ความเห็นเชิงคำถามโง่ๆของผมว่าไทยจะก้าวขึ้นระดับเอเชียได้ยังไง ตามความรู้สึกของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการบริหารกีฬา

กระทู้สนทนา
ออกตัวก่อนว่าเป็นความเห็นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับการฝึกหรือเทรนนิ่งเกี่ยวกับกีฬาอะไรทั้งสิ้นนะครับ แต่ผมคิดว่าข้อ 1 กับ ข้อ 3 สำคัญที่สุด (หรือว่าจริงๆ เค้าก็ทำกันอยู่ แต่ศักยภาพผู้เล่นของเรามีขีดจำกันแค่นี้  แต่ผมว่าคนเรามันเกิดมันมีมือตีนเท่ากัน  จะทำให้ต่างกันก็คือการฝึกฝนและความมุ่งมั่นเท่านั้น)
    ถ้าสิ่งที่ผมกำลังเสนอหรือตั้งคำถามต่อไปนี้ยังไม่ได้ ผมว่าเราต้องรออีกนานครับกว่าจะ up level ได้


สำหรับคนปกติทั่วไป

คนปกติทั่วไปที่เกิดมามีทักษะไม่ต่างกัน การฝึกฝนอย่างหนักจะเป็นตัววัดว่าใครเก่งกว่าไม่เก่งกว่า
1.    ความสูง ความหนา ความแข็งแกร่ง ความเร็ว (ญี่ปุ่นเค้าแก้ปัญหาได้แล้ว)
-    วิทยาศาสตร์การกีฬา การกินการเทรนนิ่ง
-    ผู้เล่นที่มีร่างการอย่างน้อยเฉลี่ย 175 ก็ยังดี มีสูงมั่งเตี้ยมั่ง แต่กี่ปีก็ยังเห็นตัวเล็กอยู่ตลอด มีผู้เล่นให้เหมาะแต่ละตำแหน่งเพื่อเอาให้สกัดบอลแย่งบอลมั่ง ซึ่งร่างกายที่ดีมันก็คือโอกาสในการครองบอลที่ดีเหมือนกัน
-    สิ่งที่เห็นถึงแม้เราจะเก่งเท่ากันหรือมากกว่า แต่เมื่อเจอร่างกายที่เสียเปรียบมันก็ทำให้ดร๊อปลง (เก่งเล็กยังไงก็ไม่สุ้เก่งใหญ่) ยกเว้นที่แบบความสามารถเฉพาะตัวดีจริงๆ
-    อีก 5 – 15 ปีคุณจะหาคนแบบนี้ได้ใหม (ตอนนี้ฝันให้มันน้อยๆ ผมว่าอีกประมาณนี้เราถึงจะระดับเอเชียได้)
2.    เทคนิคต่างๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่โคชน่าจะรุ้เหมือนกันหมด (ญี่ปุ่นเค้าทำได้แล้ว)
-     เค้าฝึกันแบบไหน ยังไง อันนี้มันเรียนรู้กันไม่ยาก ศึกษาดูงาน วิธีการต่างๆ จากทีมชั้นนำของโลก คิดว่าทั่วโลกก็คงรู้วิธีเหมือนกัน ไม่ต่างกันหรอก (เรื่องเทคนิคคงไม่สำคัญมากเท่าข้อที่ 3)
3.    การฝึกฝน เราฝึกหนัก หรือเอาเป็นเอาตายกับมันเหมือนกับคนที่เราแข่งแล้วแพ้เค้าหรือยัง? (คิดว่าญี่ปุ่นก็ทำได้แล้ว)
-    ความมุ่งมั่น ความขยัน การฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย เรามีเหมือนพวกเกาหลี ญี่ปุ่น หรือทีมฝรั่งเก่งใหม ? ทักษะต่างๆ ไม่ว่าบอล ดนตรี และอื่นๆ ถ้าอย่างเก่งมันต้องฝึกๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างนักดนตรีเก่งๆ บางคนเค้าฝึกวันล่ะ 5 – 10 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ถ้าเราอยากเก่งกว่าเราก็ต้องฝึกหนักกว่า (ผมเชื่อว่าโดยนิสัยคนญี่ปุ่น เกาหลี เค้ามีเกินร้อย แม้กระทั่งฝรั่ง ส่วนคนไทยอันนี้ไม่รุ้ครับ )
-    ฝึกให้หนักอาจะลองดูสถิติการเลี้ยงลูกไปกับบอลว่าเค้าไปได้เร็วแค่ไหน ทำมัยคุณวิ่งไม่ทัน แล้วมาฝึกเลี้ยงลูกไปกับบอลให้มันเร็วเท่าเค้าหรือเร็วกว่า แล้วเวลาเราวิ่งไล่บอลจะเห็นว่าวิ่งไม่ค่อยไทย ดังนั้นถ้าไม่เอาสถิติมาวัดแล้วทำให้ได้ ไปแข่งจริงๆ ก็จะมีผลไม่ต่างกัน  (ไม่รู้เค้ามีระบบวัน KPI ของนักกีฬาฟุตบอลแบบไหน ? อย่างว่ายน้ำจักรยานหรือวิ่ง เค้าจับเวลา แค่นี้ก็แทบจะรุ้ได้แล้วว่าแข่งจริงจะชนะไม่ชนะ ถ้าไม่พิดพลาดอะไร)

สำหรับคนที่ Born to be
-    สำคัญมากที่เราจะเฟ้นหาคนเหล่านี้ ที่มีพรสวรรค์เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นๆ ผมว่าเรื่องบางเรื่องฝึกให้ตายก็จะไม่เท่าคนที่เกิดมาแล้วมีพรสวรรค์อย่างพวก ศิลปหรือกีฬา แน่นอนคนที่ฝึกก็อาจมีอาชีพเลี้ยงตัวไปได้แต่ในโลกนี้จะมี ดีเอโก้ได้ซักคน หรือดนตรีมันจะมีไมเคิล แจ๊คสันได้กี่คน คนพวกนี้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้
-    คนที่มีพรสรรค์ อาจใช้เวลาหรือการฝึกฝนแค่ 50 % ของคนที่ปกติทั่วไปก็อาจเก่งเท่าแล้ว แต่ถ้าฝึกเท่าๆ กับคนปกติทั่วไปอันนี้แน่นอนผมเชื่อว่าเก่งกว่าแน่นอน  
-    เมื่อก่อนอาจจะหาคนแบบนี้ยากเพราะเค้ามาเล่นกีฬากัน คนรุ่นก่อนถ้าบอกพ่อแม่ว่าจะเป็นนักกีฬา หรือนักดนตรี โดนด่ากระเจิง คนเก่งๆ  Born to be หรือคนอาจไปเรียนหมอเรียนวิศวกัน แต่เดียวนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วน่าจะง่ายกว่าเดิม เงินเดือนนักบอลก็หลายแสนไม่ปวดหัวมากเหมือนหมอเหมือนวิศวะด้วย
สุดท้ายสิ่งที่ผมพูดทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับระบบบริหารการจัดการ ซึ่งมันก็รวมถึงวิธีที่จะสรรหา เฟ้นหา แล้วก็นำมาฝึกฝนตามระบบการจัดการบริหารที่เป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมเอง ซึ่งผมก็คงไม่รู้เรื่องอะไรด้วย
    บรร เค้าตั้งเป้าเค้าบริหารเค้าสร้างทีมด้วยวินัย การฝึกฝนตามตารางต่างๆ มันถึงมาได้โตเร็วแบบนี้ (ผมคิดว่าเงินทุนไม่ต่างกับทีมใหญ่อื่นๆ หรอก ดังนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องรอง)

    จริงๆ มีเรื่องอยากจะเขียนอยากจะเล่าหรือตั้งคำถามเยอะมาก แต่คิดได้เท่านี้ สิ่งที่ผมเขียนไป มันเป็นแค่ตั้งกระทู้เชิงคำถามตามความเข้าใจผมแค่นั้นครับ อย่างที่บอกผมไม่รุ้เรื่องอะไรหรอก ใครมีความเห็นอะไรก็แชร์ได้ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่