ปัจจุบันเราจะได้ยินสำนวน หรือวลีทางการเมืองของท่านผู้นำบ่อย ๆ ว่า “จะปฏิรูป” ซึ่งฟังแล้วรู้สึกว่าท่านมีภูมิรู้จริง ๆ (แค่รู้สึกนะ) วันนี้เลยจะมายกกรณีศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ไร้ผล ของอาณาจักรจีนช่วงปี ค.ศ. ๑๐๐๐
อาณาจักรจงกั๋วปี ค.ศ. ๑๐๔๓
หวังอันสือเข้ารับตำแหน่งทางราชการไม่นาน ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปแบบใหม่ โดยเสนอให้เร่งสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ ปรับปรุงระเบียบข้อกำหนดทางกฎหมาย และให้บริหารจัดการระบบการคลังใหม่ แนวคิดของหวังอันสือแม้ว่าจะเป็นที่ชื่นชมอย่างมากในหมู่ชนชั้นปกครองและปัญญาชน แต่องค์จักรพรรดิไม่อนุญาตให้ดำเนินการ
จวบจนถึงปี ค.ศ. ๑๐๖๓ จักรพรรดิในยุคนั้นล้มป่วยสิ้นพระชนม์ลง ซ่งอิงจงขึ้นครองราชย์ต่อมาพระนามว่า จักรพรรดิซ่งเสินจง (ค.ศ. ๑๐๖๗ - ๑๐๗๕) จึงได้เริ่มนำโครงการปฏิรูปของหวังอันสือมาปรับใช้ โดยโครงการปฏิรูปของหวังอันสือที่นักปกครองในยุคนี้นำมาใช้ ได้แก่
๑) ปฏิรูประบบเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยวางมาตรการควบคุมสินค้า ให้รัฐบาลซื้อผลผลิตในพื้นที่ที่มีผลิตผลมาก แล้วนำผลผลิตที่รัฐซื้อนั้นไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลนเพื่อไม่ให้พ่อค้าผูกขาดสินค้า
๒) ออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการรีดดอกเบี้ยจากนายทุนเงินกู้หน้าเลือด
๓) วางมาตรการประเมินที่ดินใหม่ในการจัดเก็บภาษี โดยการจัดอันดับคุณภาพที่ดินเป็นขั้น ๆ และประเมินการเก็บภาษีจากผลผลิตที่สามารถผลิตได้ในแต่ปี
๔) แก้ปัญหารายจ่ายมหาศาลในกองทัพโดยนำระบบ “เป่าเจี๋ย” มาใช้คือ ให้ครอบครัว ๑๐ ครอบครัวจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครได้ ๑ หน่วย เมื่อว่างจากการเกษตรก็ให้ซ้อมรบ นอกจากนี้ หวังอันสือยังมองการไกลถึงเรื่องทหารม้าที่ยังอ่อนแอ จึงให้ชาวนาเลี้ยงม้าที่รัฐจัดให้ครอบครัวละหนึ่งตัว และฝึกให้มีการรบบนหลังม้าด้วย
๕) พัฒนาด้านการศึกษา โดยเพิ่มโรงเรียนของรัฐบาลให้มากขึ้นเพื่อแข่งขันกับโรงเรียนเอกชน
มาตรการปฏิรูปที่หวังอันสือ ดำเนินการนั้นมุ่งหวังให้เศรษฐกิจภายในอาณาจักรพัฒนาไปเป็นลำดับ ๆ กินผลระยะยาว แล้วประชาชนทุกกลุ่มชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้กลับทำลายผลประโยชน์ของขุนนางส่วนใหญ่ในระบบราชการ, เจ้าหน้าที่, พ่อค้า และนายทุนเงินกู้ ทำให้กลุ่มผู้อิทธิพลเหล่านี้ต่างพากันคัดค้านโครงการนี้
หลังจักรพรรดิซ่งเสินจงสิ้น (ค.ศ. ๑๐๘๕) โอรสวัยสิบขวบขึ้นครองราชย์ต่อพระนามว่าซ่งเจ๋อจง (ค.ศ. ๑๐๘๕ - ๑๑๐๐) มีเกาไทเฮาเป็นที่ปรึกษาราชกิจ ซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบเก่า ไม่นานนักกลุ่มปฏิรูปของหวังอันสือก็ถูกขับไล่ออกจากศูนย์กลางอำนาจ พร้อมกับยกเลิกนโยบายในการปฏิรูปทั้งหมด
เมื่อบุคคลกลุ่มนี้ได้เข้ามามีอำนาจในระบบราชการ ก็เริ่มออกกฎระเบียบใหม่เพื่อให้เอื้อประโยชน์แก่การโกงกินและการขยายอำนาจในหมู่พรรคพวกเดียวกัน อันนำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบราชการ เป็นเหตุให้ราษฎรทยอยลุกฮือขึ้นก่อการต่อต้านราชสำนักในลำดับต่อมา
การปฏิรูปที่ไร้ผล
อาณาจักรจงกั๋วปี ค.ศ. ๑๐๔๓
หวังอันสือเข้ารับตำแหน่งทางราชการไม่นาน ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปแบบใหม่ โดยเสนอให้เร่งสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ ปรับปรุงระเบียบข้อกำหนดทางกฎหมาย และให้บริหารจัดการระบบการคลังใหม่ แนวคิดของหวังอันสือแม้ว่าจะเป็นที่ชื่นชมอย่างมากในหมู่ชนชั้นปกครองและปัญญาชน แต่องค์จักรพรรดิไม่อนุญาตให้ดำเนินการ
จวบจนถึงปี ค.ศ. ๑๐๖๓ จักรพรรดิในยุคนั้นล้มป่วยสิ้นพระชนม์ลง ซ่งอิงจงขึ้นครองราชย์ต่อมาพระนามว่า จักรพรรดิซ่งเสินจง (ค.ศ. ๑๐๖๗ - ๑๐๗๕) จึงได้เริ่มนำโครงการปฏิรูปของหวังอันสือมาปรับใช้ โดยโครงการปฏิรูปของหวังอันสือที่นักปกครองในยุคนี้นำมาใช้ ได้แก่
๑) ปฏิรูประบบเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยวางมาตรการควบคุมสินค้า ให้รัฐบาลซื้อผลผลิตในพื้นที่ที่มีผลิตผลมาก แล้วนำผลผลิตที่รัฐซื้อนั้นไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลนเพื่อไม่ให้พ่อค้าผูกขาดสินค้า
๒) ออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการรีดดอกเบี้ยจากนายทุนเงินกู้หน้าเลือด
๓) วางมาตรการประเมินที่ดินใหม่ในการจัดเก็บภาษี โดยการจัดอันดับคุณภาพที่ดินเป็นขั้น ๆ และประเมินการเก็บภาษีจากผลผลิตที่สามารถผลิตได้ในแต่ปี
๔) แก้ปัญหารายจ่ายมหาศาลในกองทัพโดยนำระบบ “เป่าเจี๋ย” มาใช้คือ ให้ครอบครัว ๑๐ ครอบครัวจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครได้ ๑ หน่วย เมื่อว่างจากการเกษตรก็ให้ซ้อมรบ นอกจากนี้ หวังอันสือยังมองการไกลถึงเรื่องทหารม้าที่ยังอ่อนแอ จึงให้ชาวนาเลี้ยงม้าที่รัฐจัดให้ครอบครัวละหนึ่งตัว และฝึกให้มีการรบบนหลังม้าด้วย
๕) พัฒนาด้านการศึกษา โดยเพิ่มโรงเรียนของรัฐบาลให้มากขึ้นเพื่อแข่งขันกับโรงเรียนเอกชน
มาตรการปฏิรูปที่หวังอันสือ ดำเนินการนั้นมุ่งหวังให้เศรษฐกิจภายในอาณาจักรพัฒนาไปเป็นลำดับ ๆ กินผลระยะยาว แล้วประชาชนทุกกลุ่มชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้กลับทำลายผลประโยชน์ของขุนนางส่วนใหญ่ในระบบราชการ, เจ้าหน้าที่, พ่อค้า และนายทุนเงินกู้ ทำให้กลุ่มผู้อิทธิพลเหล่านี้ต่างพากันคัดค้านโครงการนี้
หลังจักรพรรดิซ่งเสินจงสิ้น (ค.ศ. ๑๐๘๕) โอรสวัยสิบขวบขึ้นครองราชย์ต่อพระนามว่าซ่งเจ๋อจง (ค.ศ. ๑๐๘๕ - ๑๑๐๐) มีเกาไทเฮาเป็นที่ปรึกษาราชกิจ ซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบเก่า ไม่นานนักกลุ่มปฏิรูปของหวังอันสือก็ถูกขับไล่ออกจากศูนย์กลางอำนาจ พร้อมกับยกเลิกนโยบายในการปฏิรูปทั้งหมด
เมื่อบุคคลกลุ่มนี้ได้เข้ามามีอำนาจในระบบราชการ ก็เริ่มออกกฎระเบียบใหม่เพื่อให้เอื้อประโยชน์แก่การโกงกินและการขยายอำนาจในหมู่พรรคพวกเดียวกัน อันนำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบราชการ เป็นเหตุให้ราษฎรทยอยลุกฮือขึ้นก่อการต่อต้านราชสำนักในลำดับต่อมา