ประสบการณ์เรียนต่อ ป. โท ที่อเมริกา เก็บตังค์เอง ไม่มีทุนจ้า

พอดี ได้เข้าไปตอบกระทู้อันนึงที่สอบถามเกี่ยวกับวิธีการไปเรียนต่อต่างประเทศสำหรับคนที่เริ่มจาก 0 (ทางการเงิน) พิมพ์ๆ ตอบไป ก็ชักสนุก อยากจะเขียนแชร์ประสบการณ์ของเราอย่างละเอียดเผื่อใครๆ จะมาอ่านได้บ้าง เลยมาเปิดกระทู้ของตัวเองซะเลย ประสบการณ์ของเราก็เป็นแบบบ้านๆ ตามประสาคนสมองระดับปลานกลาง  ถ้าใครมีอะไรสอบถาม ยินดีนะคะ

pompom

ข้อมูลส่วนตัว + พื้นฐานที่บ้าน
เราเป็นเด็กเรียนปานกลางค่ะ มนุษย์คาบเส้น ไม่เคยสอบตก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่น ดังนั้น เราเลยไม่ได้ทุนอะไร
ครอบครัวที่บ้าน พ่อเป็นราชการ แม่เป็นแม่บ้าน มีกินมีเก็บ แต่การไปต่างประเทศเป็นที่เรื่องไกลตัวสำหรับบ้านเราในตอนนั้น
เราเรียนจบ ป.ตรี ทำงานปีกว่าๆ ก็อยากจะกลับไปเรียน ป.โท อยากจะไปเรียนแบบ Inter เพราะเราอยากเก่งภาษาอังกฤษ เพื่อนคนนึงมาบอกเราว่า "แก ถ้าเรียนโท ภาคอินเตอร์ แกไปเรียนเมืองนอกเลยไม่ดีกว่าเหรอ แพงพอๆ กัน"  นั่นเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตเราเลย จริงๆ มันไม่แพงพอๆ กันหรอก เรียนที่ต่างประเทศมันแพงกว่า และมีอะไรที่ต้องคิดเยอะกว่ามาก แต่ประโยคนั้น ก็เป็นประโยคที่เอาความคิดที่จะเรียนต่อต่างประเทศมาใส่หัวเรา

อมยิ้ม03

เก็บหอมรอมริบ
พอมีความคิดที่จะมาเรียนต่อเมืองนอก เราก็เริ่มเก็บเงินค่ะ ประหยัดทุกอย่าง ไม่เที่ยว ไม่ช๊อป ค่ารถเมล์ เดินได้เดิน สี่บาท ห้าบาทก็ประหยัด เราทำงานในสายบันเทิง คนที่ทำงานแต่งตัวสวยงาม มี Lifestyle ที่หวือหวา แต่เราตรงกันข้าม เพื่อนก็ไม่ค่อยเข้าใจค่ะว่าเราจะเขียมไปทำไม แต่เรามีแผนอนาคตไว้ในใจ เราก็งกของเราไป ใครจะมองเรายังไง เราก็ไม่แคร์ (แต่เราไม่เคยเบียดเบียนคนอื่นนะคะ) ทำงาน 3 ปี พอเก็บได้ก้อนนึงค่ะ ประมาณ 1 หมื่นเหรียญกว่าๆ สมัย 8 ปีที่แล้ว (เงินเก็บที่เรามีจริงๆ น้อยเกินไปสำหรับขอวีซ่านักเรียนค่ะ แต่เราแก้ยังไง อ่านต่อด้านล่างนะคะ)

หนาว

เตรียมพร้อมเรื่องเรียน
เราอยากประหยัด เราจึงไม่อยากมาเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาที่อเมริกา เพราะมันแพงและยืดเยื้อ เราอยากเข้า Master's class เลย เราเลยพยายามสอบ TOEFL ให้ได้จากเมืองไทย ตอนนั้นเราทำงานประจำแล้ว เลยต้องเหนื่อยหน่อย เนื่องจากไม่ค่อยมีตังค์ เราลงเรียน TOEFL ได้แค่คอสเดียว ที่เหลือเราลุยเรียนเองค่ะ ตารางเรียนด้วยตัวเองของเรา คือ

เช้า - เย็น : ตอนนั่งรถเมล์ หรือเดิน เราก็จะฟังวิทยุภาษาอังกฤษ หรือเทป Listening practice แรกๆ ฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่ฟังไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ จับความได้
เช้าตรู่ที่ออฟฟิส : เราพยายามมาถึงออฟฟิสให้เช้ากว่าปกติ 30 นาที เอาเวลานั้นนั่งซ้อมเขียน Writing จับเวลาเขียน Essay  30 นาที
เที่ยงที่ออฟฟิส : รีบๆ กินข้าว ไม่เม้าท์กับเพื่อนมาก เอาเวลานั้นนั่งซ้อมเขียน Writing จับเวลาเขียน Essay  30 นาที ได้อีก 1 Essay
กลับบ้าน : กินข้าว พักผ่อน จากนั้นก็ ซ้อม Speaking และอ่าน Grammar

เราสอบ TOEFL 2 ครั้งค่ะ ครั้งแรกหายไป 2 คะแนนจาก required TOEFL score  ครั้งที่สองเกินมา 1 คะแนน บอกแล้ว เราเป็นเด็กคาบเส้น 5555 (ครั้งที่สอง นั่งร้องไห้ในห้องสอบด้วย เพราะรู้สึกว่า ถ้าครั้งนี้สอบไม่ได้ก็เลิกคิดล่ะ)

เพี้ยนทุบคอม

การเลือกมหาวิทยาลัย :
ทีแรกเราก็พยายามไปดูงานเรียนต่อต่างประเทศ คุยกับเอเย่น ฯลฯ ปรากฎว่า ไม่มีอะไรที่คลิ๊กกับเราเลย เงื่อนไขต่างๆ ดูงงๆ เราเลยตัดสินใจทำเอง เอาหนังสือรายชื่อมหาวิทยาลัยในอเมริกามานั่งไล่ดู  มหาวิทยาลัยที่เราเลือกอยู่ในเมืองเล็กๆ ค่ะ แต่เป็นมหาลัยของรัฐบาล เหตุผลที่เราเลือกที่นี้ คือ
1. มีนักเรียนไทยน้อย ได้ใช้ภาษาอังกฤษเต็มๆ แน่นอน
2. ราคาไม่แพง ตอนนั้น 6 ปีมาแล้ว เทอมนึง 5 พันกว่าเหรียญ (3 วิชา 9 หน่วยกิจ) ถือว่าถูกสำหรับมหาวิทยาลัยรัฐ ค่าครองชีพถูก
3. มีคณะที่เราอยากเรียน และเอกสารในการสมัคร เราสามารถเตรียมได้
(แต่มหาวิทยาลัยในเมืองเล็กๆ ก็มีข้อเสียค่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในข้อต่อๆ ไปนะคะ)

เราไม่มีตังค์มาก ก็เลยเลือกสมัครแค่ที่เดียวค่ะ เพราะค่าสมัคร ค่าสอบเอาคะแนนต่างๆ ก็แพงเอาการอยู่ พอเลือกมหาวิทยาลัยที่จะสมัครได้แล้ว เราก็เตรียมเอกสารที่เขาขอ ส่งเอกสารไปทางไปรษณีย์ เอกสารที่เขาต้องการก็ทั่วไป คือ คะแนน TOEFL ใบเกรด Bank statement ฯลฯ

ปรากฎว่า เขาตอบเราช้าาาาาามาก จะเปิดเทอม Fall เดือน ส.ค.  ตอนนั้นเดือน พ.ค. แล้วยังไม่ตอบเลย กลัวจะขอวีซ่าไม่ทัน เราก็อีเมล์ตามไปเลยค่ะ ว่าจะรับฉันมั๊ยยยย ฉัน Frustrated มาก ซักพัก เขาก็เลยตอบรับค่ะ 5555 ทีนี้จะรออะไร รีบขอวีซ่าซิครัช

เพี้ยนแว๊น

การขอวีซ่า
ทีแรกก็ว่าจะใช้เอเย่น เพราะกลัวจะขอยาก แต่เราก็เกิดเสียดายเงินอีกแล้วครับท่าน เลยลองทำเอง ปรากฎว่าไม่ยากค่ะ อันนี้ขอกล่าวถึงอันสำคัญๆ ที่ต้องเตรียมล่วงหน้านะคะ
เอกสารจากมหาวิทยาลัย มี I-20 และจดหมายตอบรับเข้าเรียน
เอกสารด้านการเงิน พอดีพ่อเราเป็นข้าราชการ จะได้เงิน กบข. ประมาณ 7 แสน เราก็เอาจดหมายจาก กบข. ไปใช้ประกอบ Bank Statement บัญชีของเรา ได้ประมาณ 1 ล้าน เพื่อแสดงว่าฉันมีตังค์นะจ๊ะ  (แต่จริง ได้มาก็ต้องเอาไปใช้หนี้ค่ะ ไม่ได้เอามาใช้เลย มีเอาไปใช้ได้จริงๆ ประมาณ 1 หมื่นเหรียญ)
พอได้เอกสารทั้งหมดก็ ทำตามขั้นตอนที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ของกงศุลอเมริกา ไม่มีอะไรซับซ้อน ถามสองสามคำถาม ก็ผ่าน ตั้งแต่นั้น เราก็จะบอกทุกคนว่า ไม่จำเป็นต้องจ้างใครทำ ทำเอง ถ้าเอกสารพร้อม ไม่มีประเด็นอะไรให้กงศุลสงสัย มหาวิทยาลัยน่าเชื่อถือ ก็ผ่านจ๊ะ

เพี้ยนออกทริป

อเมริกา... ครั้งแรกในชีวิต
เราไม่เคยไปต่างประเทศเลย แม้แต่ลาวก็ไม่เคยย่างกรายไป นี่จะไปเรียน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งสำคัญ ตอนนั้น อายุ 25 ปี เราคิดว่า ถ้าเราไปแล้วล้มกลับมา อย่างน้อย เราก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทยได้ ก่อนอายุ 30 อยู่ดี ตอนนั้น ทุบหม้อเข้าไปเลย ถ้าไม่สำเร็จ ก็หมดตัวกลับมา

First impression ที่มีคือช๊อกม๊ากกกก พอเครื่องลง ขุ่นพระ!! มีแต่ทุ่งนา ป่า เขา ไหน!! ไหน!! ตึกรามสวยงาม ผู้คนที่ฉันเคยเห็นในทีวี ไม่มีค๊าาา มีแต่ม้วนฟางเรียงรายกับทุ่งกว้างสุดหูสุดตา  สิ่งแรกที่คิดในใจคือ "แล้วเราจะไปหาร้านอาหารไทยที่ไหนทำงานหาเงินฟร่ะเนี่ย" ตอนอยู่เมืองไทย เราได้ยินมาตลอดว่าเด็กไทยที่มาเรียนอเมริกา สามารถทำงานร้านอาหารไทยหาเงินได้  แต่นี่ แม้แต่มนุษย์ก็ยังมองไม่เห็นเลย กุตายๆๆ

(นี่คือข้อเสียของเมืองเล็กค่ะ คนไทยน้อย ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กเรียนเมืองนอกจริงๆ แต่รอบๆ มหาวิทยาลัยไม่มีร้านอาหารไทยเลย ถึงมีก็คงแอบไปทำงานยาก เพราะเป็นเมืองเล็กๆ คนอื่นคงจะรู้ เราหางานนอกมหาวิทยาลัยไม่ได้เลย  ถ้าไปเมืองใหญ่ สามารถหางานร้านอาหารได้ พอหาเงินได้ แต่ข้อเสียคือ คนไทยจะเยอะ เราก็จะมีชีวิตที่อยู่กับสังคมคนไทย สังคมร้านอาหาร มันไม่ค่อย healthy สำหรับนักเรียนะ เราว่า)

เพี้ยนกินมาม่า

การดำรงชีพ
เนื่องจาก คะแนน TOEFL เราเฉียดฉิวมาก มหาลัยเลยให้เราสอบ Writing & Speaking อีกครั้ง ถ้าตกก็ต้องเรียนภาษาเพิ่ม ม๊ายยยยย ฉันไม่มีเงินน๊าาาา ด้วยความฮึด เลยสอบผ่านฉิวเฉียด รอดไป ฟิ้ววว ~

อยู่เมืองไทยว่าประหยัดแล้ว มาอยู่นี่ ยิ่งประหยัดเข้าไป บ้านก็ต้องหาถูกๆ เก่าๆ เตียงลม ชั้นวางหนังสือก็ไปเก็บเอากล่องกระดาษมาเรียงๆ โต๊ะก็ไปซื้อมือสองมาจาก Thrift Shop เครื่องครัวก็มือสอง จักรยานก็ได้รับบริจาคจากเพื่อนฝรั่ง ช่างมัน ขอซุกหัวนอนปลอดภัยได้ก็โอ  ขนมไม่ซื้อ อาหารส่วนใหญ่กินแต่ข้าวโอ๊ต นม กล้วย แครอท (ครบ 5 หมูเป็นพอ) โชคดี โบถส์แถวๆ มหาวิทยาลัยมี International Sunday เราก็ไปแจม เรียน Bible และกินข้าวเที่ยงฟรี อิอิ

ที่นี่ก็พอมีคนไทยบ้าง 3-4 คน แต่เราก็จะพยายามไม่ไปรบกวนเขามาก ทำอะไรเองได้ก็ทำ บางคนเขาก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมเราไม่ยอมไป entertain กับพวกเขาบ้าง แต่เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถใช้เงินได้แบบพวกเขา เราก็เลยไม่ไป

เพี้ยนไฟลุก

การหาเงินที่อเมริกา

ระหว่างเปิดเทอม เทอมแรก หาเงินไม่ได้เลย ก็แอบจิตตก (จะรอดมั้ยเรา)

เทอมที่ 2 เราโชคดี  เราหางานที่โรงอาหารและห้องสมุดได้ (โรงอาหารก็เป็นที่ฝากท้อง ส่วนห้องสมุด เราก็ไปปริ้นรายงานฟรี) ที่โรงอาหาร เราเริ่มจากล้างจาน จากนั้นก็ทำที่ salad bar และเลื่อนตำแหน่งเป็นแคชเชียร์  ที่ห้องสมุด เราก็ดูแลคอมพิวเตอร์ ตอบคำถามปัญหาคอมพิวเตอร์ (ตอนนี้เลยได้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ติดตัวมา)

งานใน Campus หายากมาก เพราะนักเรียนต่างชาติทุกคนล้วนอยากได้ ส่วนมากพวกคนอินเดียจะได้ไปเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า ตื้อเก่ง ช่วยเหลือกัน เราก็เลยเอาลูกตื้อมาใช้บ้าง

ปกตินักเรียนต่างชาติ สามารทำงานได้ 20 ชม. ต่อสัปดาห์ตามกฎหมาย แต่เราดันไปรู้มาว่าโรงอาหารและห้องสมุด เขามีระบบการเงินแยกกัน เขาไม่สามารถเช็คได้ว่าใครทำสองที่รึป่าว พอเราได้งานเราก็ขยันมาก เจ้านายรัก เขาก็ให้ตารางทำงานาเรามากขึ้นๆ สรุปเราได้ตาราง 20 + 20 ชม. จ้า สัปดาห์ไหนเป็น Holiday มีเด็กหยุดเยอะ อิฉันก็รับเพิ่ม 50 ชม. ต่ออาทิตย์ก็ทำมาแล้ว

(อันนี้ ไม่แนะนำให้ทำนะ มันแอบเสี่ยง แต่ถ้ามีช่องทางคิดว่าคุ้มเสี่ยง ก็ทำไปเหอะ 5555 คนเราก็ต้องเอาตัวรอดเนอะ at your own risk จ๊ะ)  

เชื่อมั้ย ครั้งแรกที่เราได้เงินจากงานมหาลัย เราก็เริ่มส่งเงินกลับให้ที่บ้านเลย (จริงๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ลำบาก อยากได้เงินจากเราหรอก แต่เรารู้สึกว่า เราโตแล้ว เราอยากให้เงินพ่อแม่เหมือนกับที่เราอยู่เมืองไทย) พอได้ pay check ครั้งแรก $180 เราส่งให้พ่อแม่ $40 และก็ส่งให้ที่บ้านมาตลอด

ปิดเทอม ไปหางานที่รัฐอื่น ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้าง ทำงานในครัวบ้าง เด็กเสริฟบ้าง บินไปหมด หางานที่ไหนได้ เราก็ไป เคยมีพี่คนนึงถามว่า เป็นผู้หญิงคนเดียว บินมาทำงานที่แปลกๆ แบบนี้ไม่กลัวเหรอ เราก็ตอบแบบซื่อๆ ว่า เราหิ้วเป้มาใบเดียว ถ้าเจอคนไม่ดีก็วิ่งหนี (ตอนนี้คิดย้อนไป เราใช้ชีวิตที่เสี่ยงมาก แอบสงสารตัวเองในอดีต)

เพี้ยนแช๊ะ

เรียนจบละจ้าาาา
(จริงๆ อันนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าทำตาม แต่ก็แชร์ไว้เป็นข้อมูลค่ะ)
เรามีความฝัน อยากให้พ่อกะแม่เรามางานรับปริญญาที่อเมริกา พ่อกับแม่ไม่เคยไปต่างประเทศเหมือนกัน  ปกติ ป.โทเรียน 4 เทอม เราเรียน 5 เทอม เพราะเทอมสุดท้าย เราดึงเกมส์ ไม่ยอมส่ง Thesis เราบอกอาจารย์ว่าต้องใช้เวลาทำ และขอไปทำรัฐอื่น ทำให้เราสามารถยืดสถานะนักเรียนได้อีก 1 เทอม เทอมที่เพิ่มมานั้น เราก็เข้าเมืองใหญ่ หางานร้านอาหารไทย กลางวันทำงานร้านอาหาร ทำจัดเต็ม 6 วันต่ออาทิตย์ (วันหยุดก็รับทำถ้ามีคนให้ทำ) กลางคืน + วันหยุด ก็ปั่น Thesis พอหมดเวลา เราก็เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ กลับไปส่ง Thesis ทำเรื่องจบ ขอเดินรับปริญญา ขอจดหมายเชิญจากมหาวิทยาลัยเพื่อเชิญพ่อกับแม่มาร่วมงานรับปริญญา พ่อแม่ขอวีซ่า มาเที่ยวอเมริกาเป็นครั้งแรกในชีวิต มางานรับปริญญาของเรา หลังจากพ่อแม่กลับไทย เรามีเงินติดตัวแค่ $100 แต่นี่เป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดในชีวิตเราที่ทำ เป็น the happiest moment in my life. เลย

เพี้ยนชนะเลิศ

วันนี้ของเรา
วันนี้ เรามีงานประจำทำเป็นงานที่ตรงกับอุดมคติของเราด้วย  กำลังเรียน ป. เอก มีเงินพอที่จะพาพ่อแม่มาเยี่ยมหาที่อเมริกาทุกปี เรามีเงินมีกำลังที่จะช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลืองสังคม แต่งงานกับแฟนที่รักกันจริงๆ  ในอนาคต มีความฝันที่จะทำหลายๆ อย่างเพื่อตอบแทนประเทศ ตอบแทนสังคม และคิดว่าจะทำได้ด้วยค่ะ

สูตรความสำเร็จของเรา

อึด (ต่อความลำบาก) + อดทน (ต่อแรงกดดัน) + ประหยัด (ทุกบาททุกสตางค์) + ยึดมั่น (ความฝันที่มี) + ไขว่ขว้า (หาทุกโอกาส) + ความกตัญญู (ต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ)  + ดวง (อันนี้ตัวใครตัวมัน)

สุดท้าย...ที่จะบอกคือ คุณทำได้ สูตรสู่ความสำเร็จของคุณอาจจะไม่เหมือนของเรา แต่มันมีทางแน่นอน
Where there's a will, there's a way
สู้ๆ จ๊ะ

เพี้ยนสู้สู้
กรุณาอ่านคำเตือนของ คห 33 เพื่อความสมบูรณ์ค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่