มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา เพลงของพี่มอสเป็นปรัชญาประจำใจของผมเสมอเวลาที่ผมขี้เกียจ
(ข้ออ้างมั่ก) เช่นเดียวกับวันนี้ที่ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่กลับมาจากงาน Motor Expo 2015
มาเขียนอีกทีก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว หลายคนคงด่าว่า ก็รอเขียนงาน Motor Expo ปีหน้าก็ได้นะ แหม่
ไม่ต้องประชดกันขนาดนั้นครับ แหม
ว่าแต่ใครจะอ่านเอ็ง
นั่นสิ
…
เรื่องของเรื่องก็คือผมไปงาน Motor Expo มาครับ ด้วยความอยากดูพริตตี้ล้างรถ
เอ้ย! อยากเดินดูรถ ซึ่งมีแพลนก็คือดูรถสายอเนกประสงค์ suv
เลยว่าจะไปดูว่าพริตตี้เจ้าไหนจะขาวกว่ากัน เอ้ย! เจ้าไหนจะดูดีกว่ากัน งาน Motor Expo
มันมีรถให้เราเห็น อย่างน้อยไปเจอของจริงน่าจะเจ๋งเป้งกว่า
ก่อนหน้านี้ไปดูเจ้าหนึ่งมาครับ คิดอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นการดิสเครดิตกันหรือเปล่า
ผมอยากเล่าให้ฟังไว้ว่ามันมีเคสแบบนี้นะครับ ตอนแรกผมไปดูรถรุ่นนึงที่โชว์รูมครับ
ซึ่งเซลล์ไม่ได้ใส่ใจกับเราเท่าที่ควร อาจจะเพราะรถมันไม่มี ถ้าจองตอนนี้ต้องรอไปเมษาปีหน้า
แถมไม่ยอมขอเบอรืเราไว้ติดต่อหากรถมันหลุดจองหรืออะไรเลย ทุกอย่างทั้งหมดทั้งมวลมันทำให้ผมคิดว่า
ทำไมเราต้องง้อกันในการซื้อของขนาดนั้น ก็เลยคิดว่าไม่เอาเจ้านี้ละกันครับ ซึ่งยอมรับว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่ดี
และผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องให้ใครมาทำตามผมนะ อันนี้เป็นความรู้สึกของผมอ่ะครับ
ความรู้สึกของผมสรุปให้ไม่สนใจเจ้านั้นพอ จริงๆ อีกอย่างคือต้องรอนานด้วยแหละครับ
ผมเพิ่งมารู้ไม่นานครับว่าตัว X-trail ของนิสสันมีตัวไฺฮบริด แล้วก็มีขับเคลื่อน 4 ล้อด้วย
ผมเลยอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง มันจะเป็นยังไงหว่า ก็เลยเป็นเหตุผลที่มางาน จะได้เจอของจริง
ว่าแล้วก็แว้บมาที่บูธ ที่จริงเดินมาตามความขาวของน้องซ้ายมือเลย

หากไม่นับความขาวของน้องที่บูธแล้ว บูธนิสสันเด่นตรงไอ้กลมๆสีแดงบนหัวนั่นแหละครับ
คนค่อยข้างมีพอสมควร ไม่เยอะมาก แต่ชุดน้องแน่นมาก
ผมไปในช่วงที่คนกำลังมุงอยู่เยอะพอดี อาจจะเพราะคนสนใจพอสมควรครับ หรือไม่ก็เดินตามน้องคนนั้นแหละ
ในที่สุดก็ได้ถ่ายรถแล้ว
...

…..
โว้ย ไอ้ที่ถ่ายแบบชัดๆเต็มๆยากมากครับ ถ่ายยังไงก็ติดคน ถ่ายโลโก้ละกัน
ส่วนรูปรถเต็มๆน่าจะเห็นกันแล้วเนอะ

หากจะแยกระหว่าง x-trail ใหม่กับรุ่นเก่า ที่เห็นได้ชัดก็คือแถบสีน้ำเงินพิเศษที่อยู่ตรงกันชนหน้า กระจัง แล้วก็ด้านหลัง
ซึ่งลองถามหลายคนแล้วคนไม่ชอบสีนี้ก็เยอะนะครับ ส่วนผมพอได้เห็นของจริงก็โอเคกับสีอยู่นะ
อย่างในภาพ มันตัดกันพอดีกับสีขาวเลย ซึ่งตอนที่ผมถ่ายนั้นมันใกล้ไป เลยมองไม่เห็นความสวยเท่าไหร่
คิดว่าถ้าอยู่บนถนนคงโอเคนะ

ดูจากข้างนอก
เรื่องของเครื่องยนต์ เท่าที่ฟังผ่านๆจากพี่เซลล์ผู้หัวหมุนกับการรับมือลูกค้าจากทุกทาง
แกบอกว่า X-trail ไฮบริดตัวนี้ใช้เครื่อว 2.0 แต่ให้แรงบิดที่ดีกว่าเครื่อง 2.5
ผมก็เก็บความคิดในใจว่าจะสวนพี่แกไปว่า พี่ครับ มันไม่ใช่มอเตอร์ไซค์
จะบิดได้ยังไงวะ แต่ก็ไม่กล้า กลัวโดนเตะซะก่อน
อย่างที่รู้ว่าเครื่องแบบไฮบริดมันจะแบ่งการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และพลังมอเตอร์ เอามาผสานกัน
ก็เลยกลายเป็นใช้งานสองพลัง ซึ่งกำลังจะถูกแบ่งเป็นเครื่องยนต์ 144 แรงม้า กับมอเตอร์ 41 แรงม้า
เมื่อรวมกันอัดแบบเต็มที่ตามตัวเลข ก็จะได้กำลังถึง 179 แรงม้าครับ
ซึ่งค่อนข้างมีกำลังพอสมควรหากจะเอาไปลุยนอกเมือง
และถ้าเทียบกับรุ่น 2.0 ปกติที่แรงม้า 144 ก็น่าจะบอกได้ว่าเหนือกว่านะครับ
ฟังจากพี่เซลล์ต่อ พี่แกบอกว่าความเด่นของ X-trail อีกอย่างก็คือ คุณสามารถวิ่งในไฟฟ้าได้ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ซึ่งผมก็สงสัยว่ารุ่นอื่นเข้าวิ่งไม่ถึงเหรอ พี่แกบอกว่ารุ่นอื่นวิ่งไม่ถึง 120 ครับ ประมาณ 90-100 แค่นั้นเอง
อันนี้ผมฟังไม่ค่อยแน่ใจ เลยไปหาข้อมูลมาประกอบเพิ่มเติม
พี่เขาบอกว่า เหตุผลที่ระบบไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า EV นั้นมันสามารถไปถึง 120 ก็เพราะระบบคลัตซ์คู่อัจฉริยะ
ที่มันจะวางไว้ระหว่างเครืองยนต์กับมอเตอร์ ตัวที่สองจะวางตรงมอเตอร์และเชื่อมกับเกียร์
ซึ่งเมื่อมันเข้าโหมดไฟฟ้าที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน มันก็ไม่มีแรงเสียดทานจากเครื่องยนต์ ก็จะเหลือแค่มอเตอร์กับเกียร์ครับ
และมันก็เลยทำให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งพี่เขาบอกจากสถิติมันจะประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 20.7 กิโล/ลิตร
ผมว่าหากหักลบการทดสอบที่ค่อนข้างขับไม่เหมือนชาวบ้าน คือนึกออกมั้ยครับว่าพวกทดสอบประหยัดน้ำมันถึงเดียวรอบโลก
มันน่าจะขับลำบากพอสมควร ห้ามความเร็วเกินเท่านั้นเท่านี้ ต้องวิ่งช้ามว้าก มันไม่ใช่การขับจริงน่ะครับ
ซึ่งสำหรับผมถ้าหากประหยัดน้ำมันประมาณสิบกว่าบาทก็โอเคแล้วครับ

รูปนี้ลงเท่ๆ ครับ ให้พอดูเป็นวิชาการ 55555555
เรื่องของการรับประกัน พี่เซลล์บอกว่ารับประกันรถ 3 ปี หรือแสนโล ส่วนมอเตอร์ประกันให้ 10 ไม่นับระยะทาง
ซึ่งผมว่าโอเคที่ใหประกันเยอะ เห็นหลายคนบอกว่ามอเตอร์แพง สำหรับคือนึกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่า 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง
ผมจะยังใช้คันนี้อยู่หรือเปล่า มันเป็นภาพที่ไกลมากๆ คือถ้าเกินสิบปีผมอาจจะเปลี่ยนรถไปแล้วก็ได้ครับ
ก็เลยไม่ซีเรียสเรื่องของมอเตอร์แพง ถ้าหากจะใช้ไฮบริด

ภายในไม่ค่อยแตกต่างจากปกติครับ มีเพิ่มก็หน้าจอที่ใส่พวกข้อมูลไฮบริดเข้ามา
และที่ต่างแบบเห็นชัดก็คือไฮบริดจะเป็นเบาะสองแถว แถวสามจะถูกยุบเพื่อให้เป็นพื้นที่ของแบต
จะไม่ใช่สามแถวเหมือนรุ่นปกติ เรื่องนี้ผมไม่ติดอะไรนะครับ เพราะไม่ได้นั่งกันเยอะอยู่แล้ว
ปกติก็นั่งแค่สองคนครับ แต่ก็ดีที่ได้พื้นที่เก็บของที่กว้างขึ้นแหละ
อ้อเหมือนรู้สึกว่าเขาจะเพิ่มถุงลมให้เพิ่มนะครับ

ประตูท้ายมีระบบเปิดปิดอัตโนมัติครับ กำลังโชว์กันเลย

ต้องยอมรับว่านิสสันถึงจะมาลงตลาดไฮบริดช้ากว่าเจ้าอื่น แต่ก็ค่อนข้างทำออกมาได้ดีทีเดียว
มีออฟชั่นที่ดูสู้ได้ และราคาที่ค่อนข้างไม่รุนแรงมาก เริ่มตั้งแต่ 1249000 ในรุ่น 2WD
และมีรุ่น 4WD ในราคา 1395000 ก็ถือว่าเป็นราคาไม่สูงนะครับ ถ้าเทียบกับรถรุ่นปกติ
เพิ่มอีกนิดหน่อยก็ได้รุ่นที่ประหยัดน้ำมันละ ถ้าใครหา SUV ซักคัน
ผมว่าx-trail ตัวไฮบริดโอเคเลยครับสำหรับการเป็น suv ซักคัน
อีกอย่างนะครับ เหมือนจองปุ๊บก็มีรถเลยนะ ไม่ต้องรอนานเหมือนเจ้าที่ผมเจอ
ความเห็นผม ถ้าสมมติเทียบกับตัว 2.0 แล้ว ผมว่าตัวนี้แรงบิดดีกว่า
เพราะมันสามารถไปเทียบกับตัว 2.5 ได้เลย ถ้าชอบเบาะสามแถวก็ไปตัวธรรมดา
ถ้าชอบประหยัดน้ำมันก็มาไฮบริด เท่านี้เองครับ ที่เหนือคุณต้องไปลองขับเองแล้วแหละ
และที่สำคัญนิสสันนั้นขาวมากคัรบ แฮ่

ใครที่กระเป๋ายังไม่พร้อม แนะนำลองส่องที่บูธนี้แทนได้ครับ
ควันหลง Motor Expo ไปดูไฮบริดนิสสันมา
(ข้ออ้างมั่ก) เช่นเดียวกับวันนี้ที่ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่กลับมาจากงาน Motor Expo 2015
มาเขียนอีกทีก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว หลายคนคงด่าว่า ก็รอเขียนงาน Motor Expo ปีหน้าก็ได้นะ แหม่
ไม่ต้องประชดกันขนาดนั้นครับ แหม
ว่าแต่ใครจะอ่านเอ็ง
นั่นสิ
…
เรื่องของเรื่องก็คือผมไปงาน Motor Expo มาครับ ด้วยความอยากดูพริตตี้ล้างรถ
เอ้ย! อยากเดินดูรถ ซึ่งมีแพลนก็คือดูรถสายอเนกประสงค์ suv
เลยว่าจะไปดูว่าพริตตี้เจ้าไหนจะขาวกว่ากัน เอ้ย! เจ้าไหนจะดูดีกว่ากัน งาน Motor Expo
มันมีรถให้เราเห็น อย่างน้อยไปเจอของจริงน่าจะเจ๋งเป้งกว่า
ก่อนหน้านี้ไปดูเจ้าหนึ่งมาครับ คิดอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นการดิสเครดิตกันหรือเปล่า
ผมอยากเล่าให้ฟังไว้ว่ามันมีเคสแบบนี้นะครับ ตอนแรกผมไปดูรถรุ่นนึงที่โชว์รูมครับ
ซึ่งเซลล์ไม่ได้ใส่ใจกับเราเท่าที่ควร อาจจะเพราะรถมันไม่มี ถ้าจองตอนนี้ต้องรอไปเมษาปีหน้า
แถมไม่ยอมขอเบอรืเราไว้ติดต่อหากรถมันหลุดจองหรืออะไรเลย ทุกอย่างทั้งหมดทั้งมวลมันทำให้ผมคิดว่า
ทำไมเราต้องง้อกันในการซื้อของขนาดนั้น ก็เลยคิดว่าไม่เอาเจ้านี้ละกันครับ ซึ่งยอมรับว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่ดี
และผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องให้ใครมาทำตามผมนะ อันนี้เป็นความรู้สึกของผมอ่ะครับ
ความรู้สึกของผมสรุปให้ไม่สนใจเจ้านั้นพอ จริงๆ อีกอย่างคือต้องรอนานด้วยแหละครับ
ผมเพิ่งมารู้ไม่นานครับว่าตัว X-trail ของนิสสันมีตัวไฺฮบริด แล้วก็มีขับเคลื่อน 4 ล้อด้วย
ผมเลยอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง มันจะเป็นยังไงหว่า ก็เลยเป็นเหตุผลที่มางาน จะได้เจอของจริง
ว่าแล้วก็แว้บมาที่บูธ ที่จริงเดินมาตามความขาวของน้องซ้ายมือเลย
หากไม่นับความขาวของน้องที่บูธแล้ว บูธนิสสันเด่นตรงไอ้กลมๆสีแดงบนหัวนั่นแหละครับ
คนค่อยข้างมีพอสมควร ไม่เยอะมาก แต่ชุดน้องแน่นมาก
ผมไปในช่วงที่คนกำลังมุงอยู่เยอะพอดี อาจจะเพราะคนสนใจพอสมควรครับ หรือไม่ก็เดินตามน้องคนนั้นแหละ
ในที่สุดก็ได้ถ่ายรถแล้ว
...
…..
โว้ย ไอ้ที่ถ่ายแบบชัดๆเต็มๆยากมากครับ ถ่ายยังไงก็ติดคน ถ่ายโลโก้ละกัน
ส่วนรูปรถเต็มๆน่าจะเห็นกันแล้วเนอะ
หากจะแยกระหว่าง x-trail ใหม่กับรุ่นเก่า ที่เห็นได้ชัดก็คือแถบสีน้ำเงินพิเศษที่อยู่ตรงกันชนหน้า กระจัง แล้วก็ด้านหลัง
ซึ่งลองถามหลายคนแล้วคนไม่ชอบสีนี้ก็เยอะนะครับ ส่วนผมพอได้เห็นของจริงก็โอเคกับสีอยู่นะ
อย่างในภาพ มันตัดกันพอดีกับสีขาวเลย ซึ่งตอนที่ผมถ่ายนั้นมันใกล้ไป เลยมองไม่เห็นความสวยเท่าไหร่
คิดว่าถ้าอยู่บนถนนคงโอเคนะ
ดูจากข้างนอก
เรื่องของเครื่องยนต์ เท่าที่ฟังผ่านๆจากพี่เซลล์ผู้หัวหมุนกับการรับมือลูกค้าจากทุกทาง
แกบอกว่า X-trail ไฮบริดตัวนี้ใช้เครื่อว 2.0 แต่ให้แรงบิดที่ดีกว่าเครื่อง 2.5
ผมก็เก็บความคิดในใจว่าจะสวนพี่แกไปว่า พี่ครับ มันไม่ใช่มอเตอร์ไซค์
จะบิดได้ยังไงวะ แต่ก็ไม่กล้า กลัวโดนเตะซะก่อน
อย่างที่รู้ว่าเครื่องแบบไฮบริดมันจะแบ่งการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และพลังมอเตอร์ เอามาผสานกัน
ก็เลยกลายเป็นใช้งานสองพลัง ซึ่งกำลังจะถูกแบ่งเป็นเครื่องยนต์ 144 แรงม้า กับมอเตอร์ 41 แรงม้า
เมื่อรวมกันอัดแบบเต็มที่ตามตัวเลข ก็จะได้กำลังถึง 179 แรงม้าครับ
ซึ่งค่อนข้างมีกำลังพอสมควรหากจะเอาไปลุยนอกเมือง
และถ้าเทียบกับรุ่น 2.0 ปกติที่แรงม้า 144 ก็น่าจะบอกได้ว่าเหนือกว่านะครับ
ฟังจากพี่เซลล์ต่อ พี่แกบอกว่าความเด่นของ X-trail อีกอย่างก็คือ คุณสามารถวิ่งในไฟฟ้าได้ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ซึ่งผมก็สงสัยว่ารุ่นอื่นเข้าวิ่งไม่ถึงเหรอ พี่แกบอกว่ารุ่นอื่นวิ่งไม่ถึง 120 ครับ ประมาณ 90-100 แค่นั้นเอง
อันนี้ผมฟังไม่ค่อยแน่ใจ เลยไปหาข้อมูลมาประกอบเพิ่มเติม
พี่เขาบอกว่า เหตุผลที่ระบบไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า EV นั้นมันสามารถไปถึง 120 ก็เพราะระบบคลัตซ์คู่อัจฉริยะ
ที่มันจะวางไว้ระหว่างเครืองยนต์กับมอเตอร์ ตัวที่สองจะวางตรงมอเตอร์และเชื่อมกับเกียร์
ซึ่งเมื่อมันเข้าโหมดไฟฟ้าที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน มันก็ไม่มีแรงเสียดทานจากเครื่องยนต์ ก็จะเหลือแค่มอเตอร์กับเกียร์ครับ
และมันก็เลยทำให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งพี่เขาบอกจากสถิติมันจะประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 20.7 กิโล/ลิตร
ผมว่าหากหักลบการทดสอบที่ค่อนข้างขับไม่เหมือนชาวบ้าน คือนึกออกมั้ยครับว่าพวกทดสอบประหยัดน้ำมันถึงเดียวรอบโลก
มันน่าจะขับลำบากพอสมควร ห้ามความเร็วเกินเท่านั้นเท่านี้ ต้องวิ่งช้ามว้าก มันไม่ใช่การขับจริงน่ะครับ
ซึ่งสำหรับผมถ้าหากประหยัดน้ำมันประมาณสิบกว่าบาทก็โอเคแล้วครับ
รูปนี้ลงเท่ๆ ครับ ให้พอดูเป็นวิชาการ 55555555
เรื่องของการรับประกัน พี่เซลล์บอกว่ารับประกันรถ 3 ปี หรือแสนโล ส่วนมอเตอร์ประกันให้ 10 ไม่นับระยะทาง
ซึ่งผมว่าโอเคที่ใหประกันเยอะ เห็นหลายคนบอกว่ามอเตอร์แพง สำหรับคือนึกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่า 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง
ผมจะยังใช้คันนี้อยู่หรือเปล่า มันเป็นภาพที่ไกลมากๆ คือถ้าเกินสิบปีผมอาจจะเปลี่ยนรถไปแล้วก็ได้ครับ
ก็เลยไม่ซีเรียสเรื่องของมอเตอร์แพง ถ้าหากจะใช้ไฮบริด
ภายในไม่ค่อยแตกต่างจากปกติครับ มีเพิ่มก็หน้าจอที่ใส่พวกข้อมูลไฮบริดเข้ามา
และที่ต่างแบบเห็นชัดก็คือไฮบริดจะเป็นเบาะสองแถว แถวสามจะถูกยุบเพื่อให้เป็นพื้นที่ของแบต
จะไม่ใช่สามแถวเหมือนรุ่นปกติ เรื่องนี้ผมไม่ติดอะไรนะครับ เพราะไม่ได้นั่งกันเยอะอยู่แล้ว
ปกติก็นั่งแค่สองคนครับ แต่ก็ดีที่ได้พื้นที่เก็บของที่กว้างขึ้นแหละ
อ้อเหมือนรู้สึกว่าเขาจะเพิ่มถุงลมให้เพิ่มนะครับ
ประตูท้ายมีระบบเปิดปิดอัตโนมัติครับ กำลังโชว์กันเลย
ต้องยอมรับว่านิสสันถึงจะมาลงตลาดไฮบริดช้ากว่าเจ้าอื่น แต่ก็ค่อนข้างทำออกมาได้ดีทีเดียว
มีออฟชั่นที่ดูสู้ได้ และราคาที่ค่อนข้างไม่รุนแรงมาก เริ่มตั้งแต่ 1249000 ในรุ่น 2WD
และมีรุ่น 4WD ในราคา 1395000 ก็ถือว่าเป็นราคาไม่สูงนะครับ ถ้าเทียบกับรถรุ่นปกติ
เพิ่มอีกนิดหน่อยก็ได้รุ่นที่ประหยัดน้ำมันละ ถ้าใครหา SUV ซักคัน
ผมว่าx-trail ตัวไฮบริดโอเคเลยครับสำหรับการเป็น suv ซักคัน
อีกอย่างนะครับ เหมือนจองปุ๊บก็มีรถเลยนะ ไม่ต้องรอนานเหมือนเจ้าที่ผมเจอ
ความเห็นผม ถ้าสมมติเทียบกับตัว 2.0 แล้ว ผมว่าตัวนี้แรงบิดดีกว่า
เพราะมันสามารถไปเทียบกับตัว 2.5 ได้เลย ถ้าชอบเบาะสามแถวก็ไปตัวธรรมดา
ถ้าชอบประหยัดน้ำมันก็มาไฮบริด เท่านี้เองครับ ที่เหนือคุณต้องไปลองขับเองแล้วแหละ
และที่สำคัญนิสสันนั้นขาวมากคัรบ แฮ่
ใครที่กระเป๋ายังไม่พร้อม แนะนำลองส่องที่บูธนี้แทนได้ครับ