เล่นพันทิพมานาน วันนี้ขอถอดล็อคอินใช้บัตรผ่านเข้ามาระบายนะคะ(ล็อคอินเรามีทั้งเพื่อนและครอบครัวเล่นพันทิพอยู่และไม่ทราบปัญหาครอบครัวเรา)
เดิมทีเราเป็นครอบครัวชนชั้นกลางอยู่ต่างจังหวัด เราเป็นลูกคนเล็กในบ้านมีพี่น้องแค่2คน พ่อทำงานคนละจังหวัดมาหาเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุด
เพราะฉะนั้นคนที่ดูแลเรากับพี่คือยาย พี่เลี้ยง และก็แม่ ตอนเด็กๆที่ยายยังอยู่ยายรักเรากับพี่มากมีความสุขที่สุด ส่วนพี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเราทั้งหมดไม่ว่าจะอาบน้ำป้อนข้าวพาไปโรงเรียนไปรับกลับหรือเอาเข้านอนส่วนแม่เป็นข้าราชการไปทำงานเช้ากลับมาเย็น ในวัยเด็กเรามีแต่ความทรงจำกับยายและพี่เลี้ยงไม่ค่อยสนิทกับแม่มาก
แม่มีนิสัยเหมือนคนโรคจิตนิดๆชอบใช้อารมณ์ ชอบตีเรากับพี่ ชอบบังคับ เราเคยโดนตีจนขาลายเลือดซิบตอนอนุบาลเพราะเล่นเสียงดังในบ้านตอนที่มีแขกมาเยี่ยม แล้วแม่เราก็เปิดกระโปรงเราโชว์ขาลายที่ถูกตีให้คนข้างบ้านดูว่าเราเป็นเด็กซนเลี้ยงยากต้องใช้ไม้เรียวปราม ทำมห้เด็กอย่างเราอับอายมาก จนไม่กล้าไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน เราโดนแม่ตบหน้าเพราะง่วงหลับขณะทำการบ้านตอนประถม โดนตีหลังจนหน้าคะมำเพราะถูกบังคับให้อ่านหนังสือตอนประถมแล้วเรานั่งเหม่อ
อีกอย่างนึงคือเราเกิดมาผิวสีน้ำผึ้งเล่นกลางแดดมากจนตัวดำ แม่ล้อเราว่าเราเป็นอีดำข้าวนอกนา ไม่สวยเหมือนพี่ เวลามีเพื่อนแม่มาบ้านแม่ก็จะแนะนำพี่เราว่านี่ลูกชั้น พอเพื่อนแม่เห็นเราแม่ค่อยอ้อมแอ้มบอกว่านั่นก็ลูกอีกคน บางทีก็โดนแม่ล้อเลียนว่าพ่อแม่ก็สวยก็หล่อทำไมลูกคนเล็กเกิดมาหน้าตาไม่ดี สงสัยติดหน้ามาจากชาติที่แล้ว แม่เราย้ำทุกครั้งว่าพี่เป็นเทพที่พระท่านส่งมาให้แม่คลอด ส่วนเราเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาอาศัยอยู่ด้วย (คือบอกเราตอนเราไม่ถึง10ขวบ ครั้งแรกที่รู้เราร้องไห้ทั้งวันเลย)
ด้วยเหตุนี้ในวัยอนุบาลกับประถมเราค่อนข้างเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ไม่มีสมาธิในการเรียน ไม่มีความกล้า รู้สึกด้อยค่า ไม่เชื่อใจผู้ใหญ่
เข้ามัธยมเราได้ย้ายโรงเรียนไปอยู่กับพ่อ นานๆแม่มาเยี่ยมที ชีวิตเราดีขึ้นเราเริ่มมั่นใจในตัวเอง พ่อค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับเรา ไม่บีบบังคับ รับฟังความคิดเห็นของเด็กแบบเรา ไม่บังคับอ่านหนังสือ ไม่บังคับเรียนพิเศษ ทำให้เกิดจุดพลิกผลันในชีวิตของเรา จากเด็กหัวทึบกลายเป็นเด็กขยัน ผลการเรียนดีขึ้น มีความกล้ามากขึ้น กล้าอาสาไปแข่งตอบคำถามระดับชั้น ระดับโรงเรียน พ่อภูมิใจในตัวเรามาก แต่ความจริงแล้วในใจลึกๆเราเหมือนมีปม เหมือนเราจมน้ำมาตลอดพอเห็นผิวน้ำก็พยายามไขว่คว้าตะเกียกตะกายเพื่อขึ้นมาหายใจให้หนีพ้นความตายให้ได้ เราพยายามจนรู้สึกชีวิตมันเหนื่อย มันต้องดิ้นรน
ตอนมัธยมปลายมีเหตุให้เรากับพี่ต้องย้ายมาอยู่กับแม่ ตอนนี้เราเปลี่ยนไปเป็นเด็กเรียนดี สลับกันกับพี่ที่เริ่มเรียนแย่ลง แม่เราก็มักปลอบพี่เราแล้วหันมาว่าเราให้อย่าเหลิงอย่าคิดว่าจะเก่งไปตลอด บางทีพี่เราทำการบ้านไม่ได้แม่เราเข้ามาดูแล้วสอนไม่ได้เราก็เข้าไปช่วยดูช่วยสอนพี่เรา แม่เราก็มักกระแนะกระแหนเราว่าอวดเก่งบ้าง ทำให้เราไม่อยากยุ่งด้วย แต่ภายหลังแม่ก็บังคับให้เราช่วยพี่ทำการบ้าน ให้ไปเรียนพิเศษแทนพี่ในวันที่พี่ติดกิจกรรมโรงเรียน ซึ่งมันทำให้เราเหนื่อยขึ้นเป็นเท่าตัว
เราเริ่มดูแลตัวเองตามประสาเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ผิวเริ่มขาวขึ้นเริ่มมีเพื่อนชายโทรศัพท์มาที่บ้าน แม่เราเริ่มหาว่าเราขโมยเงินขโมยของเอาไปให้ผู้ชาย ทั้งๆที่เราไม่เคยขโมยแต่เป็นเพราะแม่เก็บผิดที่แล้วหาไม่เจอ จนในที่สุดเราทนไม่ไหวเราพยายามหาทางออกให้ตัวเองโดยการพยายามอ่านหนังสือ สรุปสุดท้ายเราสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศได้ตอนม.5 ซึ่งพี่เราเอนซ์ไม่ติดปีนั้น (เราเองก็สงสารพี่แต่เราก็ตั้งใจว่าจะเข้ามหาลัยแล้ว ไม่อยากอยู่บ้านอีกต่อไป) แต่แม่ก็ไม่ให้เราเข้ามหาลัยบอกให้รอต่ออีกปี เผื่อปีหน้าได้คณะที่ดีกว่าคณะที่แม่อยากให้เข้าเรียนมากกว่า และอยู่รอเรียนพร้อมพี่!!!! เรากับแม่ทะเลาะกันร้องไห้เป็นสัปดาห์ สรุปสุดท้ายแม่บอกว่าถ้าเราจะเข้าเรียนให้ได้แม่จะไม่จ่ายค่าหน่วยกิตค่ากินค่าอยู่ในกรุงเทพให้ สรุปสุดท้ายเราก็ต้องปล่อยโอกาสไป
ในที่สุดเราจบม.6ได้วุฒิบัตรเรียนดี สามารถเข้ามหาลัยอันดับต้นประเทศ ในคณะที่ดีจบมามั่นคงแน่ๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเรารู้สึกดีสุดๆเป็นอิสระทางด้านร่างกายและความคิด เราได้อยู่กับพ่อบ่อยขึ้น จากที่เราเคยเงียบๆเราเริ่มกล้าแสดงออก มีนิสัยที่อ่อนโยนขึ้นไม่อารมณ์ร้อน แต่พ่อก็อยู่กับเราได้ไม่นานพ่อเสียไปด้วยโรคร้ายเฉียบพลันไม่ทันได้เห็นอนาคตของเราที่กำลังจะเกิดขึ้น เราดูแลค่าใช้จ่ายงานศพพ่อเราเกือบทั้งหมดทั้งๆที่เราเป็นแค่ลูกคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบ เงินเดือนเดือนแรกของเราคือเงินซื้อโลงศพให้พ่อเราเอง ส่วนแม่เราเสียใจจนไม่สามรถควบคุมสติและดำเนินการด้านพิธีต่างๆได้ ดีที่ญาติๆและเพื่อนของพ่อมาช่วยงานมากมายทำให้เราซึ่งไม่มีประสบการณ์สามารถประคองงานจนจบได้
โชคดีที่เราตั้งใจเรียน เราจบมาได้เกียรตินิยม ได้เข้าทำงานที่ดีมั่นคงพบเจอสามีที่ดี ได้แต่งงานสร้างครอบครัว มีฐานะดีมีรายได้มั่นคง ได้อัพสถานะจากครอบครัวชนชั้นกลาง มาเป็นครอบครัวที่รวย เราซื้อตึกแถวซื้อคอนโดซื้อที่ซื้อบ้านเปลี่ยนเงินเป็นอสังหาฯ เอาบางส่วนไปลงทุน จนเราเริ่มมีความมั่นคงในชีวิต เราไปรับแม่มาอยู่ด้วยกะเลี้ยงดูท่านจนจบบั่นปลายชีวิต
ในที่สุดชีวิตเราก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นเราตั้งท้อง คลอดมาได้ลูกสาวที่น่ารัก แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำเติม แม่เราเจ็บป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง แต่ละครั้งต้องนอนโรงพยาบาลนาน เราซึ่งเป็นแม่ลูกอ่อนเกิดภาวะเบบี้บลูเครียดมาก จนบางทีระงับอารมณ์ไม่ได้ เราเริ่มดุว่าใส่ลูกวัยทารกด้วยเสียงดัง อุ้มกระแทกกระทั้นจนบางทีลูกร้อง สามีเราเลยจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกและดูแลแม่เราที่ป่วยอย่างละคน แต่แม่เรามักใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดใส่พี่เลี้ยงจนต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยงนับไม่ถ้วน เราเองก็ต้องกระเตงลูกพร้อมกับพาแม่เข้าๆออกๆโรงพยาบาล แต่ตั้งแต่เอาแม่มาเลี้ยงดูด้วยที่บ้าน เรารู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจ ทั้งเลี้ยงลูกอ่อน ทะเลาะกับแม่ทุกวันเพราะแม่ไม่ยอมคน เราพูดอะไรก็มักจะหาเรื่องทะเลาะและเถียงด้วย และมักจะพูดกับเราเสมอว่าเราไม่เหมือนพี่เราพูดไม่มีสำมาคารวะ(เราเป็นคนตรงและหัวไว เราไม่ค่อยอือออไปกับแม่เวลาที่แม่เข้าใจผิด ทำให้แม่ว่าเราหัวแข็งเถียงคำไม่ตกฟาก) เราเคยถามพี่ว่าอยากรับแม่ไปอยู่ด้วยไหม พี่เราบอกไม่พร้อมให้เราดูแลไป!?!
ตอนนี้เราเหนื่อยมากๆ ทั้งลูกน้อย ทั้งแม่ที่วุฒิภาวะทางอารมณ์แย่และสภาพร่างกายที่เจ็บป่วยบ่อย(แม่เราไม่ค่อยดูแลตัวเอง และไม่ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง) เคยมีความคิดอยากตายไปซะเลย ลูกให้สามีดูแล แม่ให้พี่มารับไป ส่วนเราก็พ้นเวรพ้นกรรมกลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนเหมือนเดิม แต่ก็ตายไม่ได้ตอนนี้ลูกกินนมเราอยู่ ร้องไห้เกือบทุกวันพยายามจับเข่าคุยกับแม่ แม่ก็ไม่ยอมฟังเอาแต่อารมณ์ ล่าสุดแม่บ้านก็บอกจะลาออกอีกแล้ว สามีเป็นคนใจเย็นเข้ามมาช่วยพูดก็หาว่าสามีไม่เคารพแม่ที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เราอยากส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราแต่ก็ทำไม่ได้เพราะแม่ป่วยง่ายกลัวว่าไปอยู่เค้าจะดูแลไม่ดี บางทีเราเครียดจัดๆก็เริ่มเอาอารมณ์ไปลงที่ลูกพอรู้ตัวก็รีบเอาเค้ามากอดมาขอโทษ
แม่เราเลี้ยงเราด้วยอำนาจให้เราเกรงกลัว พอแม่เราแก่ตัวหมดอำนาจ เราโตขึ้นจึงไม่เกรงกลัว แต่มันไม่มีความผูกพันธ์เลย มันไม่มีความรักเกิดขึ้นเลย ตอนนี้เราทำตามหน้าที่ลูกตามสมควร แต่เหมือนมันเป็นจุดระเบิด ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาเอาอาหารวางให้ที่โต๊ะแล้วก็อุ้มลูกเดินหนีเพราะไม่อยากคุยไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากให้ลูกซึมซับเอาอารมณ์แปรปรวนนี้เข้าไป อยากให้เค้าเติบโตขึ้นเป็นคนใหม่เหมือนไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่จิตใจผิดปรกติแบบนี้ พอลูกเราโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ เราก็ขอปล่อยเค้าไป ไม่ขอให้เค้ามาเลี้ยง เราขอตายเพียงลำพังไม่อยากให้มามีภาระผูกพันธ์ใดๆ
เราควรทำยังไงดี เราจะผ่านความเครียดแบบนี้ไปได้ยังไง ทุกวันนี้เรานับวันที่ยิ้มได้เลยว่าเรายิ้มแค่กี่วัน เครียดอีกกี่วัน บ้านเราใหญ่โตกว้างขวางแต่อยู่ในบ้านกลับอึดอัดใจ เราอยากเกิดในครอบครัวที่มีเต็มไปด้วยความรักความโอบอ้อมอารีแม้จะอยู่กันเบียดเสียดแต่เราก็เชื่อว่าภายในใจคงอบอุ่นไม่แออัด จิตใเราตอนนี้ไม่สามารถถือไว้ทั้งลูกและแม่ได้ เราอยากปล่อยออกไป เราอยากหลุดออกจากวงโคจรนี้
เราเกลียดแม่เรามาก เราผิดมั้ย?
เดิมทีเราเป็นครอบครัวชนชั้นกลางอยู่ต่างจังหวัด เราเป็นลูกคนเล็กในบ้านมีพี่น้องแค่2คน พ่อทำงานคนละจังหวัดมาหาเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุด
เพราะฉะนั้นคนที่ดูแลเรากับพี่คือยาย พี่เลี้ยง และก็แม่ ตอนเด็กๆที่ยายยังอยู่ยายรักเรากับพี่มากมีความสุขที่สุด ส่วนพี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเราทั้งหมดไม่ว่าจะอาบน้ำป้อนข้าวพาไปโรงเรียนไปรับกลับหรือเอาเข้านอนส่วนแม่เป็นข้าราชการไปทำงานเช้ากลับมาเย็น ในวัยเด็กเรามีแต่ความทรงจำกับยายและพี่เลี้ยงไม่ค่อยสนิทกับแม่มาก
แม่มีนิสัยเหมือนคนโรคจิตนิดๆชอบใช้อารมณ์ ชอบตีเรากับพี่ ชอบบังคับ เราเคยโดนตีจนขาลายเลือดซิบตอนอนุบาลเพราะเล่นเสียงดังในบ้านตอนที่มีแขกมาเยี่ยม แล้วแม่เราก็เปิดกระโปรงเราโชว์ขาลายที่ถูกตีให้คนข้างบ้านดูว่าเราเป็นเด็กซนเลี้ยงยากต้องใช้ไม้เรียวปราม ทำมห้เด็กอย่างเราอับอายมาก จนไม่กล้าไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน เราโดนแม่ตบหน้าเพราะง่วงหลับขณะทำการบ้านตอนประถม โดนตีหลังจนหน้าคะมำเพราะถูกบังคับให้อ่านหนังสือตอนประถมแล้วเรานั่งเหม่อ
อีกอย่างนึงคือเราเกิดมาผิวสีน้ำผึ้งเล่นกลางแดดมากจนตัวดำ แม่ล้อเราว่าเราเป็นอีดำข้าวนอกนา ไม่สวยเหมือนพี่ เวลามีเพื่อนแม่มาบ้านแม่ก็จะแนะนำพี่เราว่านี่ลูกชั้น พอเพื่อนแม่เห็นเราแม่ค่อยอ้อมแอ้มบอกว่านั่นก็ลูกอีกคน บางทีก็โดนแม่ล้อเลียนว่าพ่อแม่ก็สวยก็หล่อทำไมลูกคนเล็กเกิดมาหน้าตาไม่ดี สงสัยติดหน้ามาจากชาติที่แล้ว แม่เราย้ำทุกครั้งว่าพี่เป็นเทพที่พระท่านส่งมาให้แม่คลอด ส่วนเราเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาอาศัยอยู่ด้วย (คือบอกเราตอนเราไม่ถึง10ขวบ ครั้งแรกที่รู้เราร้องไห้ทั้งวันเลย)
ด้วยเหตุนี้ในวัยอนุบาลกับประถมเราค่อนข้างเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ไม่มีสมาธิในการเรียน ไม่มีความกล้า รู้สึกด้อยค่า ไม่เชื่อใจผู้ใหญ่
เข้ามัธยมเราได้ย้ายโรงเรียนไปอยู่กับพ่อ นานๆแม่มาเยี่ยมที ชีวิตเราดีขึ้นเราเริ่มมั่นใจในตัวเอง พ่อค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับเรา ไม่บีบบังคับ รับฟังความคิดเห็นของเด็กแบบเรา ไม่บังคับอ่านหนังสือ ไม่บังคับเรียนพิเศษ ทำให้เกิดจุดพลิกผลันในชีวิตของเรา จากเด็กหัวทึบกลายเป็นเด็กขยัน ผลการเรียนดีขึ้น มีความกล้ามากขึ้น กล้าอาสาไปแข่งตอบคำถามระดับชั้น ระดับโรงเรียน พ่อภูมิใจในตัวเรามาก แต่ความจริงแล้วในใจลึกๆเราเหมือนมีปม เหมือนเราจมน้ำมาตลอดพอเห็นผิวน้ำก็พยายามไขว่คว้าตะเกียกตะกายเพื่อขึ้นมาหายใจให้หนีพ้นความตายให้ได้ เราพยายามจนรู้สึกชีวิตมันเหนื่อย มันต้องดิ้นรน
ตอนมัธยมปลายมีเหตุให้เรากับพี่ต้องย้ายมาอยู่กับแม่ ตอนนี้เราเปลี่ยนไปเป็นเด็กเรียนดี สลับกันกับพี่ที่เริ่มเรียนแย่ลง แม่เราก็มักปลอบพี่เราแล้วหันมาว่าเราให้อย่าเหลิงอย่าคิดว่าจะเก่งไปตลอด บางทีพี่เราทำการบ้านไม่ได้แม่เราเข้ามาดูแล้วสอนไม่ได้เราก็เข้าไปช่วยดูช่วยสอนพี่เรา แม่เราก็มักกระแนะกระแหนเราว่าอวดเก่งบ้าง ทำให้เราไม่อยากยุ่งด้วย แต่ภายหลังแม่ก็บังคับให้เราช่วยพี่ทำการบ้าน ให้ไปเรียนพิเศษแทนพี่ในวันที่พี่ติดกิจกรรมโรงเรียน ซึ่งมันทำให้เราเหนื่อยขึ้นเป็นเท่าตัว
เราเริ่มดูแลตัวเองตามประสาเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ผิวเริ่มขาวขึ้นเริ่มมีเพื่อนชายโทรศัพท์มาที่บ้าน แม่เราเริ่มหาว่าเราขโมยเงินขโมยของเอาไปให้ผู้ชาย ทั้งๆที่เราไม่เคยขโมยแต่เป็นเพราะแม่เก็บผิดที่แล้วหาไม่เจอ จนในที่สุดเราทนไม่ไหวเราพยายามหาทางออกให้ตัวเองโดยการพยายามอ่านหนังสือ สรุปสุดท้ายเราสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศได้ตอนม.5 ซึ่งพี่เราเอนซ์ไม่ติดปีนั้น (เราเองก็สงสารพี่แต่เราก็ตั้งใจว่าจะเข้ามหาลัยแล้ว ไม่อยากอยู่บ้านอีกต่อไป) แต่แม่ก็ไม่ให้เราเข้ามหาลัยบอกให้รอต่ออีกปี เผื่อปีหน้าได้คณะที่ดีกว่าคณะที่แม่อยากให้เข้าเรียนมากกว่า และอยู่รอเรียนพร้อมพี่!!!! เรากับแม่ทะเลาะกันร้องไห้เป็นสัปดาห์ สรุปสุดท้ายแม่บอกว่าถ้าเราจะเข้าเรียนให้ได้แม่จะไม่จ่ายค่าหน่วยกิตค่ากินค่าอยู่ในกรุงเทพให้ สรุปสุดท้ายเราก็ต้องปล่อยโอกาสไป
ในที่สุดเราจบม.6ได้วุฒิบัตรเรียนดี สามารถเข้ามหาลัยอันดับต้นประเทศ ในคณะที่ดีจบมามั่นคงแน่ๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเรารู้สึกดีสุดๆเป็นอิสระทางด้านร่างกายและความคิด เราได้อยู่กับพ่อบ่อยขึ้น จากที่เราเคยเงียบๆเราเริ่มกล้าแสดงออก มีนิสัยที่อ่อนโยนขึ้นไม่อารมณ์ร้อน แต่พ่อก็อยู่กับเราได้ไม่นานพ่อเสียไปด้วยโรคร้ายเฉียบพลันไม่ทันได้เห็นอนาคตของเราที่กำลังจะเกิดขึ้น เราดูแลค่าใช้จ่ายงานศพพ่อเราเกือบทั้งหมดทั้งๆที่เราเป็นแค่ลูกคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบ เงินเดือนเดือนแรกของเราคือเงินซื้อโลงศพให้พ่อเราเอง ส่วนแม่เราเสียใจจนไม่สามรถควบคุมสติและดำเนินการด้านพิธีต่างๆได้ ดีที่ญาติๆและเพื่อนของพ่อมาช่วยงานมากมายทำให้เราซึ่งไม่มีประสบการณ์สามารถประคองงานจนจบได้
โชคดีที่เราตั้งใจเรียน เราจบมาได้เกียรตินิยม ได้เข้าทำงานที่ดีมั่นคงพบเจอสามีที่ดี ได้แต่งงานสร้างครอบครัว มีฐานะดีมีรายได้มั่นคง ได้อัพสถานะจากครอบครัวชนชั้นกลาง มาเป็นครอบครัวที่รวย เราซื้อตึกแถวซื้อคอนโดซื้อที่ซื้อบ้านเปลี่ยนเงินเป็นอสังหาฯ เอาบางส่วนไปลงทุน จนเราเริ่มมีความมั่นคงในชีวิต เราไปรับแม่มาอยู่ด้วยกะเลี้ยงดูท่านจนจบบั่นปลายชีวิต
ในที่สุดชีวิตเราก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นเราตั้งท้อง คลอดมาได้ลูกสาวที่น่ารัก แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำเติม แม่เราเจ็บป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง แต่ละครั้งต้องนอนโรงพยาบาลนาน เราซึ่งเป็นแม่ลูกอ่อนเกิดภาวะเบบี้บลูเครียดมาก จนบางทีระงับอารมณ์ไม่ได้ เราเริ่มดุว่าใส่ลูกวัยทารกด้วยเสียงดัง อุ้มกระแทกกระทั้นจนบางทีลูกร้อง สามีเราเลยจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกและดูแลแม่เราที่ป่วยอย่างละคน แต่แม่เรามักใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดใส่พี่เลี้ยงจนต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยงนับไม่ถ้วน เราเองก็ต้องกระเตงลูกพร้อมกับพาแม่เข้าๆออกๆโรงพยาบาล แต่ตั้งแต่เอาแม่มาเลี้ยงดูด้วยที่บ้าน เรารู้สึกเหนื่อยจนแทบขาดใจ ทั้งเลี้ยงลูกอ่อน ทะเลาะกับแม่ทุกวันเพราะแม่ไม่ยอมคน เราพูดอะไรก็มักจะหาเรื่องทะเลาะและเถียงด้วย และมักจะพูดกับเราเสมอว่าเราไม่เหมือนพี่เราพูดไม่มีสำมาคารวะ(เราเป็นคนตรงและหัวไว เราไม่ค่อยอือออไปกับแม่เวลาที่แม่เข้าใจผิด ทำให้แม่ว่าเราหัวแข็งเถียงคำไม่ตกฟาก) เราเคยถามพี่ว่าอยากรับแม่ไปอยู่ด้วยไหม พี่เราบอกไม่พร้อมให้เราดูแลไป!?!
ตอนนี้เราเหนื่อยมากๆ ทั้งลูกน้อย ทั้งแม่ที่วุฒิภาวะทางอารมณ์แย่และสภาพร่างกายที่เจ็บป่วยบ่อย(แม่เราไม่ค่อยดูแลตัวเอง และไม่ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง) เคยมีความคิดอยากตายไปซะเลย ลูกให้สามีดูแล แม่ให้พี่มารับไป ส่วนเราก็พ้นเวรพ้นกรรมกลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนเหมือนเดิม แต่ก็ตายไม่ได้ตอนนี้ลูกกินนมเราอยู่ ร้องไห้เกือบทุกวันพยายามจับเข่าคุยกับแม่ แม่ก็ไม่ยอมฟังเอาแต่อารมณ์ ล่าสุดแม่บ้านก็บอกจะลาออกอีกแล้ว สามีเป็นคนใจเย็นเข้ามมาช่วยพูดก็หาว่าสามีไม่เคารพแม่ที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เราอยากส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราแต่ก็ทำไม่ได้เพราะแม่ป่วยง่ายกลัวว่าไปอยู่เค้าจะดูแลไม่ดี บางทีเราเครียดจัดๆก็เริ่มเอาอารมณ์ไปลงที่ลูกพอรู้ตัวก็รีบเอาเค้ามากอดมาขอโทษ
แม่เราเลี้ยงเราด้วยอำนาจให้เราเกรงกลัว พอแม่เราแก่ตัวหมดอำนาจ เราโตขึ้นจึงไม่เกรงกลัว แต่มันไม่มีความผูกพันธ์เลย มันไม่มีความรักเกิดขึ้นเลย ตอนนี้เราทำตามหน้าที่ลูกตามสมควร แต่เหมือนมันเป็นจุดระเบิด ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาเอาอาหารวางให้ที่โต๊ะแล้วก็อุ้มลูกเดินหนีเพราะไม่อยากคุยไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากให้ลูกซึมซับเอาอารมณ์แปรปรวนนี้เข้าไป อยากให้เค้าเติบโตขึ้นเป็นคนใหม่เหมือนไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่จิตใจผิดปรกติแบบนี้ พอลูกเราโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ เราก็ขอปล่อยเค้าไป ไม่ขอให้เค้ามาเลี้ยง เราขอตายเพียงลำพังไม่อยากให้มามีภาระผูกพันธ์ใดๆ
เราควรทำยังไงดี เราจะผ่านความเครียดแบบนี้ไปได้ยังไง ทุกวันนี้เรานับวันที่ยิ้มได้เลยว่าเรายิ้มแค่กี่วัน เครียดอีกกี่วัน บ้านเราใหญ่โตกว้างขวางแต่อยู่ในบ้านกลับอึดอัดใจ เราอยากเกิดในครอบครัวที่มีเต็มไปด้วยความรักความโอบอ้อมอารีแม้จะอยู่กันเบียดเสียดแต่เราก็เชื่อว่าภายในใจคงอบอุ่นไม่แออัด จิตใเราตอนนี้ไม่สามารถถือไว้ทั้งลูกและแม่ได้ เราอยากปล่อยออกไป เราอยากหลุดออกจากวงโคจรนี้