ขอถามพวกพี่ๆ ร่วมกตัญญูทั้งหลาย พี่ๆรู้สึกว่ากามฉันทะ (เฉพาะในส่วนของ ความชอบสิ่งสวยงาม) ลดลงบ้างใหมครับ?

มันอาจดูเป็นคำถามที่ไรสาระมากเลยครับ แต่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ตั้งมากๆ ขอบคุณนะครับ
เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อสุภะเป็นของคู่ตรงข้ามกับ กามฉันทะ
ผลเลยอยากทราบน่ะครับ ว่าถ้าเทียบกันแล้ว ตอนก่อนที่พวกพี่จะมาเป็น ร่วมกตัญญู กับหลังจากที่เป็นมาได้ซักระยะเวลาหนึ่ง
ได้มีโอกาศสังเกตุตัวเองบ้างใหม ว่าเรื่องความชอบสิ่งสวยงามลดลงบ้างรึป่าว พอดีอยากทราบข้อมูลจากผู้ที่ได้พิจารณาศพอยู่เป็นนิจ
(คือถึงไม่ตั้งใจดู ผมเชื่อว่าจิตมันรู้ได้เอง) เลยอยากตรวจสอบสมมุติฐานคร่าวๆ

ถ้าพวกพี่จะกรุณาช่วย บอกความรู้สึกที่สังเกตุได้ แล้วก็อายุงาน (จำนวนปีที่เคยทำร่วมกตัญญูมาแล้ว)
ถ้าได้เรื่องเล่าประสอบการณ์ ที่ทำให้ปรงได้จะเป็นพระคุณมากเลยฮะ จะได้เอาไปประกอบวิธีการพิจารณาอสุภะของตัวผมเองงับ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 5
การทำงานเกี่ยวกับศพกับการเจริญสติในอสุภะอาจจะคล้ายกันในแง่ รูปที่ปรากฎ
แต่จะแตกต่างกันที่ทิฐิที่ยึดเป็นหลักในการเจริญสติครับ

ดังนั้นการเห็นรูปเดียวกัน ไม่จำเป็นจะต้องมีปัญญาเหมือนกันครับ เพราะทิฐิที่ตั้งเป็นโลกียะกับโลกุตระมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน
คือผู้ทำงานมูลนิธิก็ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะมีใจใฝ่ทางโลกุตรธรรม หรือธรรมเหนือโลกพ้นโลก หรือโลกุตรธรรม
เขาอาจจะมุ่งมั่นจะช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยความเมตตาแรงกล้ามีทิฐิว่าเที่ยงต่อการเมตตา ซึ่งความตั้งใจนี้เป็นโลกียะมีผลแก่ขันธ์

ในศาสนาพุทธ ทางสายกลางหรืออริยมรรคนั้นจำเป็นต้องมีสัมมาทิฐิองค์แห่งมรรคเป็นประธาน
มีสติและเจตนาเพื่อความรู้ยิ่งในสรรพสิ่งเพื่อให้จิตใจหมดจดจากกิเลสทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ถือตัวตน ของตน

หากผู้ทำงานมูลนิธิช่วยเหลือฯ มีสติเพื่อทางสายกลาง จิตใจจะน้อมไปในความไม่เที่ยง
ตายก็ตามไม่ตายก็ตาม จิตใจดีอยู่แล้ว...  อาจจะทำงานช่วยเหลือกันลำบากครับ จะออกแนวสงบร่มเย็นแทน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่