กสทช.จับมือธปท.ดูแล'พรีเพด' ตั้งกรรมการร่วมคุ้มครองลูกค้า 80 ล้านรายระบบเติมเงิน
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
"กสทช." เจรจากับแบงก์ชาติเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับดูแล เผยลูกค้า 80 ล้านราย หากเติมเงินวันละ 50 บาท จะมีเงินที่เข้าไปอยู่ในซิมรวมเฉลี่ย 400 ล้านบาทต่อวัน หวังเข้าไปกำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะการเติมเงินเข้าระบบเท่านั้น ชี้ที่ต้องเร่งเครื่องตอนนี้เหตุกลางปีแนวโน้มผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงถึง 50-60%
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รับผิดชอบสายงานกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายในสัปดาห์นี้ กสทช. จะเจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อกำกับดูแลเมื่อลูกค้าระบบเติมเงิน (พรีเพด) ได้เติมเงินเข้าไปในระบบ เนื่องจากว่าในขณะนี้บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการแจกเครื่องฟรี และเครื่องรุ่นที่แจกส่วนใหญ่เป็นระบบโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน จากปริมาณผู้ใช้มีเพียง 10% กลางปี 2559 ปริมาณเครื่องจะอยู่ที่ 50-60%
เหตุผลที่ กสทช. และ ธปท. เจรจาร่วมกันเนื่องจากในปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการชำระค่าสินค้าและบริการ เช่นการชำระค่าบริการบนรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น ซึ่งแนวโน้มการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบสมาร์ทโฟนต่อไปจะเป็นกระเป๋าเงินแทนเงินสด ดังนั้น กฎหมายของ พ.ร.บ.กสทช ระบุไว้ชัดเจนว่าในเรื่องของกิจการโทรคมนาคม กสทช.ต้องเข้าไปดูแลทั้งหมด
"คำถามเดิมให้ เอไอเอส-ดีแทค และ ทรู อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.(สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์), กสทช.และ แบงก์ชาติ ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคหากเกิดความเสียหายจากการใช้เงินที่อยู่ในซิมและชำระค่าสินค้าและบริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่"
นายก่อกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโมบาย เพย์เมนต์ ในประเทศไทยอยู่ภายในกรอบการดูแลของ ธปท. ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ในส่วนของบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด โดยจะเน้นเรื่องธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินของธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันนวัตกรรมทางการเงินและการใช้ช่องทางของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการให้บริการมีรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น มีการเติมเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ รวมทั้งเปลี่ยนจากเงินในซิมเป็นแต้มเพื่อแลกซื้อสินค้า ซึ่งในแต่ละวันจะมีประชาชนเติมเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมาก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินกว่า 80 ล้านเบอร์ หากมีการเติมเงินซิมละ 50 บาท เท่ากับจะมีเงินที่เข้าไปอยู่ในซิมรวมทั้งสิ้นวันละ 400 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคต จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. และสำนักงาน กสทช. จึงหารือร่วมกันมาโดยตลอด เพื่อเตรียมความพร้อมของการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆนี้
"ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แข่งขันให้บริการมากขึ้น เพราะปัจจุบันคนไม่ได้เติมเงินในโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้โทรศัพท์อย่างเดียวอีกต่อไป การเติมเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจำนวนและความถี่ในการเติมเงินจะมีนัยสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเข้ามาดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค นี่คือความปลอดภัยของผู้บริโภคที่สำนักงาน กสทช. กำลังสร้างขึ้น โดยเป็นการต่อยอดจากงานลงทะเบียนซิมซึ่งปัจจุบันสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้ว และส่งผลให้สำนักงาน กสทช. สามารถยกระดับการดำเนินงานในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในเรื่องเงินในซิม และการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้อย่างดี และถือเป็นรากฐานในการพัฒนาไปสู่ยุค digital economy" นายก่อกิจ กล่าว
แหล่งข่าว
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559 (หน้า 24)
กสทช. จับมือ ธปท. ดูแล 'พรีเพด' ตั้งกรรมการร่วมคุ้มครองลูกค้า 80 ล้านรายระบบเติมเงิน
กสทช.จับมือธปท.ดูแล'พรีเพด' ตั้งกรรมการร่วมคุ้มครองลูกค้า 80 ล้านรายระบบเติมเงิน
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
"กสทช." เจรจากับแบงก์ชาติเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับดูแล เผยลูกค้า 80 ล้านราย หากเติมเงินวันละ 50 บาท จะมีเงินที่เข้าไปอยู่ในซิมรวมเฉลี่ย 400 ล้านบาทต่อวัน หวังเข้าไปกำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะการเติมเงินเข้าระบบเท่านั้น ชี้ที่ต้องเร่งเครื่องตอนนี้เหตุกลางปีแนวโน้มผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงถึง 50-60%
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รับผิดชอบสายงานกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายในสัปดาห์นี้ กสทช. จะเจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อกำกับดูแลเมื่อลูกค้าระบบเติมเงิน (พรีเพด) ได้เติมเงินเข้าไปในระบบ เนื่องจากว่าในขณะนี้บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการแจกเครื่องฟรี และเครื่องรุ่นที่แจกส่วนใหญ่เป็นระบบโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน จากปริมาณผู้ใช้มีเพียง 10% กลางปี 2559 ปริมาณเครื่องจะอยู่ที่ 50-60%
เหตุผลที่ กสทช. และ ธปท. เจรจาร่วมกันเนื่องจากในปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการชำระค่าสินค้าและบริการ เช่นการชำระค่าบริการบนรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น ซึ่งแนวโน้มการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบสมาร์ทโฟนต่อไปจะเป็นกระเป๋าเงินแทนเงินสด ดังนั้น กฎหมายของ พ.ร.บ.กสทช ระบุไว้ชัดเจนว่าในเรื่องของกิจการโทรคมนาคม กสทช.ต้องเข้าไปดูแลทั้งหมด
"คำถามเดิมให้ เอไอเอส-ดีแทค และ ทรู อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.(สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์), กสทช.และ แบงก์ชาติ ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคหากเกิดความเสียหายจากการใช้เงินที่อยู่ในซิมและชำระค่าสินค้าและบริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่"
นายก่อกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโมบาย เพย์เมนต์ ในประเทศไทยอยู่ภายในกรอบการดูแลของ ธปท. ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ในส่วนของบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด โดยจะเน้นเรื่องธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินของธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันนวัตกรรมทางการเงินและการใช้ช่องทางของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการให้บริการมีรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น มีการเติมเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ รวมทั้งเปลี่ยนจากเงินในซิมเป็นแต้มเพื่อแลกซื้อสินค้า ซึ่งในแต่ละวันจะมีประชาชนเติมเงินในซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมาก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินกว่า 80 ล้านเบอร์ หากมีการเติมเงินซิมละ 50 บาท เท่ากับจะมีเงินที่เข้าไปอยู่ในซิมรวมทั้งสิ้นวันละ 400 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคต จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท. และสำนักงาน กสทช. จึงหารือร่วมกันมาโดยตลอด เพื่อเตรียมความพร้อมของการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆนี้
"ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แข่งขันให้บริการมากขึ้น เพราะปัจจุบันคนไม่ได้เติมเงินในโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้โทรศัพท์อย่างเดียวอีกต่อไป การเติมเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจำนวนและความถี่ในการเติมเงินจะมีนัยสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเข้ามาดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค นี่คือความปลอดภัยของผู้บริโภคที่สำนักงาน กสทช. กำลังสร้างขึ้น โดยเป็นการต่อยอดจากงานลงทะเบียนซิมซึ่งปัจจุบันสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้ว และส่งผลให้สำนักงาน กสทช. สามารถยกระดับการดำเนินงานในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในเรื่องเงินในซิม และการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้อย่างดี และถือเป็นรากฐานในการพัฒนาไปสู่ยุค digital economy" นายก่อกิจ กล่าว
แหล่งข่าว
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559 (หน้า 24)