'ทีโอที' เร่งปรับโครงสร้างกำลังคนทำใจขาดทุน 2ปี ลุยลดต้นทุนดึง 'คลื่น-เสา' หารายได้
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
ดีล "ทีโอที-เอไอเอส" ภายเรือในอ่าง หลังต้องรอส่งร่างสัญญาให้อัยการตรวจ ขณะที่ คนร.ขอให้ปรับแผนฟื้นฟูเพิ่มการบริหารความเสี่ยงแยกทีละโครงการ ตั้งเป้ากำไรปี'61 เดินหน้าพัฒนาคลื่น 2300 ดันรายได้ฟิกซ์บรอดแบนด์เพิ่ม
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กำลังเร่งส่งร่างสัญญาพันธมิตรธุรกิจ 3G 2100 MHz กับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ซึ่งเป็นสัญญาชั่วคราว 6 เดือน ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยพยายามจะให้ลงนามได้ใน 1 เดือน ระหว่างรอการยกร่างสัญญาพันธมิตรที่จะผูกพันถึงปี 2568 โดยตามข้อตกลง เอไอเอสจะลงทุนเพิ่มให้มีสถานีฐาน 15,000 แห่งทั่วประเทศ และทีโอทีเป็น ผู้เช่าก่อนนำความจุมาขายต่อให้เอไอเอส และเร่งเจรจากับแจส โมบายฯ ที่จะมาเช่าเสาโทรคมนาคม เพื่อหารายได้เพิ่มอีกทาง
ด้านแผนฟื้นฟูกิจการ ทางคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณา แนะนำให้ปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงเพิ่มโดยวิเคราะห์แยกแต่ละโครงการว่าหากสำเร็จหรือไม่จะกระทบอย่างไร มีแผนใดสำรอง
"แผนที่ส่ง คนร.ทีโอทีจะมีกำไรปี 2561 แต่ผลขาดทุนใน 2 ปีนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง แต่คงขาดทุนมากพอสมควร เพราะต้องลงทุนบางส่วนเพิ่ม ปัญหาที่จะกระทบกระแสเงินสดก็ยังอยู่ เชื่อว่าการลงนามเป็นพันธมิตรกับเอไอเอส รวมถึงการแก้ปัญหา ข้อพิพาทเสาโทรคมนาคมที่จะให้จบเดือนนี้จะช่วยฟื้นได้"
เรื่องการแก้ปัญหาข้อพิพาทเสาสัมปทาน เบื้องต้นจะยังไม่ใช้การตั้งบริษัทร่วมทุน เพราะอาจปิดโอกาสโอเปอเรเตอร์รายอื่น
"ในช่วงแรกถ้าทรัพย์สินกลับมาเป็นของทีโอที ก็จะให้คู่สัญญากลับมาจ่ายค่าเช่า ส่วนที่ว่างก็ให้คนอื่นมาเช่าได้ แต่ในอนาคตจะคุยกันว่าจะพัฒนาเป็นบริษัทร่วมทุน หรือกองทุนอินฟราสตรักเจอร์"
ขณะที่แผนธุรกิจของทีโอทีจากนี้ สัดส่วนรายได้ 50% จากโทรศัพท์พื้นฐานกับฟิกซ์บรอดแบนด์ 35-40% จากการใช้ทรัพย์สินโมบาย ซึ่งรวมทั้งคลื่น เสาส่งสัญญาณและสถานีฐาน ราว 10% มาจากโครงสร้างพื้นฐาน อย่างท่อร้อยสาย และอื่น ๆ โดยการใช้ทรัพยากรคลื่นจากนี้จะเน้นไปที่ 2300 MHz เพื่อนำไปให้บริการบรอดแบนด์ตามนโยบายรัฐบาล อีกส่วนนำมาให้บริการในเมือง ซึ่งจะเป็นส่วนที่หารายได้ให้ทีโอที ต้องบริหารแบนด์วิดท์ที่มีอยู่ 60 MHz จะใช้อย่างไรโดยอยู่ระหว่างทำแผนเพื่อเตรียมนำเข้าอุปกรณ์ติดตั้ง
"การปูพรมฟิกซ์บรอดแบนด์คลื่น 2300 MHz เป็นการนำร่องไปก่อน เมื่อใดพื้นที่มีศักยภาพในการใช้งานมากขึ้น ทีโอทีก็จะลากสายไฟเบอร์เข้าไป"
แม้การใช้คลื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่เร่งผลักดัน และยอมรับว่ายังมีปัญหาอุปสรรค ทั้งขาดเงินลงทุน และความไม่พร้อมในการเปิดใช้คลื่นใหม่ เพราะต้องเร่งสะสางปัญหาเดิมขององค์กรให้เสร็จก่อน ไม่พร้อมเปิดศึกใหม่ และเตรียมวางกรอบแนวคิดในการใช้คลื่นแต่ละย่านความถี่แล้ว
"ย่าน 1500 MHz น่าจะเป็นย่านแรก ๆ ที่นำมาใช้ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ กระทั่งเยอรมนีประมูลสำเร็จ แต่สิทธิ์ในคลื่นถึงปี 2568 เป็นอุปสรรคสำหรับการคิด วางแผนลงทุน"
ขณะที่อีกรายได้ที่ตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตคือ รายได้จากกองทุนท่อร้อยสายโทรคมนาคมที่บอร์ดอนุมัติในหลักการแล้ว แต่ต้องรอให้ทาง ครม.และ ก.ล.ต.อนุมัติก่อน ซึ่งมีต้นแบบจากการตั้งกองทุน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปสิ้นปีนี้น่าจะเริ่มขายกองทุนได้ โดยรายได้ในส่วนนี้น่าจะเข้ามาปีละหลักร้อยล้านบาท
"สิ่งที่น่าหนักใจ คือ ต้นทุนบุคลากรที่สูงกว่ารายอื่น สิ่งที่ต้องทำคือหาทางเพิ่มรายได้ ผลักดันให้คนหารายได้ โดยมีตัว ชี้วัดด้านรายได้ให้พนักงานทุกระดับ"
ดังนั้น จึงจะมีแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างที่ คนร.กำหนดมา โดยย้ายกำลังคน เพื่อสร้างความชัดเจนในการบริหารจัดการ ลดการทับซ้อนของงาน เพิ่มศักยภาพ รวมถึงรายได้ และแผนเออร์ลี่รีไทร์ที่จะต้องให้เสร็จภายในกลางปีนี้
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559 (หน้า 29)
'ทีโอที' เร่งปรับโครงสร้างกำลังคนทำใจขาดทุน 2ปี ลุยลดต้นทุนดึง 'คลื่น-เสา' หารายได้
'ทีโอที' เร่งปรับโครงสร้างกำลังคนทำใจขาดทุน 2ปี ลุยลดต้นทุนดึง 'คลื่น-เสา' หารายได้
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
ดีล "ทีโอที-เอไอเอส" ภายเรือในอ่าง หลังต้องรอส่งร่างสัญญาให้อัยการตรวจ ขณะที่ คนร.ขอให้ปรับแผนฟื้นฟูเพิ่มการบริหารความเสี่ยงแยกทีละโครงการ ตั้งเป้ากำไรปี'61 เดินหน้าพัฒนาคลื่น 2300 ดันรายได้ฟิกซ์บรอดแบนด์เพิ่ม
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กำลังเร่งส่งร่างสัญญาพันธมิตรธุรกิจ 3G 2100 MHz กับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ซึ่งเป็นสัญญาชั่วคราว 6 เดือน ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยพยายามจะให้ลงนามได้ใน 1 เดือน ระหว่างรอการยกร่างสัญญาพันธมิตรที่จะผูกพันถึงปี 2568 โดยตามข้อตกลง เอไอเอสจะลงทุนเพิ่มให้มีสถานีฐาน 15,000 แห่งทั่วประเทศ และทีโอทีเป็น ผู้เช่าก่อนนำความจุมาขายต่อให้เอไอเอส และเร่งเจรจากับแจส โมบายฯ ที่จะมาเช่าเสาโทรคมนาคม เพื่อหารายได้เพิ่มอีกทาง
ด้านแผนฟื้นฟูกิจการ ทางคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณา แนะนำให้ปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงเพิ่มโดยวิเคราะห์แยกแต่ละโครงการว่าหากสำเร็จหรือไม่จะกระทบอย่างไร มีแผนใดสำรอง
"แผนที่ส่ง คนร.ทีโอทีจะมีกำไรปี 2561 แต่ผลขาดทุนใน 2 ปีนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง แต่คงขาดทุนมากพอสมควร เพราะต้องลงทุนบางส่วนเพิ่ม ปัญหาที่จะกระทบกระแสเงินสดก็ยังอยู่ เชื่อว่าการลงนามเป็นพันธมิตรกับเอไอเอส รวมถึงการแก้ปัญหา ข้อพิพาทเสาโทรคมนาคมที่จะให้จบเดือนนี้จะช่วยฟื้นได้"
เรื่องการแก้ปัญหาข้อพิพาทเสาสัมปทาน เบื้องต้นจะยังไม่ใช้การตั้งบริษัทร่วมทุน เพราะอาจปิดโอกาสโอเปอเรเตอร์รายอื่น
"ในช่วงแรกถ้าทรัพย์สินกลับมาเป็นของทีโอที ก็จะให้คู่สัญญากลับมาจ่ายค่าเช่า ส่วนที่ว่างก็ให้คนอื่นมาเช่าได้ แต่ในอนาคตจะคุยกันว่าจะพัฒนาเป็นบริษัทร่วมทุน หรือกองทุนอินฟราสตรักเจอร์"
ขณะที่แผนธุรกิจของทีโอทีจากนี้ สัดส่วนรายได้ 50% จากโทรศัพท์พื้นฐานกับฟิกซ์บรอดแบนด์ 35-40% จากการใช้ทรัพย์สินโมบาย ซึ่งรวมทั้งคลื่น เสาส่งสัญญาณและสถานีฐาน ราว 10% มาจากโครงสร้างพื้นฐาน อย่างท่อร้อยสาย และอื่น ๆ โดยการใช้ทรัพยากรคลื่นจากนี้จะเน้นไปที่ 2300 MHz เพื่อนำไปให้บริการบรอดแบนด์ตามนโยบายรัฐบาล อีกส่วนนำมาให้บริการในเมือง ซึ่งจะเป็นส่วนที่หารายได้ให้ทีโอที ต้องบริหารแบนด์วิดท์ที่มีอยู่ 60 MHz จะใช้อย่างไรโดยอยู่ระหว่างทำแผนเพื่อเตรียมนำเข้าอุปกรณ์ติดตั้ง
"การปูพรมฟิกซ์บรอดแบนด์คลื่น 2300 MHz เป็นการนำร่องไปก่อน เมื่อใดพื้นที่มีศักยภาพในการใช้งานมากขึ้น ทีโอทีก็จะลากสายไฟเบอร์เข้าไป"
แม้การใช้คลื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่เร่งผลักดัน และยอมรับว่ายังมีปัญหาอุปสรรค ทั้งขาดเงินลงทุน และความไม่พร้อมในการเปิดใช้คลื่นใหม่ เพราะต้องเร่งสะสางปัญหาเดิมขององค์กรให้เสร็จก่อน ไม่พร้อมเปิดศึกใหม่ และเตรียมวางกรอบแนวคิดในการใช้คลื่นแต่ละย่านความถี่แล้ว
"ย่าน 1500 MHz น่าจะเป็นย่านแรก ๆ ที่นำมาใช้ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ กระทั่งเยอรมนีประมูลสำเร็จ แต่สิทธิ์ในคลื่นถึงปี 2568 เป็นอุปสรรคสำหรับการคิด วางแผนลงทุน"
ขณะที่อีกรายได้ที่ตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตคือ รายได้จากกองทุนท่อร้อยสายโทรคมนาคมที่บอร์ดอนุมัติในหลักการแล้ว แต่ต้องรอให้ทาง ครม.และ ก.ล.ต.อนุมัติก่อน ซึ่งมีต้นแบบจากการตั้งกองทุน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปสิ้นปีนี้น่าจะเริ่มขายกองทุนได้ โดยรายได้ในส่วนนี้น่าจะเข้ามาปีละหลักร้อยล้านบาท
"สิ่งที่น่าหนักใจ คือ ต้นทุนบุคลากรที่สูงกว่ารายอื่น สิ่งที่ต้องทำคือหาทางเพิ่มรายได้ ผลักดันให้คนหารายได้ โดยมีตัว ชี้วัดด้านรายได้ให้พนักงานทุกระดับ"
ดังนั้น จึงจะมีแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างที่ คนร.กำหนดมา โดยย้ายกำลังคน เพื่อสร้างความชัดเจนในการบริหารจัดการ ลดการทับซ้อนของงาน เพิ่มศักยภาพ รวมถึงรายได้ และแผนเออร์ลี่รีไทร์ที่จะต้องให้เสร็จภายในกลางปีนี้
แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559 (หน้า 29)