คอลัมน์ หวานซ่อนเปรี้ยว: มองข้ามช็อต...4 จีหักปากกาเซียน
พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ล็อกถล่ม หักปากกาเซียนกันไปตามๆ กัน! กับผลการประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกกะเฮิรตซ์(MHz) ที่สิ้นสุดลงไปกลางดึกของวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากบริษัทสื่อสาร 4 รายที่เข้าร่วมชิงดำขับเคี่ยวกันมาราทอน 4 วัน 4 คืนเต็มๆ จากสายของวันที่ 15 ธันวาจนล่วงเข้าสู่กลางดึกของวันที่ 18 และเช้าตรู่ของวันที่ 19 ธันวาคมถึงรู้ผลแพ้ชนะ รวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาขับเคี่ยวกันไป 199รอบ 88ชั่วโมง เรียกได้ว่าสู้กันถึงชั้นฎีกาจริง ๆ
ผลการประมูลที่ได้ ที่พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ตีปี๊บแถลงต่อสื่อมวลชนนั้นปรากฎว่า จากมูลค่าคลื่น 900 MHz ที่กสทช.ตั้งไว้ที่ 16,080 ล้านบาท/ในอนญาตนั้น บริษัทสื่อสารมีการเคาะราคาประมูลกันเลือดสาดไปถึง 75,654 ล้านบาทสำหรับคลื่น 900 MHzในชุดที่ 1 และ 76,298 ล้านบาทในชุดที่ 2 รวมเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลครั้งนี้กระฉูดไปถึง 151,952 ล้านบาท ทุบสถิติโลกไปแล้ว
ทำเอาบิ๊ก กสทช.หน้าบานเป็นจานกระด้งไปตามๆ กัน เพราะนัยว่าแม้แต่นายกฯ ตู่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ยังเอ่ยปากชื่นชมว่า "เป็นการประมูลเพื่อชาติจริงๆ"
เพราะคลื่นความถี่ที่เป็น "อากาศธาตุ" แท้ๆ ที่รัฐบาลเคยประเคนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างบริษัท ทีโอที และกสท โทรคมนาคมใช้กันปล่าปรี้ใช้กันฟรีๆ มาแต่ไหนแต่ไร แถมยังใช้กันแบบไร้ค่าไม่ต่างจาก"ไก่ได้พลอย"นั้นวันนี้กลับสามารถนำมาประมูลสร้างรายได้เข้ารัฐ ได้นับแสนล้านบาทได้
แต่ที่ทำเอานักวิชาการ นักวิเคราะห์ในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมหน้าแหกไปตามๆ กัน ก็เห็นจะเป็นผลประมูลที่ออกมาที่นัยว่า "หักปากาเซียน" ทุกสำนัก แม้แต่ตัวเลขาธิการกสทช.อย่าง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่เคยทำนายทายทักใครจะชนะประมูลแบบ "นอนมา" ก็ยังหน้าแตกไปด้วย เพราะเอาเข้าจริงบริษัทสื่อสาร "เต็งหาม" อย่างค่ายเอไอเอสและดีแทคที่ใครต่อใครก็ฟันธงว่ายังไงซะก็ต้องกัดฟัน "สู้ยิบตา"เพื่อคว้าตั๋ว 4 จีมาครองให้จงได้ โดยเฉพาะค่าย "เอไอเอส" ที่เป็นเจ้าของคลื่น 900 MHz เดิมนั้น
แต่ผลประมูลที่ออกมากลับ "พลิกล็อค" ทำเอาช็อคไปทั้งวงการ เพราะผู้ชนะประมูลที่คว้าตั๋ว 4 จีไปครองกลับกลายเป็นผู้เล่น "หน้าใหม่" อย่าง"แจส โมบาย บรอดแบนด์" ในเครือจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลที่เคยชวด 4 จีบนคลื่น1800 MHz ในครั้งก่อน กับ "ทรูมูฟ เอช" ที่ใครต่อใครก็มองว่าคงไม่คิดจะกวาดคลื่น4 จีคลื่นนี้อีกเพราะของเก่าที่ตุนไว้ในมือมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ขณะที่เอไอเอสและดีแทคนั้นต้องแพคกระเป๋ากลับบ้านมือเปล่า
ทั้งที่หากวัดด้านฐานทางการเงินแล้ว บริษัททยกธงถอดใจยอมถอยนั้นเหนือกว่าผู้ชนะประมูลในทุกด้าน ทำเอาบรรดานักวิเคราะห์พากันพิศวงงงงวยและตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับการประมูล 4 จีครั้งนี้กันแน่? เหตุใด 2 ค่ายยักษ์สื่อสารที่ต่างก็มีฐานทางการเงินแข็งแกร่งกว่าทุกด้าน มีกำไรจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นแทบสำลักกันทุกปี กลับถอดใจยกธงยอมให้หน้าใหม่อย่าง "แจส โมบาย"และทรูมูฟที่เป็นเบอร์ 3 ของตลาดคว้าตั๋ว4จีครั้งนี้ไปครองเอาได้
บ้างก็ว่าตลาดมือถือจากนี้ไปคงระอุแดด จากผู้เล่นหน้าใหม่ที่กลายมาเป็น"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์"
แต่หลังจากได้อ่านแถลงการณ์ของยักษ์สื่อสาร"เอไอเอส" ที่ออกมาเผยเบื้องหลังเหตุที่ถอดใจไม่เคาะประมูลต่อทั้งที่เป็น"เต็งหาม" มาโดยตลอดนั้นก็ถึงบางอ้อ เมื่อผู้บริหารเอไอเอสบอกว่ามูลเหตุที่เอไอเอสไม่ลุยเคาะราคาบ้าระห่ำต่อไปนั้นว่า เนื่องจากก่อนจะเข้าร่วมประมูลคลื่น 900MHz ครั้งนี้ เอไอเอสได้ศึกษาเพื่อกำหนดราคาประมูลที่เหมาะสมทางธุรกิจมาอย่างรอบด้านแล้วว่าควรเป็นเท่าไร รวมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาร่วมคาดการณ์ถึงผลลัพธ์และความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในกรณีที่เอไอเอสชนะการประมูล หรือหากคู่แข่งชนะการประมูล ซึ่งเมื่อราคาการประมูลขึ้นไปสูงเกินกว่าราคาที่ "เหมาะสม" ในการดำเนินธุรกิจ จึงตัดสินใจไม่เคาะราคาต่อ
"
เอไอเอสเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาลงทุน ดังนั้นการวางแผนในการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีความรอบคอบ มีการศึกษาและพิจารณาถึงความเสี่ยง โอกาส ความน่าจะเป็นในหลายๆประการอย่างรอบด้าน อีกทั้งอนาคตยังจะมีการประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ อาทิ คลื่น 1800 MHz ในอีก 3 ปีข้างหน้าและคลื่นความถี่2300MHz/2600 MHz และที่มีปริมาณ Bandwidth อีกมาก เป็นต้น"
ถึงจุดนี้หลายฝ่ายจึงเริ่มถึงบางอ้อ และไม่แปลกใจเหตุใดในช่วงที่บริษัทสื่อสารเหล่านี้ขับเคี่ยวเคาะราคากันบ้าระห่ำทะลักไปถึง 150,000ล้านบาทนั้น ตลาดหุ้นต่างพากันขวัญผวาเทขายหุ้นสื่อสารจนร่วงติดฟลอร์กันระนาวแม้กระทั่งวันนี้ที่ผู้บริหารบริษัทผู้ชนะประมูลจะดาหน้าออกมาแสดงความมั่นใจต่อการคว้าชัย 4 จีล่าสุด แต่นักลงทุนน้อยใหญ่ในตลาดยังคงเทขายกันไม่หยุด
เรื่องอย่างนี้ต้อง "มองข้ามช็อต" ไป 3-4 ปีข้างหน้า ในช่วงที่ทั้ง 2 ค่ายมือถือคือ "แจส โมบาย- ทรูมูฟ" ยังต้องวิ่งวุ่นหาเม็ดเงินกว่า 75,000-76,000 ล้านมาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแก่กสทช.แม้ว่าเกณฑ์การจ่ายค่าธรรมเนียมจะกำหนดเอาไว้ไม่สูงนักในปีแรก - ถึงปีที่ 3
โดยปีแรกจ่ายแค่ 8,000 ล้านบาท ปีที่ 2 และ 3 จ่ายอีกแค่ปีละ 4,000 ล้าน แต่ในปีสุดท้ายคือปีที่ 4 (ปี 2562) นั้นทั้ง 2 ค่ายจะต้องหาเม็ดเงินอีกไม่ต่ำกว่ารายละ 60,000 ล้านบาท ยิ่งในส่วนของทรูมูฟนั้น ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแก่รัฐในระยะ 3-4 ปีข้างหน้านี้ปาเข้าไปกว่า 1.1 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ
ตรงนี้แหละคือ "จุดตาย" ที่อาจทำให้ 2 บริษัทสื่อสารที่กำลังตีปี๊บ เป็น"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์" อาจต้องแปรสภาพเป็น แจ๊ค-โรสิ แห่งไททานิกเอาได้!
เพราะในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือปี 2561 กสทช.ยังมีแผนจะต้องนำคลื่น1800 MHz อีก 45 MHz และ 850 MHz ที่ดีแทคถือครองอยู่ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 61 ออกมาประมูลอีกครั้ง ถึงเวลานั้นความได้เปรียบในเกมการประมูลจะเปลี่ยนไปในทันที จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 2 บริษัทสื่อสารที่ทุ่มทุนแจ้งเกิด 4 จีแบบบ้าระห่ำในเวลานี้ ยังคงต้องเผชิญกับการหาแหล่งเงิน/ หาแบงก์ที่จะเข้ามา Support เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้แก่รัฐชนิดหน้ามืดหืดจับ...จนไม่อาจจะกระโจนลงไปแข่งขันในรอบใหม่ที่อยู่ตรงหน้า
เงื่อนเวลาและ "ไทม์ไลน์" ที่ว่านี้ จะกลายเป็นจุดพลิกผันที่อาจทำให้2 ค่ายสื่อสารที่กำลังเปิดแชมเปญฉลองชัย อาจได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะไม่อยู่ในสภาพจะลงไปแข่งขันได้อีก! และหากคู่แข่งที่วันนี้ยอม "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" คว้าตั๋ว4จี ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าตัวเองเป็นเท่าตัวถึงเวลานั้น เราอาจได้เห็น บริษัทสื่อสารบางรายที่อาจเจริญรอยตาม "ทีวีดิจิตอล" ที่สุดท้ายแล้วกลับ "จอดไม่ต้องแจว" ผู้ประกอบการบางรายอยู่ในสภาพ "หน้ามืดหืดจับ" และถึงขั้นยอมทิ้งใบอนุญาตโดยไม่แคร์ว่าใครจะต้อง "เจ๊งยับ"กันยังไง!!!
ข้อมูลแหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 (หน้า 12)
คอลัมน์ หวานซ่อนเปรี้ยว: มองข้ามช็อต...4 จีหักปากกาเซียน
คอลัมน์ หวานซ่อนเปรี้ยว: มองข้ามช็อต...4 จีหักปากกาเซียน
พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ล็อกถล่ม หักปากกาเซียนกันไปตามๆ กัน! กับผลการประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกกะเฮิรตซ์(MHz) ที่สิ้นสุดลงไปกลางดึกของวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากบริษัทสื่อสาร 4 รายที่เข้าร่วมชิงดำขับเคี่ยวกันมาราทอน 4 วัน 4 คืนเต็มๆ จากสายของวันที่ 15 ธันวาจนล่วงเข้าสู่กลางดึกของวันที่ 18 และเช้าตรู่ของวันที่ 19 ธันวาคมถึงรู้ผลแพ้ชนะ รวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาขับเคี่ยวกันไป 199รอบ 88ชั่วโมง เรียกได้ว่าสู้กันถึงชั้นฎีกาจริง ๆ
ผลการประมูลที่ได้ ที่พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ตีปี๊บแถลงต่อสื่อมวลชนนั้นปรากฎว่า จากมูลค่าคลื่น 900 MHz ที่กสทช.ตั้งไว้ที่ 16,080 ล้านบาท/ในอนญาตนั้น บริษัทสื่อสารมีการเคาะราคาประมูลกันเลือดสาดไปถึง 75,654 ล้านบาทสำหรับคลื่น 900 MHzในชุดที่ 1 และ 76,298 ล้านบาทในชุดที่ 2 รวมเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลครั้งนี้กระฉูดไปถึง 151,952 ล้านบาท ทุบสถิติโลกไปแล้ว
ทำเอาบิ๊ก กสทช.หน้าบานเป็นจานกระด้งไปตามๆ กัน เพราะนัยว่าแม้แต่นายกฯ ตู่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ยังเอ่ยปากชื่นชมว่า "เป็นการประมูลเพื่อชาติจริงๆ"
เพราะคลื่นความถี่ที่เป็น "อากาศธาตุ" แท้ๆ ที่รัฐบาลเคยประเคนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างบริษัท ทีโอที และกสท โทรคมนาคมใช้กันปล่าปรี้ใช้กันฟรีๆ มาแต่ไหนแต่ไร แถมยังใช้กันแบบไร้ค่าไม่ต่างจาก"ไก่ได้พลอย"นั้นวันนี้กลับสามารถนำมาประมูลสร้างรายได้เข้ารัฐ ได้นับแสนล้านบาทได้
แต่ที่ทำเอานักวิชาการ นักวิเคราะห์ในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมหน้าแหกไปตามๆ กัน ก็เห็นจะเป็นผลประมูลที่ออกมาที่นัยว่า "หักปากาเซียน" ทุกสำนัก แม้แต่ตัวเลขาธิการกสทช.อย่าง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่เคยทำนายทายทักใครจะชนะประมูลแบบ "นอนมา" ก็ยังหน้าแตกไปด้วย เพราะเอาเข้าจริงบริษัทสื่อสาร "เต็งหาม" อย่างค่ายเอไอเอสและดีแทคที่ใครต่อใครก็ฟันธงว่ายังไงซะก็ต้องกัดฟัน "สู้ยิบตา"เพื่อคว้าตั๋ว 4 จีมาครองให้จงได้ โดยเฉพาะค่าย "เอไอเอส" ที่เป็นเจ้าของคลื่น 900 MHz เดิมนั้น
แต่ผลประมูลที่ออกมากลับ "พลิกล็อค" ทำเอาช็อคไปทั้งวงการ เพราะผู้ชนะประมูลที่คว้าตั๋ว 4 จีไปครองกลับกลายเป็นผู้เล่น "หน้าใหม่" อย่าง"แจส โมบาย บรอดแบนด์" ในเครือจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลที่เคยชวด 4 จีบนคลื่น1800 MHz ในครั้งก่อน กับ "ทรูมูฟ เอช" ที่ใครต่อใครก็มองว่าคงไม่คิดจะกวาดคลื่น4 จีคลื่นนี้อีกเพราะของเก่าที่ตุนไว้ในมือมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ขณะที่เอไอเอสและดีแทคนั้นต้องแพคกระเป๋ากลับบ้านมือเปล่า
ทั้งที่หากวัดด้านฐานทางการเงินแล้ว บริษัททยกธงถอดใจยอมถอยนั้นเหนือกว่าผู้ชนะประมูลในทุกด้าน ทำเอาบรรดานักวิเคราะห์พากันพิศวงงงงวยและตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับการประมูล 4 จีครั้งนี้กันแน่? เหตุใด 2 ค่ายยักษ์สื่อสารที่ต่างก็มีฐานทางการเงินแข็งแกร่งกว่าทุกด้าน มีกำไรจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นแทบสำลักกันทุกปี กลับถอดใจยกธงยอมให้หน้าใหม่อย่าง "แจส โมบาย"และทรูมูฟที่เป็นเบอร์ 3 ของตลาดคว้าตั๋ว4จีครั้งนี้ไปครองเอาได้
บ้างก็ว่าตลาดมือถือจากนี้ไปคงระอุแดด จากผู้เล่นหน้าใหม่ที่กลายมาเป็น"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์"
แต่หลังจากได้อ่านแถลงการณ์ของยักษ์สื่อสาร"เอไอเอส" ที่ออกมาเผยเบื้องหลังเหตุที่ถอดใจไม่เคาะประมูลต่อทั้งที่เป็น"เต็งหาม" มาโดยตลอดนั้นก็ถึงบางอ้อ เมื่อผู้บริหารเอไอเอสบอกว่ามูลเหตุที่เอไอเอสไม่ลุยเคาะราคาบ้าระห่ำต่อไปนั้นว่า เนื่องจากก่อนจะเข้าร่วมประมูลคลื่น 900MHz ครั้งนี้ เอไอเอสได้ศึกษาเพื่อกำหนดราคาประมูลที่เหมาะสมทางธุรกิจมาอย่างรอบด้านแล้วว่าควรเป็นเท่าไร รวมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาร่วมคาดการณ์ถึงผลลัพธ์และความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในกรณีที่เอไอเอสชนะการประมูล หรือหากคู่แข่งชนะการประมูล ซึ่งเมื่อราคาการประมูลขึ้นไปสูงเกินกว่าราคาที่ "เหมาะสม" ในการดำเนินธุรกิจ จึงตัดสินใจไม่เคาะราคาต่อ
"เอไอเอสเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาลงทุน ดังนั้นการวางแผนในการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีความรอบคอบ มีการศึกษาและพิจารณาถึงความเสี่ยง โอกาส ความน่าจะเป็นในหลายๆประการอย่างรอบด้าน อีกทั้งอนาคตยังจะมีการประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ อาทิ คลื่น 1800 MHz ในอีก 3 ปีข้างหน้าและคลื่นความถี่2300MHz/2600 MHz และที่มีปริมาณ Bandwidth อีกมาก เป็นต้น"
ถึงจุดนี้หลายฝ่ายจึงเริ่มถึงบางอ้อ และไม่แปลกใจเหตุใดในช่วงที่บริษัทสื่อสารเหล่านี้ขับเคี่ยวเคาะราคากันบ้าระห่ำทะลักไปถึง 150,000ล้านบาทนั้น ตลาดหุ้นต่างพากันขวัญผวาเทขายหุ้นสื่อสารจนร่วงติดฟลอร์กันระนาวแม้กระทั่งวันนี้ที่ผู้บริหารบริษัทผู้ชนะประมูลจะดาหน้าออกมาแสดงความมั่นใจต่อการคว้าชัย 4 จีล่าสุด แต่นักลงทุนน้อยใหญ่ในตลาดยังคงเทขายกันไม่หยุด
เรื่องอย่างนี้ต้อง "มองข้ามช็อต" ไป 3-4 ปีข้างหน้า ในช่วงที่ทั้ง 2 ค่ายมือถือคือ "แจส โมบาย- ทรูมูฟ" ยังต้องวิ่งวุ่นหาเม็ดเงินกว่า 75,000-76,000 ล้านมาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแก่กสทช.แม้ว่าเกณฑ์การจ่ายค่าธรรมเนียมจะกำหนดเอาไว้ไม่สูงนักในปีแรก - ถึงปีที่ 3
โดยปีแรกจ่ายแค่ 8,000 ล้านบาท ปีที่ 2 และ 3 จ่ายอีกแค่ปีละ 4,000 ล้าน แต่ในปีสุดท้ายคือปีที่ 4 (ปี 2562) นั้นทั้ง 2 ค่ายจะต้องหาเม็ดเงินอีกไม่ต่ำกว่ารายละ 60,000 ล้านบาท ยิ่งในส่วนของทรูมูฟนั้น ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแก่รัฐในระยะ 3-4 ปีข้างหน้านี้ปาเข้าไปกว่า 1.1 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ
ตรงนี้แหละคือ "จุดตาย" ที่อาจทำให้ 2 บริษัทสื่อสารที่กำลังตีปี๊บ เป็น"แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์" อาจต้องแปรสภาพเป็น แจ๊ค-โรสิ แห่งไททานิกเอาได้!
เพราะในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือปี 2561 กสทช.ยังมีแผนจะต้องนำคลื่น1800 MHz อีก 45 MHz และ 850 MHz ที่ดีแทคถือครองอยู่ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 61 ออกมาประมูลอีกครั้ง ถึงเวลานั้นความได้เปรียบในเกมการประมูลจะเปลี่ยนไปในทันที จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 2 บริษัทสื่อสารที่ทุ่มทุนแจ้งเกิด 4 จีแบบบ้าระห่ำในเวลานี้ ยังคงต้องเผชิญกับการหาแหล่งเงิน/ หาแบงก์ที่จะเข้ามา Support เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้แก่รัฐชนิดหน้ามืดหืดจับ...จนไม่อาจจะกระโจนลงไปแข่งขันในรอบใหม่ที่อยู่ตรงหน้า
เงื่อนเวลาและ "ไทม์ไลน์" ที่ว่านี้ จะกลายเป็นจุดพลิกผันที่อาจทำให้2 ค่ายสื่อสารที่กำลังเปิดแชมเปญฉลองชัย อาจได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะไม่อยู่ในสภาพจะลงไปแข่งขันได้อีก! และหากคู่แข่งที่วันนี้ยอม "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" คว้าตั๋ว4จี ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าตัวเองเป็นเท่าตัวถึงเวลานั้น เราอาจได้เห็น บริษัทสื่อสารบางรายที่อาจเจริญรอยตาม "ทีวีดิจิตอล" ที่สุดท้ายแล้วกลับ "จอดไม่ต้องแจว" ผู้ประกอบการบางรายอยู่ในสภาพ "หน้ามืดหืดจับ" และถึงขั้นยอมทิ้งใบอนุญาตโดยไม่แคร์ว่าใครจะต้อง "เจ๊งยับ"กันยังไง!!!
ข้อมูลแหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 (หน้า 12)