป็นจุดเด่นของช่วงครึ่งหลัง
แต่แน่นอน ประโยชน์ทั้งหมด ก็ต้องยกให้ หัวกระสุน หัวรบ ระเบิด และการแสดงแบบเน้นพลังของ เหล่าทหารลับทั้ง 6 นาย
ดราม่าความเป็นเพื่อน การให้กำลังใจกันและกัน ระหว่างพักรบ ต้องบอกว่าแบกความคาดหวังเอาไว้ได้อย่างที่ไม่ทำให้ผิดหวังจนเกินไปนักครับ...



บทสรุป

ผมให้คะแนน 13Hours  3.5 / 5 คะแนน
ตัดคะแนนความยาวของหนังที่สามารถตัดให้กระชับลงได้มากกว่านี้
และการตัดต่อภาพ การวางบทในครึ่งหลัง Part1 และ 2
ที่ไม่สื่อสารให้ครบทุกมุมอย่างที่หวัง ยังไม่เห็นมิติของกลุ่มต่อต้าน หรือ การวางแผนใดๆของฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งจะทำให้หนังมีมิติมากขึ้น และกลุ่มติดอาวุธไม่ใช่เพียงแค่เป้ากระสุน เดินเข้ามาตายๆไปเฉยๆ


เอาละครับ ถึงตรงนี้ ถ้าใครชอบหนังยาวๆ หนังสงคราม หนังยุทธวิธี และการตัดสินใจ ก็เป็นอันว่าไม่ผิดหวังครับ
และถ้าศรัทธาในตัว ป๋าเบย์ ยังเหลือๆ ก็ต้องลองพิสูจน์กันดูซักตั้ง กับความยาวของหนัง 2 ชั่วโมง 25 นาที แบบนี้!!
แต่ถ้าใครอยากเก็บพื้นที่เมมสมอง ไว้กับเรื่องอื่นๆในวันพฤหัสที่จะมาถึง ก็ไม่เป็นปัญหาครับ
เพราะโดยส่วนตัว ยังไม่ใช่หนังที่ผมดูแล้วรู้สึกว่า "ห้ามพลาด" ครับ

แล้วพบกันใหม่ ในบทความต่อไปของผมนะครับ ยิ้ม
ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน การกด+ จนได้ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำ
ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่ร่วมกดแสดงความรู้สึก ทุกคอมเม้นที่ให้กำลังใจ คำชมที่ส่งมาให้กันในหลายๆกระทู้นะครับ...




- C r e a t e d   B y   E n d C r e d i t M a n -

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่