ช่วงนี้เราได้ยินข่าวบ่อยๆว่าราคายางพาราตกต่ำอย่างมากจนชาวสวนยางเดือดร้อน ถ้าหากลองดูราคายางพาราย้อนหลังก็จะพบว่าราคายางพาราไทยเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 174.44 บาทต่อกิโลกรัมเลยครับ จากนั้นราคาก็เป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
สำหรับหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับยางพาราโดยตรงก็คือ TRUBB และ STA ที่ราคาเป็นขาลงมานานตามราคายางต้องจับตาว่าหากราคายางฟื้นตัวก็อาจจะผลักดันราคาหุ้นสองตัวนี้ด้วยเช่นกัน ส่วน TASCO ต้องจับตาว่านโยบายภาครัฐที่จะนำยางพารามาผสมกับยางมะตอยเพื่อสร้างถนน จะเพิ่มปริมาณความต้องการยางพาราได้มากน้อยเพียงใด
และสาเหตุที่ราคายางพาราตกต่ำขนาดนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะ
1. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั่วโลก นำโดยราคาน้ำมัน ทำให้ยางพาราซึ่งเป็น Soft Commodity (สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเกษตร) ตกต่ำไปด้วย
2. เศรษฐกิจโลกที่เติบโตลดลง โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างจีน ทำให้ความต้องการยางพารามาใช้ในอุตสาหกรรมลดลง โดยเฉพาะยางรถยนต์ ราคายางจึงตกต่ำ
3. เกิดสวนยางใหม่ขึ้นมามากในช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นครับ โดยในไทยเองก็มีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี การมีสต๊อกยางพาราจำนวนมากแต่ความต้องการน้อย จึงทำให้ราคาตกต่ำลง
4. เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำวัตถุดิบอื่นที่ไม่ใช่ยางมาผลิตสินค้ามากขึ้น
แต่ถ้ามองอีกมุม ก็ยังมีโอกาสที่ราคายางจะปรับตัวขึ้นได้อยู่ครับ ถ้า..
1. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะน้ำมัน ที่จะผลักดันให้ราคายางพาราฟื้นตัว ซึ่งอาจเกิดจากความต้องการจริงหรือภาวะอากาศที่ผิดปกติจนเพาะปลูกไม่ได้
2.เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีนมีการฟื้นตัว จะทำให้เกิดความต้องการยางพารามากขึ้น ราคาจะดีขึ้นตาม
3.พื้นที่ปลูกยางทั่วโลกจะต้องลดลงเพื่อไม่ให้เกิดซัพพลายใหม่เข้ามาในตลาดอีกหรือเกิดภาวะความต้องการยางพาราอย่างฉับพลัน การที่มีดีมานด์และซัพพลายของยางพาราที่สมดุลจะทำให้ราคามีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในอนาคต
4.นโยบายพยุงราคาหรือแทรกแซงตลาดของภาครัฐก็มีส่วนผลักดันราคายางให้ฟื้นตัวในระยะสั้นได้เช่นกัน
และแม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก แต่โอกาสที่ราคายางจะปรับตัวขึ้นได้ ก็ยังต้องติดตามราคาในตลาด "TOCOM" ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายยางพาราที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ คงต้องติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ทำไม ราคายางพาราถึงตกต่ำ (ขนาดนี้)
สำหรับหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับยางพาราโดยตรงก็คือ TRUBB และ STA ที่ราคาเป็นขาลงมานานตามราคายางต้องจับตาว่าหากราคายางฟื้นตัวก็อาจจะผลักดันราคาหุ้นสองตัวนี้ด้วยเช่นกัน ส่วน TASCO ต้องจับตาว่านโยบายภาครัฐที่จะนำยางพารามาผสมกับยางมะตอยเพื่อสร้างถนน จะเพิ่มปริมาณความต้องการยางพาราได้มากน้อยเพียงใด
และสาเหตุที่ราคายางพาราตกต่ำขนาดนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะ
1. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั่วโลก นำโดยราคาน้ำมัน ทำให้ยางพาราซึ่งเป็น Soft Commodity (สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเกษตร) ตกต่ำไปด้วย
2. เศรษฐกิจโลกที่เติบโตลดลง โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างจีน ทำให้ความต้องการยางพารามาใช้ในอุตสาหกรรมลดลง โดยเฉพาะยางรถยนต์ ราคายางจึงตกต่ำ
3. เกิดสวนยางใหม่ขึ้นมามากในช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นครับ โดยในไทยเองก็มีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี การมีสต๊อกยางพาราจำนวนมากแต่ความต้องการน้อย จึงทำให้ราคาตกต่ำลง
4. เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำวัตถุดิบอื่นที่ไม่ใช่ยางมาผลิตสินค้ามากขึ้น
แต่ถ้ามองอีกมุม ก็ยังมีโอกาสที่ราคายางจะปรับตัวขึ้นได้อยู่ครับ ถ้า..
1. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะน้ำมัน ที่จะผลักดันให้ราคายางพาราฟื้นตัว ซึ่งอาจเกิดจากความต้องการจริงหรือภาวะอากาศที่ผิดปกติจนเพาะปลูกไม่ได้
2.เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีนมีการฟื้นตัว จะทำให้เกิดความต้องการยางพารามากขึ้น ราคาจะดีขึ้นตาม
3.พื้นที่ปลูกยางทั่วโลกจะต้องลดลงเพื่อไม่ให้เกิดซัพพลายใหม่เข้ามาในตลาดอีกหรือเกิดภาวะความต้องการยางพาราอย่างฉับพลัน การที่มีดีมานด์และซัพพลายของยางพาราที่สมดุลจะทำให้ราคามีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในอนาคต
4.นโยบายพยุงราคาหรือแทรกแซงตลาดของภาครัฐก็มีส่วนผลักดันราคายางให้ฟื้นตัวในระยะสั้นได้เช่นกัน
และแม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก แต่โอกาสที่ราคายางจะปรับตัวขึ้นได้ ก็ยังต้องติดตามราคาในตลาด "TOCOM" ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายยางพาราที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ คงต้องติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป