[CR] รีวิวเสริมจมูกตั้งแต่เตรียมความพร้อมถึงวันตัดไหม(พร้อมภาพการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน)

กระทู้รีวิว
สวัสดีค่ะ วันนี้ยืม login เพื่อนมารีวิวการศัลยกรรมเสริมจมูกครั้งแรกในชีวิต
(จริงๆแล้วเป็นการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต เพราะฟันคุดก็ไม่เคยผ่าค่ะ)
จขกท.อายุ 21 ปี เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นค่ะ
ดังนั้นจึงเลือกคลีนิคที่ขอนแก่นโดยอาศัยรีวิวจากรุ่นพี่และดูความน่าเชื่อถือของคลีนิคค่ะ
เพราะมีความเชื่อส่วนบุคคลว่า ถ้าเราเลือกคลีนิคที่เราสะดวกเดินทาง เวลามีปัญหาจะได้ไปพบแพทย์ได้ทันค่ะ(แอบคิดมาก)

จขกท.เลือก XC clinic สาขาตลาดต้นตาล จ.ขอนแก่น ค่ะ
เลือกซิลิโคน USA (มีความนิ่มและบริสุทธิ์สูงกว่าซิลิโคนเกาหลี และราคาสูงกว่านิดหน่อยค่ะ)
ราคาอยู่ที่ 18,000 บาท + ค่ายา 1,000 บาท = 19,000 บาทค่ะ
ที่สำคัญ จขกท.ทำตอนมีโปรโมชั่น ลด 50% ฉลองเปิดสาขาใหม่ (บวกลบคูณหารจากราคาด้านบนเองนะคะ ถูกมาก 555)

ค่าใช้จ่ายคือ จ่ายจอง3,000บาท (จองสิทธิ์ราคาโปรโมชั่น)ที่เหลือจ่ายวันที่เราทำการเสริมค่ะ

ก่อนจะทำการรีวิวชมภาพจมูกที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาก่อนค่ะ



จขกท.เป็นคนที่หน้าบ้านๆค่ะ มีชีวิตอยู่ได้เพราะเครื่องสำอาง ความสวยแปรพันตรงกับความแม่นยำในการแต่งหน้าแต่ละวันค่ะ
จึงตัดสินใจเสริมจมูกเพราะจมูกเดิมไม่คมค่ะ มองด้านข้างพอเห็นบ้าง หันหน้าแล้วดูแบนๆชอบกล
เมื่อค่าใช้จ่ายพร้อมจิตใจพร้อมจึงทำการจองคิว
(เล็งมานานแล้ว ด้วยความใจเย็น ได้โปรโมชั่นพอดี)

ก่อนเสริมหารีวิวอ่านเยอะมากค่ะ อ่านจนจิตตก แทบขายคิวทิ้ง จึงตัดสินใจเลิกอ่าน ไปถามคำแนะนำกับพี่ๆที่คลีนิคตอนทำดีกว่า

อุปกรณ์ที่พึงมีก่อนเข้าทำการเสริมจมูก
1.หมอนรองคอ
2.ถุงเจลประคบร้อนเย็น(ส่วนตัวไม่แนะนำให้ซื้อค่ะ เพราะถุงเล็ก 95 บาท ถุงใหญ่ 200 บาท ควรมี 2 ถุง สลับแช่สลับประคบ
  เนื่องจากเจ้าเจลเย็นค่อนข้างช้า ดังนั้นประคบเย็นใช้น้ำแข็ง ประคบร้อนใช้ไข่ต้ม แทนกันได้ค่ะ ประหยัดมากกว่า
  ส่วนตัวคิดว่าประสิทธิภาพไม่ต่างกันค่ะ)
3.สำลีพันก้าน(cotton bud) สำหรับทำความสะอาดจมูก
4.น้ำเกลือ
5.ทิชชูเปียก สำหรับทำความสะอาดหน้าระหว่างที่โดนน้ำไม่ได้

เมื่ออุปกรณ์ครบก็เดินทางไปคลีนิคกันค่ะ ที่สำคัญวันทำไม่ต้องแต่งหน้านะคะ ได้ล้างหน้าให้สะอาดวับ เสียดายรองพื้นค่ะ

ขั้นตอนแรกคุยกับพี่ที่เคาท์เตอร์



พี่ๆทุกคนให้คำปรึกษาดีมาก แถมสุภาพมากๆค่ะ ที่สำคัญดั้งพุ่งทุกคน รู้สึกอบอุ่นแบบบอกไม่ถูก
ประมาณว่า เห็นไหมม พี่เขาก็ผ่านมาตั้งหลายคน ไม่เจ็บหรอก 555
ระหว่างนี้คุณพี่ก็จะนำซิลิโคนมาให้ชมค่ะ จับๆดู ยื่นใบจอง
เซ็นต์เอกสารเกี่ยวกับการยินยอม แนะนำว่าควรอ่านทุกตัวอักษร สำคัญมาค่ะ เช่น
ข้อตกลงหากไม่พอใจ หลังจากการผ่าตัดและสิทธิ์ในการแก้ไข
หลังจากนั้น จขกท.ก็ได้ทานยาอะไรไม่ทราบ รวม 6 เม็ด นั่งรอไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
คุณพยาบาลก็เรียกไปล้างหน้าและทายาชาค่ะ เมื่อทายาชาเสร็จเรียบร้อย ทางคลีนิคจะให้ไปพักที่ห้องพักค่ะ

นั่งเย็นๆ ดูทีวีที่ฉายกิจกรรมของคลีนิค อ่านป้ายโฆษณาโบท็อกซ์จนอยากจองคิวโบท็อกซ์ต่อ ประมาณครึ่งชั่วโมง
คุณพี่พยาบาลคนเดิมก็มาเรียกค่ะ ย้ายไปห้องผ่าตัดกันค่ะ

เมื่อมาที่ห้องผ่าตัด ก็เช็ดยาชาออกค่ะ คุยกับคุณหมอ ว่าอยากได้ทรงไหน จขกท.บอกคุณหมอว่าแล้วแต่เลยค่ะ
แต่อยากให้จมูกชัดกว่านี้ โด่งเท่าที่โด่งได้และปลอดภัย
คุณหมอก็วิเคราะห์อยู่สักครู่แล้วพูดว่า "เมื่อวานหมอทำไป 5 เคส ลูกค้าชอบทุกเคสเพราะหมออารมณ์ดีมาก
แต่วันนี้มีหนูเคสเดียว โอเคนอนลงจ่ะ" เหมือนทิ้งปริศนานะคะคุณหมอ

เมื่อนอนลงก็จะพบกับยานแม่บนหัวค่ะ(ที่ฉายไฟ ไม่รู้เรียกว่าอะไร)
จากนั้นคุณพี่พยาบาลก็นำตุ๊กตาแรดสีชมพูมาให้กอด ก่อนทาของเหลวชนิดหนึ่งมาทาที่หน้าค่ะ
จากนั้นนำวัตถุที่ให้ความรู้สึกคล้ายๆสำลีแผ่นมาปิดตาปิดปาก และบอกว่า
"หายใจทางปากนะคะ มีอะไรไหลลงมากลืนให้หมดเลยค่ะ" จขกท.ก็ยกมือโอเคๆ

ความรู้สึกต่อมารู้สึกว่าคุณหมอนำซิลิโคนมาทาบแล้วยกออกก่อนทาบใหม่ประมาณสามครั้งค่ะ
จนกระทั่งคุณหมอพูดว่า "หมอจะฉีดยาชานะ เจ็บหน่อย อย่ายกมือมานะครับ"
พูดเลยว่าฉีดยาชาเจ็บที่สุดในขั้นตอนการทำจมูกค่ะ น้ำตาเราไหลพราก เราเริ่มเรียกพ่อแม่ปู่ย่าตายายในใจ
บริเวณที่ฉีดคือปลายจมูกค่ะ ประมาณเข็มที่ 3 เริ่มไม่รู้สึกแล้ว(จริงจขกท.ว่าควรไม่รู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกไหมคะ ยาชาที่ทาช่วยอัลไลล)
ตอนนี้จขกท.ไม่รู้สึกแล้วค่ะ นอนนิ่งกอดตุ๊กตาแรดสีชมพูที่พยาบาลเอามาให้ ข้างนอกกำลังทำอะไรไม่มีใครทราบ
จนกระทั่งคุณหมอเริ่มยัดซิลิโคน เสียงซิลิโคนแทรกเข้ามาในเนื้อ เหมือนมีคนกำลังฉีกกระดาษบนหัวค่ะ
ครวกช์ ครวกซ์ จับๆ รีดๆ แล้วคุณหมอก็ถามว่า "จะเย็บแล้วนะ ดูก่อนไหม"
จขกท.ยกมือโบกอย่างไว คุณหมอก็เย็บแผล เหมือนคุณหมอดึงไหมแอบมือวืดครั้งนึง ใจจขกท.หายแว้บ
จากนั้นคุณพยาบาลก็แกะสำลีบนหน้าออก เช็ดหน้า ฉีดยาที่แขน 1 เข็ม เป็นอันเสร็จ รวมเวลาทั้งหมดในห้องผ่าตัด 43 นาทีค่ะ
ความรู้สึกแรกคือเกะกะมาก อะไรมาขวางลูกตาฉัน เข้ามาที่ห้องพัก เลยจัดการเซลฟี่ค่ะ

ต่อไปคือภาพหลังทำ12ชั่วโมงค่ะ ออกมาจากห้องผ่าตัดจขกท.ร้องไห้ค่ะ เพราะมันเบี้ยว เซลฟี่ทั้งน้ำตาไป 1 ภาพ

ภาพแผลที่เย็บแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

จากนั้นไปชำระค่าใช้จ่ายที่เหลือที่เคาท์เตอร์ คุณพี่ที่เคาท์เตอร์ก็อธิบายว่า ที่ดูเบี้ยว เพราะเกิดจากการผ่าตัดเกิดขึ้นข้างเดียว
ข้างที่ทำการผ่าตัด(จขกท.ถูกผ่าที่รูจมูกขวา)เลยบวมกว่า จขกท.ก็ใจชื้นขึ้นมา ก่อนกลับพี่ที่คลีนิค
แนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวลดบวมด้วยค่ะ


สิ่งที่ จขกท.ได้มากจากคลีนิคหลังทำการผ่าตัดมีดังนี้ค่ะ
1.น้ำแข็งประคบ
2.ยา ประกอบด้วย ยาแก้ปวด ยาลดปวม และยาฆ่าเชื้อ (หน้าตาเหมือนยาที่ได้ทานก่อนเข้าห้องผ่าตัด)
3.เบตาดีน
4.ใบนัด
5.เอกสารคำแนะนำการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด

จขกท.กลับมาประคบเย็นได้ซักพักจมูกก็ยุบลงมา ดีใจมาก หายบวมเร็ว แล้วประมาณ 4 ชั่วโมงนางก็บวมขึ้นมาอีก
ก็ประคบต่อไป ทานยาตามที่คลีนิคให้มา ประคบตลอดเวลาโดยใช้น้ำแข็งค่ะ อย่างที่บอกว่าถุงเจลเย็นไม่ทัน
ระหว่างนี้มีเลือดไหลออกมาจากแผลก็ใช้สำลีพันก้านค่อยๆเช็ดค่ะ เช็ดไปเครียดไป ฉันพาตัวเองไปทำอะไร

คืนแรก จขกท.นอนหมอนสูง(สูงจนเรียกว่านั่งหลับ)เปิดอ่านรีวิว ยิ่งเครียดค่ะ เพราะเจอแต่ปัญหา จิตตก
จมูกก็บวม เพื่อนเรียกว่า วอเดอมอลค่ะ แต่ไม่เป็นไรดังดี เมื่อนอนหลับ(หน้าไม่ล้างน้ำไม่อาบ)
ตื่นพร้อมกับความตื่นเต้น ชั้นไม่ใช่วอเดอมอลแล้วนะจ๊ะ



มันยิ่งกว่าวอเดอมอลแก แต่ไม่เป็นไร ประคบต่อและทานยาตรงเวลา จขกท.ตื่นเช้ากว่าปกติค่ะ
เพราะเลือดจะไหลประมาณ 7 โมงทุกวัน ก็ทานข้าวเช้าพร้อมด้วยยาเช้าพอดี
วันที่ 2 3 คลีนิคนัดทุกวันค่ะ ฉีดยาวันละเข็ม ข้อดีคือได้เจอคุณหมอ สงสัยอะไรก็ถาม
ได้เรียนรู้การทำความสะอาดแผล จขกท.เลิกอ่านรีวิวเลยค่ะ เพราะสับสน รีวิวบางรีวิวบอกอีกอย่าง
อีกรีวิวบอกอย่าง ตกลงต้องประคบเย็นวันไหนร้อนวันไหน
เลยตัดสินใจเลิกอ่านและปฏิบัติตามคำแนะนำของคลีนิคค่ะ

ที่อยากแนะนำคือเรื่องเวลาค่ะ วันที่ 4 จขกท.มีสอบวิชาโหดของภาควิชา
ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเลย เพราะต้องคอยประคบ ระวังนั่นนี่
แถมในห้องสอบ เลือดยังไหลเปื้อนกระดาษาคำตอบ ดังนั้นถ้ามีเวลาว่างๆ
ประมาณ 1 สัปดาห์ระหว่างพักฟื้นน่าจะเป็นผลดีมากกว่าค่ะ

ต่อมาเป็นความคืบหน้ารายวันค่ะ


อาการ : วันที่ 2-4 บวมมากค่ะ ช่วงแก้มตึง อ้าปากได้ไม่กว้าง หัวเราะแล้วเจ็บมาก
จขกท เริ่มรู้สึกตึงมากตรงหัวตา ตึงจนเวลาน้ำตาไหลแล้วรู้สึกแสบ
แสบแบบเอาน้ำเหลือมาราดแผล ยาลดบวมที่คลีนิคให้มาก็หมดช่วงหลังๆ
เลยไปซื้อยาลดบวมที่ร้านขายยามาทานต่อ เป็นช่วงที่ต้องแข็งแรง ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจค่ะ
แน่นอนว่าใครเห็นต้องทัก เบี้ยวหรือเปล่า ใหญ่จัง ของเดิมดีอยู่แล้ว เราต้องคิดบวกให้มากๆเลยค่ะช่วงนี้
ไม่บวมสิแปลกใช่ไหม เราผ่านมาขนาดนี้แล้ว สู้ต่อค่ะ

ระหว่างนี้มีอีก 1ปัญหาคือสิวค่ะ เนื่องจากหน้ามีความโส เพราะไม่ได้ล้างดีๆสักครั้ง
จากที่ไม่เคยมีสิว ตอนนี้กลายเป็นสิวเต็มทีโซนเลยค่ะ
คำแนะนำคือทำใจค่ะต้องคิดบวก ยิ่งเครียดยิ่งขึ้น ปล่อยไปค่ะ
ยิ่งไปฉีดสิวจะยิ่งส่งผลระยะยาว แถมผิวหนังช่วงนี้เราก็ยิ่งไม่ปกติ ช่วงจมูกยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาก
ต้องใจเย็นๆและให้เวลาเค้าหน่อยนะคะ


เมื่อตัดไหมเรียบร้อย(เย็บทั้งหมด5เข็มค่ะ) จขกท.ก็ได้จมูกใหม่ที่ยังไม่เข้าที่เต็มร้อย
ตอนนี้เลิกนอนหมอนสูงแล้ว แต่แว่น พี่ที่คลีนิคบอกว่า 1 เดือนขึ้นไปถึงใส่ได้ค่ะ ก็พักไปก่อน
ภาพหลังตัดไหมค่ะ


ตัดไหมแล้วสิวยังมีนะคะ แต่กังวลน้อยลง เพราะตอนนี้เราสามารถล้างหน้าได้แล้ว ช่วงระหว่างคิ้วยังคงบวม
เนื่องจากเป็นบริเวณที่ยุบยากที่สุด แต่ จขกท.ก็ไม่ซีเรียสค่ะ ตอนนี้เริ่มแต่งหน้าแบบเต็มนูปแบบขึ้นมาหน่อย
แน่นอนค่ะว่าแต่งหน้าไม่ค่อยติด เนื่องจากชั้นผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงมาก
แถมหน้ายังลอก ไม่ใชเรื่องแปลกค่ะใช้เวลาสักพัก เดี๋ยวก็เข้าที่นะ


ระหว่างพักฟื้นพี่ที่คลีนิค(พี่มี)ไลน์ถามตลอดว่าหายบวมหรือยัง เป็นยังไงบ้าง สงสัยอะไร ไลน์ถามได้ตลอด
ประทับใจมากค่ะ ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ เวลาทำอะไรไม่ถูกเหมือนมีที่ปรึกษาค่ะ

ภาพก่อนหลัง


สำหรับคำแนะนำ ส่วนตัว จขกท.คือ
ที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจค่ะ อย่าวิตกกับคำพูดของคนที่ทักในเชิงลบ
ลดการอ่านรีวิวในทางลบ แต่ศึกษาไว้บ้างเท่าที่จำเป็นก็พอ
กรณี จขกท.อ่านรีวิวมาว่า ถ้าแดงคืออักเสบ จิตตกมากเพราะคิดว่าจมูกตัวเองอักเสบ
ทั้งๆที่ทุกอย่างยังปกติ นอกจากนี้แล้วก็ควรดูแลตัวเอง
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารทะเล ของหมักดอง ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ


อีกอย่างที่สำคัญคือคนรอบข้างค่ะ จขกท.โชคดีที่มีคนรู้ใจ ดูแลทุกอย่าง ซื้อข้าวให้
พาไปฉีดยาตามนัด สระผมให้ แถมเพื่อนๆสนิทก็น่ารัก ให้กำลังใจทุกคน ไม่มีคำพูดลบๆออกจากปากเลย
เป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้การศัลยกรรมครั้งนี้น่าจดจำค่ะ

ดังนั้นใครที่กำลังอยากทำ ถ้าพร้อมทุกอย่างแล้ว มั่นใจในคุณภาพของคลีนิคแล้ว
ขอให้สู้ๆนะคะ แต่ละคนอาการไม่ได้เหมือนกันหมด คนที่ไม่บวมเลยก็มี
ส่วน จขกท. ถือว่าเป็นเคสที่บวมค่อนข้างมาก แต่ยังไม่มากที่สุด
ดังนั้นอ่านไว้เป็นแนวทางพอค่ะ ไม่ต้องยึดติดมาก

สำหรับการศัลยกรรมครั้งนี้
ส่วนตัวจขกท.ทำงานพิธีกรค่อนข้างบ่อย การมีใบหน้าที่ดูดีขึ้น(ในแบบของเรา)
ช่วยเสริมความมั่นใจได้มากเลยทีเดียวค่ะ
ประโยชน์ของการศัลยกรรมในมุมมองของ จขกท.
ไม่ได้มีแค่การดึงดูดเพศตรงข้าม
แน่นอนว่า จขกท.ให้คุณค่าของซิลิโคนแท่งนี้และความอดทนของตัวเองมากกว่านั้นค่ะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านที่อ่านกระทู้ของจขกท.
ท่านใดมีคำแนะนำก็สามารถบอกได้เลยและหากการรีวิวนี้ผิดพลาดตรงไหน ต้องอภัยด้วยนะคะ
ชื่อสินค้า:   ศัลยกรรมจมูก
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่