มีพี่ที่ทำงานคนนึงค่ะ ทำงานเก่งแต่ไม่มีน้ำใจในเรื่องงานกับเพื่อนร่วมงาน
เป็นงานบริการที่ต้องทำงานเป็นทีม คือถ้าช่วยกันงานจะเสร็จเร็ว ผู้รับบริการก็ไม่ต้องรอนาน และไม่โวยวายใส่คนหน้างานด้วย
ซึ่งหากพี่ไม่ได้อยู่หน้างานที่เจอกับผู้รับบริการโดยตรง พี่จะทำงานขอไปที
และหลีกเลี่ยงการที่จะมาช่วยทำงานในจ๊อบงานของตัวเองซึ่งเป็นตัวเสริมใน
ช่วงเวลาเร่งด่วน แม้กระทั่งมีคนโวยวาย ด่า เพื่อนร่วมงาน( ที่สนิท) ด้วยกันก็เฉย และทำไม่รู้ไม่เห็น
สังเกตเพื่อนที่ทำงานด้วยจะมีเคืองพฤติกรรมนี้ แต่พอพักเที่ยง เลิกงาน หรือไปซื้อของแถวที่ทำงานก็จะไปเดินด้วยกัน เมาท์มอย ยิ้มหัวเราะกัน
ก้เลยสงสัยว่าการทำงานสมัยนี้ต้องวางตัวแบบนี้หรือเปล่าคะ ไม่นำเรื่องงาน
กับเรื่องส่วนตัวมาปนกันหรือว่ายังไงคะ คือโดยส่วนตัวเราไม่ชอบคนแบบนี้และไม่คบคนแบบนี้เป็นเพื่อนด้วย
เลยไม่แน่ใจว่าถ้าจะอยู่ในสังคมให้ได้ เราต้องปรับวิธีคิดใหม่หรือไม่
เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เกรงใจเค้า แม้กระทั่งหัวหน้างาน
มีหัวแข็งแบบเราน้อยนิด
ปล.พี่คนนี้ รูปสวย รวยทรัพย์ ใจสปอร์ตมีน้ำใจซื้อของฝาก กว้างขวาง รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่
ขอคำแนะนำเรื่องเพื่อนร่วมงานและ เราต้องปรับทัศนคติในการทำงานใหม่มั้ยคะ
เป็นงานบริการที่ต้องทำงานเป็นทีม คือถ้าช่วยกันงานจะเสร็จเร็ว ผู้รับบริการก็ไม่ต้องรอนาน และไม่โวยวายใส่คนหน้างานด้วย
ซึ่งหากพี่ไม่ได้อยู่หน้างานที่เจอกับผู้รับบริการโดยตรง พี่จะทำงานขอไปที
และหลีกเลี่ยงการที่จะมาช่วยทำงานในจ๊อบงานของตัวเองซึ่งเป็นตัวเสริมใน
ช่วงเวลาเร่งด่วน แม้กระทั่งมีคนโวยวาย ด่า เพื่อนร่วมงาน( ที่สนิท) ด้วยกันก็เฉย และทำไม่รู้ไม่เห็น
สังเกตเพื่อนที่ทำงานด้วยจะมีเคืองพฤติกรรมนี้ แต่พอพักเที่ยง เลิกงาน หรือไปซื้อของแถวที่ทำงานก็จะไปเดินด้วยกัน เมาท์มอย ยิ้มหัวเราะกัน
ก้เลยสงสัยว่าการทำงานสมัยนี้ต้องวางตัวแบบนี้หรือเปล่าคะ ไม่นำเรื่องงาน
กับเรื่องส่วนตัวมาปนกันหรือว่ายังไงคะ คือโดยส่วนตัวเราไม่ชอบคนแบบนี้และไม่คบคนแบบนี้เป็นเพื่อนด้วย
เลยไม่แน่ใจว่าถ้าจะอยู่ในสังคมให้ได้ เราต้องปรับวิธีคิดใหม่หรือไม่
เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เกรงใจเค้า แม้กระทั่งหัวหน้างาน
มีหัวแข็งแบบเราน้อยนิด
ปล.พี่คนนี้ รูปสวย รวยทรัพย์ ใจสปอร์ตมีน้ำใจซื้อของฝาก กว้างขวาง รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่