อยากขอคำปรึกษาเรื่องการลาออกครับ

ปีนี้เราจะอายุ 28 ตอนสงกรานต์แล้ว และกำลังคิดที่จะลาออก แต่เนื่องจากทำที่แรกเราไม่รุจะเริ่มต้นยังไงครับ ค่อนข้างลำบากใจ

ก่อนอื่น ในสปอยแรกเป็นประวัติที่ผ่านมานะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ทีนี้จุดเริ่มต้น คือปีที่แล้วทางบ้าน อยากให้ทำงานประจำ เพราะมองว่ามั่นคงกว่า ก็เลยไปสมัครงานเรื่อยๆ
ส่วนใหญ่สมัคร บริษัทวิจัยไป ทุกที่สัมภาษณ์หมู่หมดเลย T_T ตอนสัมหนิคือรู้เลยทุกที่ว่าเค้าไม่เอาเราแน่ๆ เพราะแต่ละคนโปรไฟล์ล้ำมาก
แล้วก็เริ่มกระจายไปสายโฆษณา แต่ส่วนใหญ่เน้นประสบการณ์ในวงการมาก่อน ก็ปริ๋วไป
จนกลางปีที่บ้านได้ไปคุยกับเจ้าของบริษัทหนึ่ง ซึ่งเค้าเป็นเพื่อนกับคุณอาตั้งแต่ประถม
ก็เลยได้คุยกับเจ้าของบริษัท ซึ่งตำแหน่งที่เค้าเสนอให้เราทำเป็นตำแหน่งใหม่ Business Development คือบริษัทมีแผนจะขยายตัวรับ AEC
เราอ่าน รายละเอียดงานแล้วรู้สึกว่าเออ น่าจะทำได้ เรียนรู้ใหม่ๆ เข้าไปเดือนแรก ทุกคนในบริษัทนิสัยดีมาก ให้ความรู้และการทำงานเต็มที่
แต่ก็ได้รับการเตือนตำแหน่งที่ทำว่า น่าจะเครียดหน่อยนะ โต๊ะนั้น คนที่นั่งนานสุดคือ 3 ปี สถิติที่ผ่านมาเฉลี่ยนั่งอยู่ได้ประมาณ 4 เดือนออก
อันนี้ HR บอกด้วยตัวเองเลยคร้าบ มีสถิติให้ดูด้วย ตอนเราก็แอบคิดว่ารับน้องหรืออะไรยังไง

แต่พอทำไปได้เดือนเดียวเราเข้าใจละว่าตำแหน่งที่เราทำ ในรายละเอียดงานเป็นไปตามที่คุยกันแต่แรกจริง
แต่จะมีงานในแนวของ เลขาประธาน เพิ่มเข้ามาด้วย
และทำให้เราทราบว่านิสัยส่วนอย่างหนึ่งที่ติดมาตลอดตอนฟรีแลนซ์ไม่เป็นปัญหา แต่ตอนนี้เป็นปัญหาหนักมาก
คือเราชอบสื่อสาร ข้ามชอร์ต
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และด้วยตำแหน่งของเราที่ต้องประสานติดต่อกับทีมงานทั้งบริษัท (20กว่าชีวิต เป็นแบบ Home Office)
ทำให้หลายๆ ครั้งเราสื่อสารไปแล้วเค้าไม่เข้าใจ ค่อนข้างบ่อย เรื่องนี้พึ่งจะมาปรับตัวได้เมื่อเดือนที่แล้ว (หลังเริ่มทำมาตั้งแต่ มิ.ย.)

แต่ทีนี้จากที่อรัมภบทมาคือเราค่อนข้างเครียดและไม่ชอบระบบบริษัทกับตัวประธาน ขอไล่เป็นข้อๆ
1. การเข้างานทีนี้มีกฏว่า ถ้าเข้าสาย 3 ครั้ง = ลาครึ่งวัน = หักเงิน แต่ถึงเวลาจริง คนที่มีตำแหน่งสำคัญ เข้าสายเกือบทุกคน
สายแบบเป็นชั่วโมงเลยคร้าบ และมีพี่คนนึงซึ่งเค้าหลุดปากออกไปว่าจริงๆ แล้วไม่มีหักตังหรอก เราเลยลองสาย เดือนนึงแบบถี่ๆ ดู
แต่มาก่อนประธาน หรือมาก่อนประชุมในวันนั้นๆ ปรากฏว่า ไม่มีหักเงินจริงๆ ด้วย
และเพิ่มเติมเรื่องลาป่วยกิจ ถ้าลาไปแต่มีการตอกบัตรเข้าออกครบ เดือนนั้นไม่ถูกหัก แต่ใครยื่นใบลาตามกติกา กลับถูกหักตามใบลา

2. ระบบบริษัท ที่นี้การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านประธาน ทั้งที่มีการระบุแล้วว่าส่วนไหนใครตัดสินใจ แต่ที่นี่ไม่ว่าจะโปรเจคอะไรประธานต้องอนุมัติก่อน
เรื่องนี้มีผลกับเรามาก เพราะเราต้องคิดโปรเจคที่พัฒนาบริษัท และเราวาง ตารางเวลาชัดเจน แต่งานทั้งหมดที่เราทำในบริษัทนี้เลตทั้งหมด
เพราะทีมงานแผนกอื่นช่วยคิดช่วยทำ แต่ทุกขั้นตอนที่จะดำเนินต่อ ประธานต้องทราบและอนุมัติก่อน บางอย่างมาแก้ย้อนหลังไม่ได้ ก็เลยต้องรอ
ยิ่งวันไหนเค้าไปประชุมข้างนอก หรือไม่เข้า ทุกคนในบริษัทแทบจะนั่งเล่นพร้อมใจกันสโลว์ไลฟ์เลย เพราะจะยื่น PO ยื่นโครงงาน ต้องรอประธาน
เคยทำเรื่องจะแจ้งว่ามีผลต่องานในบริษัทนะ แต่เพื่อนร่วมงานเบรคไว้หมดเลย

3. ระบบ Home Office ที่นี่ ญาติมิตรที่เกี่ยวข้องกันจะได้ตำแหน่งสูงๆ ทั้งหมด แต่เรายอมรับว่าทุกคนมีฝีมือจริงๆ และมีการจัดคนได้ถูกกับงาน
ไม่ว่าจะบัญชี ผู้จัดการฝ่ายแต่ละฝ่าย จัดซื้อ สต็อก ถือว่าลงตัว แต่คนที่อยู่ด้านล่างแทบจะไม่โต และมาทราบภายหลังว่าคนที่อยู่มานาน
เป็นคนบ้านเดียวกันมาอยู่ กทม. ทั้งหมด ที่เหลือคือเทิร์นโอเวอร์กันไป เราวิจารณ์ข้อนี้มากไม่ได้ เพราะเราก็เข้ามาในฐานะที่อาเป็นเพื่อนกับเจ้าของ
แต่เรามีความรู้สึกว่า ถ้าอยู่ต่อน่าจะไม่ก้าวหน้า

4. ตัวประธานบริษัท อันนี้จะว่าเรานินทาเจ้านายตัวเอง ก็ได้ยอมรับ เพราะเป็นเหตุผลรองลงมาจากระบบบริษัท ที่ทำให้เราอยากจะลาออก
คือประธานเป็นคนเก่ง คอนเนคชั่นในวงการธุรกิจของเค้าค่อนข้างเยอะ อันนี้เรายอมรับ เพราะทุกปัญหา ทุกส่วนงาน เค้ารู้และแก้ด้วยตัวเองได้หมด
แต่ในขณะเดียวกัน เค้าเป็นคนที่เปิดโอกาสให้กับทุกคน แต่ถึงเวลาจริง เอาความคิดตัวเองเป็นหลักมาตลอด
คืออยู่มา ครึ่งปี ใครเสนอไอเดียดีขนาดไหน ตอนประชุมโอเครๆ ดีๆ แต่พอจบประชุม ตัวเค้าจะเอาที่สรุปมาปรับใหม่ แก้ใหม่แล้วค่อยส่งออกมา
ซึ่งสิ่งที่เค้าปรับถ้ามันดีขึ้นก็คงไม่เป็นไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เป็นความชอบส่วนตัวมากกว่า
เราเคยลักไก่ ทำโดยไม่ผ่านเค้า แต่ผ่านทีมงานคนอื่นๆ จนงานเกือบจะเสร็จแล้ว แต่ติดต้องให้เราอนุมัติงาน หลายครั้ง แล้วงานต้องเริ่ม0ใหม่หมด
แม้ว่าจะเป็นงานที่ทุกคนโอเครกับมันแล้วเหลือแค่อนุมัติก็ตาม ซึ่งเรารู้สึกไม่ไหวแล้ว อยากจะออก

ทีนี้ เราเคยขอลาออกเมื่อสิ้นปีไปแล้วรอบหนึ่งโดยใช้เหตุผลว่า ป่วยหนักอยากพัก
ซึ่งเป็นความจริง เพราะตั้งแต่ทำงานทีนี่มา เราได้โรคเครียดและความดันเพิ่ม
และเข้าโรงบาลครั้งแรกในรอบ 5 ปี แบบแอดมิด และเดือนที่แล้วเข้าถี่อาทิตละครั้ง
แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าเหตุเกิดจากการทำงานที่นี่ ที่จริงประธานก็ถามแหละว่าเพราะตัวเค้ารึเปล่า
แต่คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เราขอลาออก ส่ายหน้า ส่งสัญญาณว่าอย่าพูด เราเลยบอกเปล่าไป
สุดท้ายประธานไม่ให้ออก อยากให้ลองรักษาดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน ซึ่งเราจะมีพบหมออีกที อาทิตย์หน้าแล้วกะว่าขอ ออก อีกรอบ

แต่ขอออกเที่ยวนี้ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดี ส่วนหนึ่งคือเค้าดีกับเรามาก ถามทุกข์สุข ถามเวลาป่วยตลอด แต่เราไม่โอเครเวลาทำงานและระบบในบริษัท
และไม่รู้ว่าจะมีปัญหากับที่บ้านไหมเพราะเค้าอุตส่าฝากเข้ามา ถึงจะบอกว่าประจวบเหมาะกับที่กำลังขยายบริษัทพอดี
(บริษัทขยายตัวจริง จากทำกับ 10 กว่าคน ตอนเราเข้ามา 20 กว่า ปีนี้จะปรับปรุงออฟฟิศใหม่ขยายรองรับสำหรับ 50 คน
และมีการรับพนักงานใหม่เพิ่มมาก)

ถ้าถามว่าลาออกแล้วจะหางานใหม่อะไรยังไง อยากย้อนไปที่ข้างบน งานฟรีแลนซ์เรายังรับอยู่ แค่ตั้งแต่มาทำประจำ เราลดการรับงานลง
แต่ถ้าให้หางานใหม่ เรายังอยากทำงานบริษัทสายงานวิจัยพวก มิลวาร์ดบราว กันตาร์ แต่ก็แอบกลัวจะเป็นเหมือนปีที่แล้วเจอแต่คนโปรไฟล์ดีๆ
และภาษา เราเป็นคนพูดได้ อ่านเขียนได้ แต่ฟังการพูดไวๆ ไม่ค่อยได้ (กับภาษาไทยถ้าใครพูดไว เราก็ฟังไม่ทัน)

เลยอยากขอคำปรึกษาครับว่า เราควรเริ่มต้นบอกเค้าอะไรยังไงดี แต่ตั้งใจจริงๆ แล้วว่าจะทำเดือนนี้เดือนสุดท้าย
และบอกหลังไปตรวจร่างกาย สัปดาห์หน้า ที่อยากทำเดือนสุดท้าย ส่วนหนึ่งคือ เพื่อนที่ทำโฆษณา มีงานใหญ่ให้ทำ เดือนหน้า เดือนนึงด้วย

อ้ออีกเรื่องนึง เราโดนหักทุกเดือนเลย 2 ตัว คือประกันสังคม (750) กับประกันค้ำ (1000) เราจะได้คืนไหมครับถ้าลาออกมา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่