ถึงใครจะมองอาชีพ..งานราชการ..ไม่ดี แต่ฉันก็ยังเชื่อมั่นและศรัทธา

กระทู้สนทนา
เส้นทางการทำงานในแวดวงราชการในตำแหน่งราชการเล็กๆ....ฉันเริ่มทำงานในแวดวงราชการเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว ตอนนั้นทำงานอยู่ส่วนกลางที่กรุงเทพสังกัดกระทรวงยุติธรรม พอมีสำนักงานเปิดใหม่ที่จังหวัดปัตตานี ฉันถูกส่งตัวไปรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด ลูกจ้างชั่วคราวที่นั่น ฉันไม่เคยรู้จักจังหวัดปัตตานีมาก่อนเลย ตอนนั้นฉันอายุ 19 ปี ฉันมีพี่น้อง 5 คนมีพี่ชาย 4 คน ฉันเป็นคนสุดท้องและผู้หญิงคนเดียว..ฉันไม่มีเงินเรียนต่อเลยต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูพ่อและแม่ เมื่อมีโอกาสได้ทำงานราชการ เงินเดือนราชการน้อยมาก 4,700.-บาท ในชีวิตไม่เคยต้องห่างอกพ่อกับแม่เลย ตื่นเต้นมากที่คิดว่าตัวเองต้องไปอยู่คนเดียวที่ต่างจังหวัด แม่เดินทางไปกับฉันด้วย พ่อไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง พอรถไฟจะออกพอจับมือฉันแน่นและค่อยๆปล่อยมือน้ำตาพ่อก็ไหลพราก พ่อฉันเป็นทหารเรือ พ่อเข้มแข็งมาก ฉันไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้เลยสักครั้งเดียว แต่ครั้งนี้พ่อร้องไห้ที่เราต้องจากกัน พอรถไฟออกจากชานชาลา ฉันก็นั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น แม่ก็คอยปลอบใจฉัน จนเที่ยงเราถึงสถานีโคกโพธิ์ ณ ที่แห่งนี้ คือ จังหวัดปัตตานี ฉันนั่งรถสองแถวเพื่อจะเข้าเมือง ถามเส้นทางตลอดเพราะฉันไม่เคยรู้จักที่แห่งนี้เลย สำนักงานฉันตั้งอยู่ที่ถนนมะกรูด เป็นตึกเช่า 2 ห้อง เจ้าของเป็นมุสลิมชื่อ คุณ สนั่น อาลีอิสเฮาะ เป็นคนใจดีมากๆๆ ฉันต้องไปรอรับพัสดุ โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เหล็ก ที่ส่งไปจากส่วนกลาง ซึ่งไม่มีใครมาช่วยเลย ฉันกับแม่ทำกันเอง 2 คน เพื่อจัดเป็นสำนักงาน เพื่อเปิดเป็นสำนักงาน ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม??? แล้วคนอื่นๆหละ เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ คำตอบคือไม่มี เค้าจะมาใกล้ๆวันที่สำนักงานจะเปิดทำการ ที่ทำงานด้านล่างเป็นออฟฟิต ส่วนด้านบนเป็นที่ที่ให้เจ้าหน้าที่พักอาศัย เรามาก่อนเราเลยเลือกห้องก่อน บอกเลยว่าห้องเราดีที่สุดอ่ะ555 (นี่คือข้อดีของคนมาก่อน) ปัตตานีสมัยนั้นเป็นเมืองที่ เงียบ สงบ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ของกิน ของใช้ นับว่า ราคาไม่แพง ค่าครองชีพไม่สูง แต่สมัยนี้ใครๆต่างก็พากันหวาดกลัว และไม่อยากไปเยือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆที่ เคยเป็นจังหวัดที่สงบ ร่มเย็น ไปไหนเวลาไหนก็ได้ ปัญหาสำหรับการทำงานที่นี่ไม่มีเลย จะมีอย่างตรงภาษา เพราะที่นี่ส่วนใหญ่คือมุสลิมและจะใช้ภาษายาวีสำหรับการสื่อสารกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หนักเอาการสำหรับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เรียนรู้ภาษา เพื่อไว้สื่อสารและสนทนากับประชาชนที่มาติดต่อราชการและใช้ในชีวิตประจำวัน ฉันทำงานที่นี่ได้ 3 ปีกว่า ได้ข่าวจากทางบ้านพ่อป่วยด้วยความที่เราอยู่ไกลเราก็เป็นห่วงขอย้ายกลับส่วนกลาง แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้ย้ายบอกเราเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้อยู่ที่นี่แหระดีแล้ว จนพ่อป่วยหนัก ประกอบกับเราเห็นพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างของหัวหน้างานเรา เราไม่พอใจที่เค้ากินใต้โต๊ะ จนเกิดปะทะคารมณ์กัน เค้าตบโต๊ะชี้หน้าฉันว่า ถ้าเธอไม่ย้ายหมายถึงเธอท้าทายฉันนะ เราอยู่อย่างหวาน อม ขม กลืน เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องเอาใจหัวหน้ากัน ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ จนเราอึดอัดคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก เราขอลาออก พอกลับมาอยู่กรุงเทพมีโอกาสได้เข้าทำงานราชการอีกครั้ง ที่ตึกศาลอาญา รัชดา ได้ทำงานในส่วนงานที่ต้องอยู่กับผู้ใหญ่ระดับสูง (แต่ตำแหน่งเราเล็กๆเหมือนเดิม) พอมาได้ทำงานที่นี่ได้เรียนรู้งานได้อบรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จนเชี่ยวชาญในการพิมพ์เลยแหระ และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้ทำงานสำคัญๆเช่น เรื่อง ลับที่สุด ได้รับความเมตตาและเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่ด้วยดี มีการแยกศาลออกจากกระทรวงและต้องเลือกว่าจะอยู่ศาลหรืออยู่กระทรวง ด้วยความที่ว่า เคยทำงานที่กรมฯนั้นมาก่อนตอนอยู่ปัตตานี เลยคาดหวังว่าขอกลับไปอยู่กรมเดิม ก็เป็นไปตามความประสงค์ไปอยู่ที่กรม ในส่วนงานคดีล้มละลาย ทำมาอยู่นาน 7 ปี เรียกได้ว่าเป็นมือโปรในด้านการพิมพ์สำนวน รวมถึงงานด้านเอ็นเตอร์เทรน และกิจกรรมก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เป็นที่รักใคร่ในสำนักเป็นอย่างดี วันลาไม่เคยได้ใช้ ลาพักร้อน น๊านนานที งานที่ได้รับต่อให้กองโตแค่ไหนก็เสร็จได้อย่างรวดเร็ว ได้รับการประเมินที่สูงเกินกว่ามาตรฐานมาตลอด มาเกิดเหตุการณ์ที่พลิกผันของชีวิต แม่ป่วยไปถอนฟันที่โรงพยาบาลและล้มลงจากรถเข็นหัวฟาดพื้นเส้นเลือดในสมองแตกทำให้แม่เป็นอัมพฤกษ์ แม่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย บ้านเราอยู่ติดสมุทรปราการ ที่ทำงานอยู่ถนนสาทร ตื่นมาตอนเช้า เราต้องจัดแจงดูแลทำความสะอาดแม่ทุกอย่าง เตรียมอาหารกับข้าวกับปลาไว้ให้พ่อและแม่ ก่อนไปทำงาน ซึ่งมันไม่ทันสายไม่เกิน 5-10 นาที พอมีกฎออกมาใหม่ให้ปฏิบัติตาม..เราถูกเลิกจ้าง..เพราะสายเกินกว่าที่กำหนด 2 วันทำการ ทั้งๆที่เราพอไปถึงเราลงมือปฏิบัติงานทันทีจนเสร็จ ไม่มีนั่งเม้าส์มอยจิบกาแฟ ทางผู้ใหญ่ที่สำนักฯได้ชี้แจงไปยังส่วนกลางว่าเด็กมีความจำเป็น และเป็นเด็กดี เก่ง ขยัน มีความสามารถและมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ใหญ่ในส่วนกลางไม่ฟังเสียง ยืนยันตามคำสั่ง เราร้องเรียนไปยังกระทรวงถึงเหตุผลและความจำเป็น มีหนังสือตอบกลับมา ว่า เห็นสมควรให้เลิกจ้าง มันเหมือนฟ้าฟาดเปรี้ยงมาตรงกลางใจ เพราะต้องตกงาน แม่ก็มาป่วย และจะไปหางานทำก็แสนยากเย็นเหลือเกินด้วยความที่ งานส่วนใหญ่มักมอง first impression ที่รูปลักษณ์ภายนอก เราเป็นคนอ้วน ดำ ไม่สวย มันเลยเป็นอะไรที่หางานทำยากมาก ไม่มองถึงความสามารถที่เรามีเลย โอกาสสำหรับคนอย่างเรานั้นมีน้อยเหลือเกินและด้วยวุฒิการศึกษาไม่ได้จบปริญญาแต่อย่างใด เราจบ ปวส. ปัญหาทุกอย่างมันรุมเร้าเข้ามาหมด เราทำทุกอย่างเข็นรถเข็นไปขายของตลาดนัด ขายทุกอย่างไม่ว่าโจ๊ก ข้าวมันไก่ ยำ รับเสื้อผ้ามาขาย ขาดทุนเงินจม ไม่มีเงินลงทุน โดนหลอกไปขายประกันสร้างความหวังให้เราลมๆแล้งๆ แต่ไม่ประสพความสำเร็จสักอย่าง...เราปรนนิบัติแม่จนดีขึ้นกลับมาพูดได้ขยับได้ แล้วแม่ก็มาป่วยเป็นมะเร็งอีก จนวันนี้แม่ถูกตัดขาเหนือเข่าตรงหน้าขา เพราะมะเร็งกระดูกมันลาม แม่เดินไม่ได้แล้ว ใส่ขาเทียมก็ไม่ได้ พ่อก็ป่วยเป็นไอ้ตีนโตแผลติดเชื้อเดินไม่ค่อยได้ เราไม่ได้ทำงานสามีทำงานคนเดียว เงินเดือน 9,000 บาท เราไม่มีลูก แต่เราต้องช่วยเลี้ยงลูกของพี่ชายที่พี่สะใภ้ทิ้งไว้ให้ 4 คน ไปกับหนุ่มในเฟส ตั้งแต่ลูกคนเล็กยังไม่เข้าโรงเรียนเลยตอนนี้ป.1แล้ว ทุกอย่างนี้เราสู้ด้วยตัวเราเอง ถึงแม่ว่าชิวิตเราจะตกต่ำอย่างนี้ตั้งแต่วันที่หมดโอกาสกับชีวิตงานราชการ เราไม่เคยดูถูกเลยว่าเราเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเล็กๆ เพราะมีเจ้านายเราท่านจรัญ ภักดีธนากุล ท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า "ทุกคน ทุกตำแหน่งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น ตำแหน่งเล็กๆเปรียบเสมือนน็อต เสมือนเฟือง ที่มีหน้าที่ยึดและขับเคลื่อนให้องค์กรดำเนินงานต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงมีความสำคัญ" ...เรารู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยินได้เห็น คนว่า ข้าราชการทำงานเช้าชามเย็นชาม นั่งเม้าส์มอย ไม่สนใจเวลาประชาชนไปติดต่องาน เราคนนึงที่ไม่เคยทำแบบนั้น เรารู้สึกยินดี และยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้ง ไม่เคยท้อในการทำงานเลย รู้สึกเจ็บปวดที่เห็นข้าราชการทำตัวไม่ดี กินนอก กินใน รับสินบน กินใต้โต๊ะ..ถ้าถามว่าตอนนี้ยังอยากทำงานราชการอยู่ไหม..ตอบอย่างไม่เลเลใจเลยว่า..อยากทำ อยากเป็นข้าราชการที่ดี ถึงแม้จะเงินเดือนเพียงน้อยนิด ก็ยังอยากทำ..แต่ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว เพราะคนดีไม่มีที่ยืน.. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ขอย้ายกลับมาอยู่กรมฯ เจ็บปวดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กระทรวงยุติธรรม แต่ยังหาความยุติธรรมและความเมตตากรุณาปราณีจากผู้ใหญ่ระดับสูงสุดของกระทรวงฯไม่มีเลย ไม่ใช่ว่าเราจะโทษแต่คนอื่น ทำไมไม่โทษตัวเองที่ทำผิดกฎ จะมาอ้างเหตุผลว่าแม่ป่วยก็ไม่ได้ นั่นแหระ เพราะคนเรานั้น ต้นทุนชีวิตมันต่างกันอย่าเอาบรรทัดฐานตัวเองเป็นที่ตั้ง..ฉันจน ฉันอ้วน ฉันดำ ฉันต้องสู้ชีวิตโดยลำพัง โอกาสของคนอย่างฉันจึงมีน้อยเต็มทน แต่ฉันก็ยังรักและศรัทธาในอาชีพ..งานราชการ.. ภูมิใจทุกครั้งกับอดีตงานราชการที่ผ่านมา ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล กระทรวงยุติธรรม  
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่