เรื่องเล่าของทอมมิน



นี่เป็นเรื่องของเรากับแฟนที่ได้อุปการะน้องหมามาเลี้ยงนะคะ เราชื่อเฟิน ส่วนแฟนเราชื่อนัท

โพสนี้อาจจะยาวไปซักหน่อย แต่อยากเขียนเก็บไว้เพราะมันเป็นประสบการณ์และความทรงจำอันมีค่าที่เรา 2 คนจะไม่มีวันลืม เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 59 เราได้มีโอกาสรับเลี้ยงลูกหมาตัวนึง ลูกหมาตัวนี้เราตั้งชื่อว่าทอมมิน (เอามาจากซีรี่ย์ Game of Thrones: Tommen Lannister) ทอมมินเป็นลูกหมาสีขาว น่าจะเป็นลูกผสมระหว่างพ่อซึ่งเป็นลาบลาดอร์กับแม่ซึ่งเป็นหมาไทย ทอมมินตัวใหญ่กว่าพี่น้องตัวอื่นๆ หน้าสั้น เหมือนพ่อมากกว่าแม่ เรียกได้ว่าใครเห็นก็ต้องหลงรัก



ต้องขอออกตัวก่อนว่าเราไม่เคยเลี้ยงหมา ก่อนหน้านี้เคยโดนหลอกให้ซื้อหมาบางแก้วมา เลี้ยงได้ไม่กี่วันก็ต้องยกให้เค้าไปฟรีๆ เอาเป็นว่ามีประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการเลี้ยงหมา เราเลยไม่เคยเข้าใจว่าคนที่เค้าเลี้ยงหมาเหมือนลูก คุยงุ้งงิ้งกันทั้งวันนี่เค้าคิดอะไรอยู่ เราชอบสัตว์ แต่ไม่ใช่คนที่จะจุ๊บหมาหรือเอาหมาไปเล่นบนเตียง ผิดกับนัทที่เป็นคนรักหมาเอามากๆ เห็นแล้วต้องเข้าไปจับไปจูบ ทนไม่ได้เวลาเห็นหมา พูดกับหมาเหมือนสื่อสารกันรู้เรื่อง โตขึ้นมาท่ามกลางฝูงหมาอย่างกับเมาคลีลูกหมาป่า นัทเป็นคนเจอทอมมิน พอเห็นก็หลงรักเลย ทอมมินนิ่งมาก นอนหลับขณะที่นัทเกาหูเกาพุงให้ เราลองเสี่ยงอุ้มทอมมินกลับบ้าน หวังว่าแม่เห็นแล้วจะสงสาร ยอมให้เก็บทอมมินไว้ เรารู้จักแม่ดีเลยรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แม่ไม่ค่อยชอบสัตว์ เล่นประเดี๋ยวประด๋าวน่ะได้ แต่จะให้เข้ามาอยู่ในบ้านเลยคงยาก ที่ไหนได้แม่กลับยอม บอกแล้วว่าทอมมินน่ารักมากๆ หน้าแมวน้ำมากๆ ขนาดแม่ยังใจอ่อน (ตอนหลังแม่มาเฉลยว่าที่ให้เลี้ยงนี่เพราะนัทล้วนๆ ถ้าเป็นเราขอไม่มีทางให้เด็ดขาด! ง่อออออ) เราดีใจกันมากๆ ตื่นเต้นจนตัวสั่น วันรุ่งขึ้นจึงพากันไปซื้อกรงและอุปกรณ์อื่นๆให้ทอมมิน ทอมมินมีเห็บหมัดเยอะมากเพราะนอนกับดิน กลางคืนก็โดนยุงรุมกัด เราจึงเอาผงแป้งกำจัดเห็บหมัดโรยให้แล้วเอาเห็บเอาหมัดออกทีละตัวจนหมด เราพยายามป้อนนมแต่ทอมมินไม่ยอมกิน ไปซื้อขวดนมมาชงให้ก็ไม่กิน เราเลยขับรถพาทอมมินไปหาหมอ สรุปว่าทอมมินต้องกินอาหารเปียก ระหว่างนั้นทอมมินมีอาการเหมือนพยายามจะขากเสลดและหายใจแรง หมอบอกว่าให้เลิกใช้พวกแป้ง เราตกใจมากเพราะที่ร้านบอกว่าไม่อันตราย เรากลัวทอมมินจะเผลอกินเข้าไป




เราสองคนผลัดกันกอดผลัดกันอุ้มทอมมินทั้งวัน นัทไม่ได้อ่านหนังสือ เราไม่ได้ทำการบ้าน ได้แต่อุ้มทอมมินแล้วก็โอ๋จนมันหลับ ทอมมินนอนเยอะมากๆ เรียกได้ว่านอน 80% ตื่น 20% แต่เราคิดว่าเป็นธรรมดาของหมาเด็กและคิดว่ามันคงจะ “เชื่อง” มากๆ จึงไม่ได้ใส่ใจ ในขณะที่กลางวันทอมมินจะนอนทั้งวัน กลางคืนฮีจะคึกมากๆ ร้องๆๆๆๆๆๆลั่นบ้าน พอพาไปหาแม่ก็หยุด เราพยายามให้ทอมมินได้กินนมแม่ต่อ แต่เดินตามก็แล้ว หลอกล่อก็แล้ว แม่หมาก็ไม่ยอมให้นม พี่ยามหน้าหมู่บ้านก็บอกต้องหักดิบ ซัก 2-3 วันมันคงจะเลิกร้องไปเอง คืนนั้นเราต้องทำใจแข็ง ปล่อยทอมมินให้ร้องทั้งคืน วันต่อมา เราพาทอมมินไปหาหมออีกเพราะทอมมินไม่ยอมถ่าย เรียกได้ว่าเราเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่เลยแหละ มันห่วงมันกังวลไปหมด นัทผู้รักหมาปานจะกลืนกินทุ่มเทกว่าเรามากๆ ในขณะที่เรานอนอุตุ คิดตลอดว่ามันไม่เวิร์คหรอก เราทำไม่ได้หรอก เอามันไปคืนเถอะนัทกลับทั้งยืนยันและยืนหยัดที่จะเลี้ยงทอมมินให้รอด นัทตื่นขึ้นมากลางคืนหลายรอบเพื่อโอ๋ทอมมิน นัทเป็นคนเอาทอมมินไปฉี่ไปอึ กำจัดเห็บหมัด ในขณะที่เรามีหน้าที่เตรียมอาหารและน้ำ เราแบ่งหน้าที่กันแบบนี้ แต่เราสองคนไม่มีใครเกี่ยงกันอุ้มทอมมินเลย นัทจะชอบอุ้มทอมมินนั่งแล้วเขย่าๆเบาๆจนกว่ามันจะหลับ เราจะชอบเอาทอมมินนอนบนพุง เล่นคอมไปก็ลูบขนมันไป อย่างที่บอกคือทอมมินนอนตลอดเวลา เวลาเราอุ้มนอนคว่ำ จู่ๆพอมันเมื่อยก็จะเปลี่ยนท่ามานอนหงาย (เป็นหมาที่ชอบนอนหงายเอามากๆ นอนเหมือนคนเลย) บางทีก็หันมานอนตะแคง เปลี่ยนท่าไปมาโดยไม่มีการเตือน บางทีก็ถีบพุงเรา มันไว้ใจเรามากๆ รู้ว่าเราจะไม่มีวันปล่อยมันตก เราเริ่มรักทอมมิน ตอนแรกก็ไม่ค่อยอยากกอดเพราะมันยังไม่ได้อาบน้ำ แต่ตอนนี้เรารักมันมากๆ อุ้มยกไปยกมาจนมันติดมือ วางปุ๊บมันก็ร้อง วางปุ๊บมันก็ร้อง เราชอบลูกหูมัน จับปุ่มนิ่มๆที่นิ้วเท้ามันเล่น ยอมรับว่ามีความสุขมากๆ เหมือนทอมมินมาเติมเต็มชีวิตเรา

คืนที่ 2 ทอมมินอ้อนเราเป็นพิเศษ นัทเอาทอมมินพาดบ่า ส่วนเราเอามันนอนตัก เราแกล้งทอมมินโดยการเอามันวางกับพื้น มันก็งัวๆเงียๆคลานกลับมา เราแกล้งมันอยู่ 4-5 ครั้ง แต่มันก็คลานกลับมาทุกครั้ง เราน่าจะรู้นะว่าทอมมินคงอยากกอดพวกเราให้มากที่สุด เราน่าจะรู้แต่เราก็ไม่รู้ คืนนั้นเรากล่อมทอมมินจนหลับแล้วแอบขึ้นไปนอน ตอนตี 3 ครึ่ง เราได้ยินเสียงทอมมินร้องเหมือนคืนก่อนหน้า แต่ไม่โหวกเหวกโวยวายเท่า เรายังแอบดีใจว่าทอมมินดื้อน้อยลง คงจะชินกับบ้านใหม่แล้ว หกโมงเช้านัทลงไปข้างล่างและพบว่าทอมมินตายแล้ว เรารีบขับรถไปหาหมอ รู้ทั้งรู้ว่ามันตายแล้ว แต่อีกใจนึงก็คิดว่ามันอาจแค่สลบ นัทกับเราร้องไห้หนักมาก เราหายใจไม่ออก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจริงๆ เรารู้ว่าทอมมินเหงือกซีด ไม่ค่อยแข็งแรง แต่เราไม่เคยคิดจริงๆว่ามันจะตาย...ว่าลูกเราจะตาย

ระหว่างทางเราเจ็บหัวใจมากๆ ไม่กล้ามองหน้าทอมมิน เรามองมันไม่ได้ อุ้มมันไม่ได้ เรากลัว เราไปหาหมอเพียงเพื่อจะฟังจากปากหมอว่าทอมมินไปแล้ว เราสองคนออกมายืนร้องไห้หน้าคลินิก เรากรีดร้องดังมาก เราอยากอ้วก เราทนไม่ได้ ทอมมินเริ่มตัวเย็นลง ความตายช่างน่าสะอิดสะเอียน วินาทีนึงทอมมินยังตัวอุ่นอยู่ในอ้อมแขนเรา หายใจเข้า หายใจออก ตอนนี้กลับตัวเย็นเฉียบ เราปรึกษากันว่าจะเอายังไง จะเอาทอมมินไปฝังที่ไหน เราอยากให้มันอยู่ในที่ดีๆ ที่ๆปลอดภัย เราเลยเอาทอมมินไปฝังไว้ที่วัดกระทุ่มเสือปลา วัดที่พวกเราชอบไปทำบุญกัน เราจ้างคนดูแล 200 บาทเพื่อขุดหลุม รู้สึกว่าเวลาช่างเดินช้าเหลือเกิน เรารู้สึกเหมือนทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องจริงเลย เราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เราไม่อยากจะเข้าใจ เราโทษตัวเอง ตีอกชกตัวที่ไม่ได้บอกลา โกรธที่ปล่อยให้มันตายเพียงลำพัง เสียงในหัวเราพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก “เพราะแกแหละ แกหลอกให้มันนอนหลับแล้วก็หนีขึ้นมานอน แกปล่อยให้มันร้องแล้วก็ทิ้งให้มันตาย เพราะแกๆๆๆๆ” หลุมของทอมมินอยู่ในบริเวณบ้านคนที่ทางวัดซื้อไว้ เรามองทอมมิน รู้ว่าต้องกอดมันเป็นครั้งสุดท้าย เรากอดทอมมินแนบอก กรีดร้องเหมือนจะขาดใจ ในใจพร่ำบอกตัวเอง “I cannot take this. This is too much. I cannot take this” เราปล่อยให้นัทหย่อนทอมมินลงหลุม เอาดอกไม้ที่เก็บมาวางลงไปแล้วกลบหน้าดิน

เรา 2 คนเดินโซซัดโซเซออกมา เกาะกุมกันไว้เพราะรู้สึกเหมือนใจจะขาด เหมือนส่วนหนึ่งของเราถูกฉีกกระชากออกไป 2 วันที่ทอมมินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรามันวิเศษมาก เราไม่อยากกลับบ้าน เราพยายามบอกตัวเองว่าต้องอยู่ต่อไป เราต้องสู้ แต่ทุกครั้งที่เราเผลอ...เราจะรู้สึกถึงน้ำหนักของทอมมินบนแขนของเรา ตอนเรากอดกัน ตอนทอมมินอ้อน ตอนทอมมินร้องหา (ทอมมินฉลาดมากๆ เวลาปวดฉี่มันจะร้องบอกให้พาออกไปข้างนอก ไม่เคยฉี่เรี่ยราดเลย จะร้องบอกทุกครั้ง) เรากินบุฟเฟ่ต์กันเพื่อให้ลืม เพื่อปรนเปรอตัวเอง คิดว่าอาหารดีๆจะพาเราออกมาจากความเศร้า แต่เมื่อเรากิน เรากลับอยากอ้วก เราเห็นแต่หน้าทอมมิน หลุมฝังศพของทอมมิน จินตนาการว่ามันเน่าเปื่อยอยู่ใต้ผืนดินแข็งๆ เราตกลงว่าจะไปดูหนัง แต่เรากลับกอดกันร้องไห้อยู่ในโรง เราพยายามยิ้มแต่น้ำตามันกลับไม่หยุดไหล เราพยายามพูดถึงช่วงเวลาดีๆที่อยู่กับทอมมิน แต่เรากลับยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง เพราะเรารู้ รู้อยู่เต็มอกว่าจะไม่มีทอมมินอยู่ในชีวิตเราอีกต่อไปแล้ว จบสิ้นกันแล้ว เรารู้สึกทรมานใจ ทรมานมากๆ ก่อนหน้านี้เราเคยเลี้ยงปลา แฮมสเตอร์และสัตว์เล็กอื่นๆ แต่ไม่มีการตายครั้งไหนจะบีบคั้นและเจ็บปวดเท่าครั้งนี้ มันอาจฟังดูตลกที่เราจะ “รู้สึก”มากเหลือเกินกับลูกหมาที่เพื่งเจอกันได้แค่ 2 วัน แต่เรารู้สึกเหมือนทอมมินเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา นี่เป็นการ “จากตาย”ครั้งแรกในชีวิตเรา และเรารู้ว่ามันจะหลอกหลอนเราไปตลอดชีวิต วันนี้เราตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนทุกครั้ง บางทีมันก็เจ็บปวดมากๆจนเราต้องตะโกนออกมา ความเศร้ากัดกินเรา เรารู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า เหมือนเราเป็นโรคที่ไม่มีวันรักษาให้หาย เราเห็นภาพตัวเองขุดหลุมฝังศพทอมมินอย่างบ้าคลั่ง เราอยากกอดทอมมินอีกครั้ง แต่เรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เรายอมรับว่าห่วงมันมากๆ มันเป็นแค่หมาเด็กเอง ไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ มันจะไปเกิดรึยัง มันจะรู้รึยังว่ามันตายแล้ว... เราเริ่มพึ่งไสยศาสตร์ เราเข้าพันทิพ หาหมอดูที่จะช่วยเราสื่อสารกับทอมมิน หมอดูคนนี้บอกว่าช่วยดูให้ได้และคิดแค่ร้อยเดียว ถามได้ 3 คำถาม ผลออกมาคือ เค้าบอกว่าทอมมินยังไม่ได้ไปเกิดเพราะติดอะไรบางอย่าง แต่จะไปเร็วๆนี้ เค้าบอกว่าบุญที่เราทำให้ทอมมินไปถึงทอมมินแล้ว และทอมมินมีความสุขมากๆตลอดเวลาที่อยู่กับเรา (ดูตามไพ่ที่ขึ้น) เรายังไม่สบายใจ เรื่องแบบนี้ใครก็พูดได้ เราจะรู้ได้ยังไงว่าหมอดูไม่ได้มั่ว ทอมมินก็ตายไปแล้ว เราพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย เรารู้สึกว่าเรายังไม่อยากยอมแพ้ อยากพยายามจะหาหมอดูคนอื่นๆ เราคิดๆๆอยู่ตลอดว่า สิ่งที่ทอมมิน “ติด” อยู่...มันคืออะไร เวลา 4 โมงครึ่ง เราคิดถึงทอมมินจนทนไม่ไหวเลยชวนนัทออกไปหาลูกหมาตัวอื่นๆที่ยังไม่มีคนเอาไปเลี้ยง เราคิดว่าถ้าได้ลูบได้จับลูกหมาตัวอื่นๆ เราคงจะคลายคิดถึงทอมมินได้บ้าง เราอุ้มลูกหมาสีขาวอีกตัวมาเล่น มันคล้ายๆทอมมินแต่น่ารักน้อยกว่า เราเรียกมันว่า แจ๊ค แจ๊คยอมให้เราอุ้ม มันไม่ได้หลับแต่มองหน้าเรา เราคิดถึงทอมมินจับใจ เพราะเรารู้... รู้ว่าลูกหมาตัวไหนก็แทนที่ทอมมินไม่ได้ เราวางแจ๊คลงแล้วเดินกลับบ้าน เหลือลูกหมาทั้งหมด 3 ตัว แจ็คและลูกหมาตัวเมียอีก 2 ตัว (เราแอบตั้งชื่อว่าซินดี้กับลูน่า)



ระหว่างเดินกลับบ้าน เราเจอป้าแอนท์ เพื่อนบ้านที่เจอกันโดยบังเอิญตอนมาเล่นกับลูกหมา (บังเอิญมากๆเพราะบ้านป้าแกอยู่เกือบท้ายซอย ดันออกมาเจอกันพอดี) ป้าปลอบใจเรา บอกว่าไม่ใช่ความผิดเรา บอกเราว่ามันป่วยอยู่แล้ว เราพยักหน้าหงึกหงัก ความรู้สึกผิดเกาะเต็มหัวใจ ในใจมีแต่คำว่าตาย ตาย ตาย ทอมมินตายแล้ว ป้าแอนท์หยุดคุยแล้ววิ่งไปดูลูน่า (ตัวสีน้ำตาล)เพราะมันกำลังจะลงมาที่ถนน เรากำลังจะเข้าบ้านรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่นัทเดินตามป้าไป เราเลยเดินไปด้วย ขณะที่กำลังจะกลับ นัทก้มลงไปดูลูกหมาตัวอื่นๆ ตาก็หันไปเจอกับแจ็ค ลูกหมาสีขาวที่เราเพื่งอุ้มเล่นเมื่อกี๊ แจ็คกำลังชักกะตุก นัทร้องเสียงดัง พยายามดึงมันออกมาจากใต้ป้ายหมู่บ้าน (แม่หมามาคลอดไว้ตรงนั้น) นัทปั้มหัวใจ แจ็คลืมตาตื่นขึ้นมาชั่วอึดใจก่อนจะล้มลงไปอีก เราสองคนรีบขับรถพามันไปหาหมอ เราตะโกน “อย่าตายนะๆ” ไปตลอดทาง พยายามเขย่าตัวแจ็คไปด้วย ในใจได้แต่คิด“Don’t die on me. Don’t die on me. Please, not another death.” มันเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจมาก หมาเราตาย เราช่วยมันไม่ทัน 2 วันต่อมา เราออกมาอุ้มลูกหมา ลูกหมาตัวนั้นก็ตายในอ้อมกอดเรา หมอส่องกล้อง ปั้มหัวใจ ลิ้นแจ๊คซีดมาก และมันหยุดหายใจไปแล้ว เรามาไม่ทัน อีกครั้งที่เราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวแจ๊คยังอุ่นอยู่แต่ตามันกลับเลื่อนลอย พยาบาลห่อแจ๊คให้เรา เรารู้สึกแย่มาก เหมือนเค้ากำลังห่อชิ้นเนื้ออะไรซักอย่าง ไม่ใช่ลูกหมา เราอุ้มแจ๊คขึ้นรถ ตัดสินใจว่าจะเอามันไปฝังไว้กับทอมมิน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่