Irrational Man - มีเหตุผล หรือ ไม่มีเหตุผล ไม่ใช่ใจความสำคัญ (Spoil)

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่แฟนหนังของ Wood Allen ผมเองเคยชมผลงานของเค้าแค่ 3 เรื่อง เรื่องที่ผมชอบ ก็มีแค่ Blue Jasmine ส่วนอีก 2 เรื่อง คือ Midnight in Paris กับ Match Point ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอมาถึงผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Irrational Man ผมก็กลับโน้มเอียงไปทางชอบนะ แต่ไม่ได้ถึงขนาดชื่นชอบมาก

ครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อหนัง Irrational Man ผมก็อยากดูขึ้นมาทันที และพอหลังจากได้อ่านพร็อตเรื่องและเห็นรายชื่อนักแสดง ยิ่งทำให้ผมอยากดูมากขึ้นไปอีก ผมชอบการแสดงของ Joaquin Phoenix มากๆเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว

หนังดำเนินเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ แต่ในความตรงไปตรงมานั้น หนังกลับเล่าประเด็นสำคัญของเรื่องได้อย่างเข้มแข็ง หากจะมองในแง่ความสนุก โดยรวมผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ดูสนุกนะครับ แต่อาจจะมีน่าเบื่อบ้างในช่วงท้ายๆก่อนถึงไคล์แม็กซ์ แต่โดยรวมยังถือว่า หนังเล่าสนุกและน่าติดตาม

นักแสดงขวัญใจผมอย่าง Joaquin Phoenix ก็เล่นได้สมบทบาทตามมาตรฐานของ Joaquin อยู่แล้ว แต่ที่น่าประทับใจไม่แพ้กันคือการแสดงของ Emma Stone ผมรู้สึกว่าเธอพัฒนาการแสดงของเธอขึ้นเรื่อยๆ และดูแนวโน้มหากเธอยังได้รับบทและหนังที่ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ โอกาสที่เธอจะได้รางวัลในเวทีใหญ่ๆ ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม

หนังมีการพูดคุยเรื่องปรัชญาอยู่ไม่น้อย (ช่วงนี้ผมค่อนข้างเกลียดคำนี้มากๆ เพราะใครบางคนแถว Old Trafford พูดบ่อยซะเหลือเกิน) แต่ที่ผมพอจะจับใจความได้ หนังเน้นการพูดเรื่อง อัตถิภาวนิยม  (Existentialism) ผมสรุปใจความสั้นๆของแนวคิดนี้ คือ เป็นการพิจารณาว่า ปัจเจกตัวตน ประสบการณ์ของแต่ละคน เป็นสิ่งสำคัญและความเชื่อในอิสรภาพและยอมรับในผลสืบเนื่องจากการกระทำของปัจเจก และยังเชื่อว่าปัจเจกจะต้องรับผิดชอบกับทางเลือกที่ได้เลือกไว้ด้วย
อ้างอิง : https://th.wikipedia.org/wiki/อัตถิภาวนิยม

และอีกแนวคิดของนักปรัชญาชาวเดนมาร์ค ชื่อ เซอเรน เคียร์เคอกอร์ กล่าวถึงแนวคิด อัตถิภาวนิยม ว่า สิ่งที่มีบทบาทในชีวิตมนุษย์ คือ ความกังวลใจ (Anxiety) ความไม่เข้าใจในชีวิตของตนเอง เพราะเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้จึงทำให้เกิดความกังวลใจ ความกังวลใจมีผลต่อมนุษย์ในทางลบและทางบวก บางคนอาจจะยอมแพ้แก่ความกังกลใจแล้วก็ท้อต่อชีวิตหรือปล่อยชีวิตไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา แต่บางคนอาศัยความกังวลใจตัดสินใจกระโดดจากภาวะกังวลขึ้นไปสู่ภาวะที่สูงกว่าแล้วความกังวลใจก็จะหายไป
อ้างอิง : http://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/13.html

ซึ่งตัวละครอย่าง Abe เป็นคนที่ยึดถือแนวคิดอัตถิภาวนิยมนี้เป็นอย่างมาก แต่เค้ากลับนำแนวคิดไปใช้ในทางที่ผิด เค้าเชื่อว่าในความคิดของตัวเองเป็นอย่างมาก เชื่อว่าเราทุกคนมีอิสระในความคิดและการใช้ชีวิต ซึ่งตรงนี้มันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราควรพิจารณาควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะคำว่า ศีลธรรม

ตามแนวคิดของ เซอเรน เคียร์เคอกอร์ แบ่งอัตถิภาวะเป็น 3 ระดับคือ
1. ระดับธรรมชาติ – จิตใจมนุษย์มีความโน้มเอียงไปตามธรรมชาติกระทำไปตามสัญชาตญาณหรือตามกิเลส
2. ระดับจริยะ – สร้างอุดมการณ์สำหรับตัวเอง ถือกฎศีลธรรมว่าเป็นจริง และนิยมสร้างประโยชน์ส่วนรวม
3. ระดับศาสนา – พอใจความหลุดพ้นของจิตใจตนเองคือเข้าหาศาสนาแต่ไม่ถือตามศาสนาตามตัวอักษรในคัมภีร์
อ้างอิง : http://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/13.html

สำหรับผม คิดว่า Abe คงใช้แนวคิดอัตถิภาวะ แค่ในระดับธรรมชาติเท่านั้น เลยทำไปตามสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นเหตุผลหลัก ไม่ได้มองไปถึงคนรอบข้าง ความถูกต้อง ศีลธรรมใดๆทั้งนั้น

ผมเชื่อว่าหนังไม่ได้พยายามให้เราแย้งกับแนวคิดอัตถิภาวนิยม หนังกลับทำให้เราเชื่อแนวคิดนี้ด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าหนังกำลังจะบอกกับเรา ก็คือ เราควรดำเนินชีวิตตามแนวคิดนี้ แต่ไม่ใช้ในระดับธรรมชาติ เราต้องใช้ชีวิตตามแนวคิดอัตถิภาวะ ในระดับจริยะ ขึ้นไปเท่านั้น

การใช้ชีวิตของเราทุกคน มันไม่มีใครมาบังคับเราได้ ส่วนตัว ผมก็เชื่อในเรื่องของตัวตน เชื่อว่าทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจ ในการเลือก ในการเป็น ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องยึดมั่นอย่างเข็มแข็งในการดำเนินชีวิต ก็คือ สิ่งที่เราอ้างว่าเป็นตัวเอง เป็นตัวตนของเรานั้น จะต้องไม่ไปส่งผลร้ายต่อผู้อื่น ผมว่านี่คือสิ่งที่สำคัญ

ตัวละครอย่าง Abe พยายามอ้างเหตุผลว่า สิ่งที่เค้าทำไป มันทำให้เค้ามีเป้าหมายในชีวิต มันทำให้เค้ารู้ว่าเค้าจะอยู่ไปเพื่ออะไร มันทำให้ตัวเค้ามีความสุข แต่สิ่งที่ทำให้ผมดีใจ คือ แม้โลกนี้จะมีคนอย่าง Abe อยู่ไม่น้อย แต่ผมก็เชื่อว่ายังมีคนอย่าง Jill (Emma Stone) อยู่อีกมากมายในโลกเช่นกัน

ฉากที่ Abe ทะเลาะกับ Jill ในสวนหลังบ้านตอนท้ายเรื่อง มันทำให้เรายังมีความหวัง เราดีใจที่คนอย่าง Jill ไม่ยอมนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ แม้ว่าโดยส่วนตัว Jill จะหลงใหล Abe แค่ไหนก็ตาม แต่ Jill ก็ไม่ยอมให้เหตุผลส่วนตัว มาเอาชนะความถูกต้องไปได้ Jill ยืนยันอย่างแน่วแน่ว่าสิ่งที่ Abe ทำไปเป็นสิ่งที่ผิด และบอกให้ Abe ไปมอบตัว

ตอนจบ หนังก็ดำเนินเรื่องไปตามเหตุการณ์ที่ควรจะเป็น แต่ผมเชื่อว่าหลายๆเหตุการณ์ในชีวิตจริงไม่ได้จบสวยแบบในหนังเรื่องนี้ หลายๆเหตุการณ์ในชีวิตจริง คนอย่าง Abe กลับกลายเป็นคนที่ไม่ได้มีความผิด ไม่ได้ถูกลงโทษใดๆทั้งนั้น หากเราจะเปลี่ยนสังคม มันคงเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แต่จุดเล็กๆที่เราจะพอทำได้ ก็คือตัวเราเอง เราจะต้องไม่ยอมให้เหตุผลส่วนตัวมาเอาชนะศีลธรรมความถูกต้องไปได้ ไม่ว่าเราจะมีข้ออ้างที่มีเหตุผลมากมายแค่ไหนก็ตาม

https://www.facebook.com/MyOwnPrivateFilm/
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่