สวัสดีค่า กระทู้นี้ของเราจะพาไปเที่ยววังเวียงในช่วงหน้าหนาวกันค่ะ ไปมาสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 18-22 ธ.ค.ที่ผ่านมาค่ะ เป็นช่วงที่หนาวกันทั้งในกรุงเทพฯทั้งวังเวียงเลยทีเดียว
สำหรับกระทู้ของเรานี้ไม่เน้นรูปนะคะ เพราะถ่ายมาแต่คนค่ะ วิวไม่ค่อยมีดังนั้นถ้าใครชอบดูรูปงี้ตัดใจได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ เป็นข้อมูลเยอะมาก พยายามอ่านไปจินตนาการตามไปนะคะ 55555
18 Dec 2015
ก้าวแรกของบันทึกการเดินทางไปวังเวียงครั้งนี้เริ่มต้นที่หมอชิต เราไปกันทั้งหมด 6 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด ไปขึ้นรถนครชัยแอร์เพื่อไปลงที่อุดรธานี รอบ 21.50 น.
19 Dec 2015
ไปถึงตามกำหนดคือตีห้าหน่อยๆ แต่ถึงจริงประมาณ 05.30 น. ค่ะ ไปถึงแล้วก็ล้างหน้าล้างตาที่บขส.อุดร แล้วรอเคาเตอร์ขายตั๋วเปิดประมาณ 7 โมงค่ะ พอเปิดก็ยื่นพาสปอร์ตพร้อมเงิน 320 บาท แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ แบบที่เราไปก็เพิ่มอีก 5 บาท จากนั้นก็พากันไปกินโจ๊กที่บขส.นั่นแหละค่ะ เป็นมื้อแรกของทริป มีโจ๊ก ต้มเส้น ข้าวเปียก อันนี้ของเพื่อนเราเป็นโจ๊ก+ต้มเส้น 40 บาท อิ่มมากกกก
พอจวนจะ 8.30 ก็ไปที่รถ ที่ตั๋วจะระบุที่นั่งเอาไว้แล้วนะคะ นั่งตามเลขที่นั่งได้เลย รถที่ได้นั่งเป็นรถลาวทั้งขาไป-กลับ เลยไม่รู้ว่ารถไทยกับรถลาวต่างกันยังไง
นั่งๆไปก็ไปรับคนเพิ่มที่หนองคาย ล่ะนั่งอีกนิดนึงก็ถึงด่านที่หนองคายล่ะค่ะ คนรถจะแจกใบขาเข้า-ขาออกของทั้งไทยและลาวให้ตั้งแต่รถออกจากอุดรฯล่ะนะ เราควรเขียนไว้ตั้งแต่บนรถรอเลยเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเขียนที่หน้าตม. เพราะคนจะเยอะมาก แล้วแถวตม.ไทยยาวมากจริงๆ มีแบ่งแถวหลายแบบ เฉพาะคนไทย พาสปอร์ตต่างชาติ ใบผ่านแดน ไรงี้ ต่อแถวดีๆไม่งั้นจะช้ามาก หรือไม่ก็ต่อผิดแถวต้องต่อแถวใหม่ เสียเวลา ผ่านตม.ไทยเสร็จก็ข้ามสะพานมิตรภาพแล้วก็ไปต่อกันที่ตม.ลาว อันนี้คนไม่เยอะผ่านตม.เร็วแต่ว่าขั้นตอนเพิ่มเลเวลขึ้นมากนิดนึงคือ ต้องไปซื้อบัตร RFID ในราคา 12,000 กีบ หรือ 55 บาทไทย (เรทตอนที่ไปคือ 1 บาท = 226 กีบ) เนื่องจากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ถือเป็นวันหยุด ถ้าวันธรรมดาตอนนี้ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ 40 บาทนะคะ จะสรุปขั้นตอนที่ตม.ลาวง่ายๆดังนี้
1.ลงจากรถแล้วเดินไปชิดขวามือจะมีตู้จำหน่ายบัตร RFID อยู่คนเยอะๆที่สุดอ่ะค่ะ เดินไปเลยไปซื้อ ฝากกันซื้อได้ ยื่นพาสปอร์ตพร้อมเงิน หรือจะยื่นแต่พาสปอร์ตก่อนก็ได้แล้วค่อยยื่นเงิน อันนี้เอาที่สบายใจ
2.เดินกลับมาทางซ้ายมือ จะมีตู้ Immigration ไปต่อได้เลย แต่ช่องที่เร็วสุดคือช่องซ้ายสุด เหมือนอยู่ในหลืบอ่ะ ไม่ได้เป็นตู้นะ อันนั้นคนไม่ค่อยมี
3.เสียบบัตร RFID แบบตอนขึ้น BTS เลย แต่อันนี้ต้องใช้สกิลในการดันมันเข้าช่องนิดนึงเพราะยัดยากมาก กว่าจะดูดบัตรเข้าไป
4. ข้อนี้แล้วแต่ความใคร่ ใคร่จะแลกเงินซื้อซิมที่ด่านก็ทำเลย หรือจะไปแลกไปซื้อที่วังเวียงก็ได้เลย
เงินที่แลกไป 3,000 บาท ได้เงินกีบมา 678,000 กีบ เวลาคิดเงินก็คร่าวๆ 10,000 กีบ = 45 บาทไทย
จากนั้นก็ขึ้นรถยาวๆ ไปพักที่พักจอดรถประมาณบ่ายโมงกว่าๆได้ ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็เสีย 1,000 กีบ อาหารก็มีหลากหลายเลือกกินตามใจชอบเลย แต่เราเลือกกินแซนด์วิช ให้ 1/10 คะแนน แป้งทั้งเหนียวทั้งแข็ง แบบกัดทีฟันกรามดังกึบๆอ่ะ เหนื่อยใจมาก แต่ก็กินจนหมดนะด้วยความหิว 1 คะแนนที่ให้คือเบคอน ไม่ได้ดีอะไรแต่ก็ไม่แย่ แนะนำให้กินอย่างอื่นดีกว่า ข้าวผัดของเพื่อนเราก็รสชาติพอกินได้ให้ 3/10 คะแนน เพื่อนบอกรสชาติเหมือนแม่ทำ แต่แม่ทำไม่อร่อย แต่เห็นเฝอของคนอื่นก็ดูน่ากินนะ
กินอะไรเสร็จก็มานั่งรถก้นระบมต่อยาวๆ จนถึงวังเวียงประมาณสี่โมงกว่าๆ พอรถรถเสร็จก็ไปซื้อตั๋ววันกลับเลยเผื่อไม่มีที่นั่ง ในราคา 90,000 กีบ เก็บตั๋วไว้ดีๆต้องมายื่นให้เค้าอีกทีตอนขากลับนะจ้า
เสร็จแล้วก็รอรถสองแถวไปส่งในตัวเมือง (พูดเหมือนไกลแต่ไม่ไกลนะ แต่ถ้าให้เดินก็ไม่เดินเหมือนกัน 555) เค้าจะจอดเราส่งที่หน้าโรงแรมมาลานี จากนั้นก็เดินกันไปตามทางที่พักใครที่พักมัน เราพักที่ภูมิใจเกสต์เฮ้าส์ ต้องเดินย้อนกลับไปอีกประมาณ 300-400 เมตร ค่อนข้างไกลแต่เดินบ่อยๆมันก็แป๊บเดียวถึงล่ะ (ไม่มีรูปที่พักอีกแล้ว เสียใจมาก ขอร้องไห้ตรงนี้ เราขอโทษษษ) ที่พักคุณลุงใจดี ทักทายตลอด 4 วันที่พัก ถามไถ่ทุกครั้งที่เดินเข้าออก ว่ากินอะไรหรือยัง ไปเที่ยวไหน สนุกไหม สอนภาษาลาวให้ด้วยว่า
ปี้ แปลว่า ตั๋ว
หลังจากพักผ่อนเก็บของเรียบร้อย ก็ออกมาเดินเล่นในย่านดาวน์ทาวน์ 5555 ย่านที่คนชุกชุมและร้านอาหารร้านทัวร์เยอะแยะ มื้อแรกของเราที่วังเวียงเราขอฝากท้องไว้กับ peeping som ตามที่เคยอ่านรีวิวของกระทู้ไหนก็จำไม่ได้ ได้แต่แคปหน้าจอชื่อร้านกับรูปอาหารไว้ กราบขอบพระคุณมาก ณ ที่นี้นะคะ
Peeping som เป็นร้านหมูกระทะ ชาบู มีอาหารไทย ลาว ฝรั่งขายหมด เราสั่งหมูกระทะ หมู 1 สามชั้น 1 ล่ะก็พิซซ่าหน้า meat lover อีก 1 หมูกระทะสองชุดที่สั่งไปนั้นบอกเลยว่าไม่พอ แต่ด้วยความที่เป็นมิ้อแรกเราเลยยังออมๆเงินไว้อยู่ ไม่ใส่เต็มมาก เลยเออพอๆ เดี๋ยวพิซซ่ามาก็คงอิ่มมั้ง แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคิดจะสั่งพิซซ่านี่ช่วยสั่งไปพร้อมกับหมูกระทะหรือก่อนก็ดีนะ เพราะว่ารอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก แบบมากๆอ่ะ เราเลยฆ่าเวลาด้วยการกินน้ำซุปหมูกระทะ ไม่เคยกินน้ำซุปหมูกระทะที่ไหนได้ด้วยสีหน้าฟินๆแบบอร่อยๆที่สุดแบบนี้ไหน ใส่ผักใส่น้ำซุปใส่ไข่ตีๆ แล้วกินนะ โอ้ยยยยยยย แซ่บอีหลี ยิ่งต้มไว้นานๆมากินนะ เค็มๆผงชูรส หวานๆน้ำผักแบบปะแล่มๆ 5555 โอ้ยดีจริงๆ อยากให้มาร่วมเหตุการณ์นี้ด้วยกันจริง 5555555555555 แต่มื้อนี้ทำให้เพื่อนเราไม่ชอบไม่เคยกินผักหันมากินผักได้อ่ะ เพราะเพื่อนหิวและไม่รู้จะกินอะไรแล้วจำใจต้องกินผักจริงๆ 5555 ลืม! น้ำจิ้ม!!!! ไม่พูดถึงไม่ได้ น้ำจิ้มตอนแรกมาเพื่อนนี่พูดกันทั้งโต๊ะมันแปลกๆว่ะ เหมือนน้ำจิ้มอะไรไม่รู้ เห้ย เหมือนน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะว่ะ นู่นๆนี่ๆ สรุปกินไปกินมาหมดเกลี้ยงอ่ะ ขอเพิ่มอีกถ้วยเลยพี่ แซ่บจริงๆ
ส่วนพิซซ่าที่ตามมาทีหลังนี้นั้น เราจะไม่ขอพูดมากแต่อย่างใด ขอให้ไปรับชมภาพกันดีกว่าค่ะ
*หมูกระทะชุดหมู/หมูสามชั้น ชุดล่ะ 39000 กีบ ,พิซซ่า 79,000 กีบ = มื้อนี้หมดไป 167,000 กีบ รวมน้ำ+น้ำแข็งแล้ว*
ด้วยความที่ไม่อิ่มและอดอยากมาทั้งวันทั้งๆที่กินหมูกระทะ+พิซซ่ามาแล้ว เราเลยแวะร้านขายโรตี แซนด์วิชหน้าวัดที่ไม่ทราบชื่อ ร้านป้าที่ถ้าหันหน้าเข้าวัดจะอยู่ซ้ายมือสุด ป้าหน้าเด็กๆตัวเล็กๆ ลูกสาวสวยๆคิ้วเป๊ะๆ อันนี้เป็นที่ติดอกติดใจเพื่อนมาก แซวน้องทุกวัน 555555 ตอนแรกก็เสี่ยงดวงว่าจะอร่อยหรือไม่ สั่งไปสามชิ้น แบบรวม(ไม่มีในเมนู) 2 กับ กล้วยนูเทลล่า 1 โอ้ยยยยยยยยยยย มันอร่อยมากๆเลยอ่ะแกรรรร มันดีจริงๆ อยากให้โดนอยากให้ลอง คือมีอยู่วันนึงไปลองร้านอื่นก็ไม่เด็ดเท่าป้าทำอ่ะ จริงๆ ไม่ได้ค่าโฆษณานะ บอกป้าขอกรอบๆ ก็ดี๊ดีย์ ต้องโดนนนนนนนนน โรตีรวมคืออันที่ราดช็อคโกแลตกับผงขาวๆ โดยผงขาวๆตอนแรกคิดว่าน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ปรากฏตอนป้าโรยเป็นผงกะทิจ้า แต่อร่อยนะ ดีไปอีกแบบ แล้วกลุ่มเรารักป้ามาก กินโรตีป้าทุกเย็น ซื้อแซนด์วิชทุกเช้า ยกเว้นเช้าวันกลับ แล้วก็ซื้อแซนด์วิชป้าไปกินที่บลูลากูนด้วยนะ รักมากจริงๆนะเออ 5555
เกือบจะหมดวันแล้ว ขออีกนิดนึงนะ ขอไปซากุระบาร์อีกนิด 5555 เนื่องจากเป็นที่เลื่องชื่อลือชามากว่าต้องไปโดนต้องไปตำต้องไปจัด เลยเอาซะหน่อย Free Drink 2 ทุ่ม – 3 ทุ่ม ทุกคืนนะจ้า แก้วเล็กๆแต่นางเทเหล้าให้เกือบเต็มแก้วผสมมิกซ์ตามใจชอบ จริงๆคือเราแก้วเดียวก็เริ่มมึนๆล่ะ วันแรกนี่ยังเด็กน้อย ยืนข้างนอกคนน้อยๆอากาศถ่ายเท แต่มันไม่มันส์เท่าข้างในนะน้องเอ๊ยยย มารู้ตอนจะกลับว่าข้างในมันส์กว่า แด๊นซ์หูดับตับไหม้ โอเค รอน้องก่อนเดี๋ยวคืนพรุ่งนี้น้องจะกลับมา แต่ใครจะไปก็ระวังตัวดีๆ คนมาเที่ยวมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะดีเสมอฉันใด โอปป้าเกาหลีก็ไม่ได้สันดานดีเหมือนหน้าตาทุกคนฉันนั้น คืนแรกก็เหมือนเจอรับน้อง เจอโอปป้าที่หน้าตาเกือบๆจะอาจัชชี่ มาทำรุ่มร่ามใส่กับเพื่อนเราทั้งกลุ่ม ลากเพื่อนเราไปนั่งข้างๆ ทำท่าจะจูบ เต้นท่าอุบาทว์ใส่ แบบเป็นตัวน่ารำคาญอ่ะ ไม่สนุกเลยคืนนั้น แย่มาก เลยรีบกลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม เจอกันใหม่คืนพรุ่งนี้ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เจอโอปป้านี่เลย
[CR] อ้ายๆ ขอปี้ไป "วังเวียง" หน่อยค่า
สำหรับกระทู้ของเรานี้ไม่เน้นรูปนะคะ เพราะถ่ายมาแต่คนค่ะ วิวไม่ค่อยมีดังนั้นถ้าใครชอบดูรูปงี้ตัดใจได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ เป็นข้อมูลเยอะมาก พยายามอ่านไปจินตนาการตามไปนะคะ 55555
18 Dec 2015
ก้าวแรกของบันทึกการเดินทางไปวังเวียงครั้งนี้เริ่มต้นที่หมอชิต เราไปกันทั้งหมด 6 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด ไปขึ้นรถนครชัยแอร์เพื่อไปลงที่อุดรธานี รอบ 21.50 น.
19 Dec 2015
ไปถึงตามกำหนดคือตีห้าหน่อยๆ แต่ถึงจริงประมาณ 05.30 น. ค่ะ ไปถึงแล้วก็ล้างหน้าล้างตาที่บขส.อุดร แล้วรอเคาเตอร์ขายตั๋วเปิดประมาณ 7 โมงค่ะ พอเปิดก็ยื่นพาสปอร์ตพร้อมเงิน 320 บาท แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ แบบที่เราไปก็เพิ่มอีก 5 บาท จากนั้นก็พากันไปกินโจ๊กที่บขส.นั่นแหละค่ะ เป็นมื้อแรกของทริป มีโจ๊ก ต้มเส้น ข้าวเปียก อันนี้ของเพื่อนเราเป็นโจ๊ก+ต้มเส้น 40 บาท อิ่มมากกกก
พอจวนจะ 8.30 ก็ไปที่รถ ที่ตั๋วจะระบุที่นั่งเอาไว้แล้วนะคะ นั่งตามเลขที่นั่งได้เลย รถที่ได้นั่งเป็นรถลาวทั้งขาไป-กลับ เลยไม่รู้ว่ารถไทยกับรถลาวต่างกันยังไง
นั่งๆไปก็ไปรับคนเพิ่มที่หนองคาย ล่ะนั่งอีกนิดนึงก็ถึงด่านที่หนองคายล่ะค่ะ คนรถจะแจกใบขาเข้า-ขาออกของทั้งไทยและลาวให้ตั้งแต่รถออกจากอุดรฯล่ะนะ เราควรเขียนไว้ตั้งแต่บนรถรอเลยเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเขียนที่หน้าตม. เพราะคนจะเยอะมาก แล้วแถวตม.ไทยยาวมากจริงๆ มีแบ่งแถวหลายแบบ เฉพาะคนไทย พาสปอร์ตต่างชาติ ใบผ่านแดน ไรงี้ ต่อแถวดีๆไม่งั้นจะช้ามาก หรือไม่ก็ต่อผิดแถวต้องต่อแถวใหม่ เสียเวลา ผ่านตม.ไทยเสร็จก็ข้ามสะพานมิตรภาพแล้วก็ไปต่อกันที่ตม.ลาว อันนี้คนไม่เยอะผ่านตม.เร็วแต่ว่าขั้นตอนเพิ่มเลเวลขึ้นมากนิดนึงคือ ต้องไปซื้อบัตร RFID ในราคา 12,000 กีบ หรือ 55 บาทไทย (เรทตอนที่ไปคือ 1 บาท = 226 กีบ) เนื่องจากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ถือเป็นวันหยุด ถ้าวันธรรมดาตอนนี้ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ 40 บาทนะคะ จะสรุปขั้นตอนที่ตม.ลาวง่ายๆดังนี้
1.ลงจากรถแล้วเดินไปชิดขวามือจะมีตู้จำหน่ายบัตร RFID อยู่คนเยอะๆที่สุดอ่ะค่ะ เดินไปเลยไปซื้อ ฝากกันซื้อได้ ยื่นพาสปอร์ตพร้อมเงิน หรือจะยื่นแต่พาสปอร์ตก่อนก็ได้แล้วค่อยยื่นเงิน อันนี้เอาที่สบายใจ
2.เดินกลับมาทางซ้ายมือ จะมีตู้ Immigration ไปต่อได้เลย แต่ช่องที่เร็วสุดคือช่องซ้ายสุด เหมือนอยู่ในหลืบอ่ะ ไม่ได้เป็นตู้นะ อันนั้นคนไม่ค่อยมี
3.เสียบบัตร RFID แบบตอนขึ้น BTS เลย แต่อันนี้ต้องใช้สกิลในการดันมันเข้าช่องนิดนึงเพราะยัดยากมาก กว่าจะดูดบัตรเข้าไป
4. ข้อนี้แล้วแต่ความใคร่ ใคร่จะแลกเงินซื้อซิมที่ด่านก็ทำเลย หรือจะไปแลกไปซื้อที่วังเวียงก็ได้เลย
เงินที่แลกไป 3,000 บาท ได้เงินกีบมา 678,000 กีบ เวลาคิดเงินก็คร่าวๆ 10,000 กีบ = 45 บาทไทย
จากนั้นก็ขึ้นรถยาวๆ ไปพักที่พักจอดรถประมาณบ่ายโมงกว่าๆได้ ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็เสีย 1,000 กีบ อาหารก็มีหลากหลายเลือกกินตามใจชอบเลย แต่เราเลือกกินแซนด์วิช ให้ 1/10 คะแนน แป้งทั้งเหนียวทั้งแข็ง แบบกัดทีฟันกรามดังกึบๆอ่ะ เหนื่อยใจมาก แต่ก็กินจนหมดนะด้วยความหิว 1 คะแนนที่ให้คือเบคอน ไม่ได้ดีอะไรแต่ก็ไม่แย่ แนะนำให้กินอย่างอื่นดีกว่า ข้าวผัดของเพื่อนเราก็รสชาติพอกินได้ให้ 3/10 คะแนน เพื่อนบอกรสชาติเหมือนแม่ทำ แต่แม่ทำไม่อร่อย แต่เห็นเฝอของคนอื่นก็ดูน่ากินนะ
กินอะไรเสร็จก็มานั่งรถก้นระบมต่อยาวๆ จนถึงวังเวียงประมาณสี่โมงกว่าๆ พอรถรถเสร็จก็ไปซื้อตั๋ววันกลับเลยเผื่อไม่มีที่นั่ง ในราคา 90,000 กีบ เก็บตั๋วไว้ดีๆต้องมายื่นให้เค้าอีกทีตอนขากลับนะจ้า
เสร็จแล้วก็รอรถสองแถวไปส่งในตัวเมือง (พูดเหมือนไกลแต่ไม่ไกลนะ แต่ถ้าให้เดินก็ไม่เดินเหมือนกัน 555) เค้าจะจอดเราส่งที่หน้าโรงแรมมาลานี จากนั้นก็เดินกันไปตามทางที่พักใครที่พักมัน เราพักที่ภูมิใจเกสต์เฮ้าส์ ต้องเดินย้อนกลับไปอีกประมาณ 300-400 เมตร ค่อนข้างไกลแต่เดินบ่อยๆมันก็แป๊บเดียวถึงล่ะ (ไม่มีรูปที่พักอีกแล้ว เสียใจมาก ขอร้องไห้ตรงนี้ เราขอโทษษษ) ที่พักคุณลุงใจดี ทักทายตลอด 4 วันที่พัก ถามไถ่ทุกครั้งที่เดินเข้าออก ว่ากินอะไรหรือยัง ไปเที่ยวไหน สนุกไหม สอนภาษาลาวให้ด้วยว่า ปี้ แปลว่า ตั๋ว
หลังจากพักผ่อนเก็บของเรียบร้อย ก็ออกมาเดินเล่นในย่านดาวน์ทาวน์ 5555 ย่านที่คนชุกชุมและร้านอาหารร้านทัวร์เยอะแยะ มื้อแรกของเราที่วังเวียงเราขอฝากท้องไว้กับ peeping som ตามที่เคยอ่านรีวิวของกระทู้ไหนก็จำไม่ได้ ได้แต่แคปหน้าจอชื่อร้านกับรูปอาหารไว้ กราบขอบพระคุณมาก ณ ที่นี้นะคะ
Peeping som เป็นร้านหมูกระทะ ชาบู มีอาหารไทย ลาว ฝรั่งขายหมด เราสั่งหมูกระทะ หมู 1 สามชั้น 1 ล่ะก็พิซซ่าหน้า meat lover อีก 1 หมูกระทะสองชุดที่สั่งไปนั้นบอกเลยว่าไม่พอ แต่ด้วยความที่เป็นมิ้อแรกเราเลยยังออมๆเงินไว้อยู่ ไม่ใส่เต็มมาก เลยเออพอๆ เดี๋ยวพิซซ่ามาก็คงอิ่มมั้ง แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคิดจะสั่งพิซซ่านี่ช่วยสั่งไปพร้อมกับหมูกระทะหรือก่อนก็ดีนะ เพราะว่ารอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก แบบมากๆอ่ะ เราเลยฆ่าเวลาด้วยการกินน้ำซุปหมูกระทะ ไม่เคยกินน้ำซุปหมูกระทะที่ไหนได้ด้วยสีหน้าฟินๆแบบอร่อยๆที่สุดแบบนี้ไหน ใส่ผักใส่น้ำซุปใส่ไข่ตีๆ แล้วกินนะ โอ้ยยยยยยย แซ่บอีหลี ยิ่งต้มไว้นานๆมากินนะ เค็มๆผงชูรส หวานๆน้ำผักแบบปะแล่มๆ 5555 โอ้ยดีจริงๆ อยากให้มาร่วมเหตุการณ์นี้ด้วยกันจริง 5555555555555 แต่มื้อนี้ทำให้เพื่อนเราไม่ชอบไม่เคยกินผักหันมากินผักได้อ่ะ เพราะเพื่อนหิวและไม่รู้จะกินอะไรแล้วจำใจต้องกินผักจริงๆ 5555 ลืม! น้ำจิ้ม!!!! ไม่พูดถึงไม่ได้ น้ำจิ้มตอนแรกมาเพื่อนนี่พูดกันทั้งโต๊ะมันแปลกๆว่ะ เหมือนน้ำจิ้มอะไรไม่รู้ เห้ย เหมือนน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะว่ะ นู่นๆนี่ๆ สรุปกินไปกินมาหมดเกลี้ยงอ่ะ ขอเพิ่มอีกถ้วยเลยพี่ แซ่บจริงๆ
ส่วนพิซซ่าที่ตามมาทีหลังนี้นั้น เราจะไม่ขอพูดมากแต่อย่างใด ขอให้ไปรับชมภาพกันดีกว่าค่ะ
*หมูกระทะชุดหมู/หมูสามชั้น ชุดล่ะ 39000 กีบ ,พิซซ่า 79,000 กีบ = มื้อนี้หมดไป 167,000 กีบ รวมน้ำ+น้ำแข็งแล้ว*
ด้วยความที่ไม่อิ่มและอดอยากมาทั้งวันทั้งๆที่กินหมูกระทะ+พิซซ่ามาแล้ว เราเลยแวะร้านขายโรตี แซนด์วิชหน้าวัดที่ไม่ทราบชื่อ ร้านป้าที่ถ้าหันหน้าเข้าวัดจะอยู่ซ้ายมือสุด ป้าหน้าเด็กๆตัวเล็กๆ ลูกสาวสวยๆคิ้วเป๊ะๆ อันนี้เป็นที่ติดอกติดใจเพื่อนมาก แซวน้องทุกวัน 555555 ตอนแรกก็เสี่ยงดวงว่าจะอร่อยหรือไม่ สั่งไปสามชิ้น แบบรวม(ไม่มีในเมนู) 2 กับ กล้วยนูเทลล่า 1 โอ้ยยยยยยยยยยย มันอร่อยมากๆเลยอ่ะแกรรรร มันดีจริงๆ อยากให้โดนอยากให้ลอง คือมีอยู่วันนึงไปลองร้านอื่นก็ไม่เด็ดเท่าป้าทำอ่ะ จริงๆ ไม่ได้ค่าโฆษณานะ บอกป้าขอกรอบๆ ก็ดี๊ดีย์ ต้องโดนนนนนนนนน โรตีรวมคืออันที่ราดช็อคโกแลตกับผงขาวๆ โดยผงขาวๆตอนแรกคิดว่าน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ปรากฏตอนป้าโรยเป็นผงกะทิจ้า แต่อร่อยนะ ดีไปอีกแบบ แล้วกลุ่มเรารักป้ามาก กินโรตีป้าทุกเย็น ซื้อแซนด์วิชทุกเช้า ยกเว้นเช้าวันกลับ แล้วก็ซื้อแซนด์วิชป้าไปกินที่บลูลากูนด้วยนะ รักมากจริงๆนะเออ 5555
เกือบจะหมดวันแล้ว ขออีกนิดนึงนะ ขอไปซากุระบาร์อีกนิด 5555 เนื่องจากเป็นที่เลื่องชื่อลือชามากว่าต้องไปโดนต้องไปตำต้องไปจัด เลยเอาซะหน่อย Free Drink 2 ทุ่ม – 3 ทุ่ม ทุกคืนนะจ้า แก้วเล็กๆแต่นางเทเหล้าให้เกือบเต็มแก้วผสมมิกซ์ตามใจชอบ จริงๆคือเราแก้วเดียวก็เริ่มมึนๆล่ะ วันแรกนี่ยังเด็กน้อย ยืนข้างนอกคนน้อยๆอากาศถ่ายเท แต่มันไม่มันส์เท่าข้างในนะน้องเอ๊ยยย มารู้ตอนจะกลับว่าข้างในมันส์กว่า แด๊นซ์หูดับตับไหม้ โอเค รอน้องก่อนเดี๋ยวคืนพรุ่งนี้น้องจะกลับมา แต่ใครจะไปก็ระวังตัวดีๆ คนมาเที่ยวมันไม่ใช่ว่าทุกคนจะดีเสมอฉันใด โอปป้าเกาหลีก็ไม่ได้สันดานดีเหมือนหน้าตาทุกคนฉันนั้น คืนแรกก็เหมือนเจอรับน้อง เจอโอปป้าที่หน้าตาเกือบๆจะอาจัชชี่ มาทำรุ่มร่ามใส่กับเพื่อนเราทั้งกลุ่ม ลากเพื่อนเราไปนั่งข้างๆ ทำท่าจะจูบ เต้นท่าอุบาทว์ใส่ แบบเป็นตัวน่ารำคาญอ่ะ ไม่สนุกเลยคืนนั้น แย่มาก เลยรีบกลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม เจอกันใหม่คืนพรุ่งนี้ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เจอโอปป้านี่เลย