หวัดดีค่ะ เรามีเรื่องปสก.แปลกๆระหว่างเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติการแพทย์ที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯมาเล่าให้ฟังค่ะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อวานเลยค่ะ ท้าวความนิดนึงคือเราเองจบสถาบันโรงพยาบาลนี้ พิพิธภัณฑ์นี้จริงๆแล้วสร้างเสร็จไม่นาน และรวบรวมหลักฐาน วัตถุ และอื่นๆที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์และการก่อตั้งโรงพยาบาลนี้ไว้ ในช่วงต้นเดือนธันวาคมพอดีมีการจัดกิจกรรมให้เข้าชมเวลากลางคืนได้บวกกับลดค่าเข้าชม เราเลยจัดไปสมใจ
หลังจากซื้อตั๋ว ทานอะไรรองท้องเสร็จแล้วเราก็เริ่มสำรวจตามห้องต่างๆที่เขาจัดแสดงไว้ ด้วยความที่บรรยากาศมันเป็นยามค่ำคืน ซึ่งจริงๆคือหัวค่ำก็เลยดูจะทึมๆหน่อยค่ะ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก เพราะตึกที่สร้างพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่ตึกที่มีประวัติอะไรในทางหลอนๆ เป็นอาคารกึ่งปูนกึ่งไม้ สถาปัตยกรรมเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษ จริงๆแล้วพิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงได้ยอดเยี่ยมและน่าสนใจมากค่ะ นำสื่อต่างๆมาใช้ประกอบทำให้ชมสนุก และเนื่องจากเราก็จบจากที่โรงพยาบาลนี้เลยรู้สึกอินไปกับประวัติเป็นพิเศษ โดยชั้น1จะเป็นส่วนของประวัติที่มาของสถานที่ เราก็ชื่นชม ถ่ายภาพไปตามเรื่อง รอบพิเศษนี้ไม่มีไกด์นำเที่ยวนะคะ เดินชมกันตามสะดวก ผู้คนก็ไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเงียบเหงา
พอขึ้นชมชั้นสอง เส้นทางเยี่ยมชมก็เริ่มจากห้องแสดงคอนเซปร่างกายมนุษย์ ประวัติการแพทย์แผนไทย ประวัติการแพทย์ตะวันออก อีกโซนหนึ่งก็จะเป็นประวัติและเรื่องราวของโรงพยาบาล ที่ชั้นสองนี้ผู้คนเริ่มบางตาค่ะ บรรยากาศบางโซนเริ่มมีแอบหลอนนิดๆ แต่ด้วยความที่เป็นศิษย์เก่าบวกกับกำลังอินกับประวัติโรงพยาบาล เราเลยไม่ได้สนใจกลัวอะไร ชื่นชม ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ
พอเข้าสู่โซนวิวิฒนาการการแพทย์ในโรงพยาบาล รายละเอียดในห้องก็จะเป็นเครื่องมือการตรวจรักษา การผ่าตัดสมัยโบราณ บวกกับภาพหมอและตึกสมัยก่อน เราก็ยังชมไปเรื่อยๆ ความสนใจเริ่มลดลงเพราะดูมาเยอะแล้ว เมื่อเคลื่อนเข้าสุ่ช่วงกลางห้องก็เป็นมุมจำลองการผ่าตัดแบบสมัยก่อนพร้อมมีภาพเคลื่อนไหวคล้ายๆภาพยนตร์สมัยก่อนที่ถ่ายเหตุการณ์การผ่าตัดแบบโบราณ เอาจริงๆเราเฉยๆนะคะ แต่แอบคิดว่าภาพยนตร์นี้มันคล้ายๆหนังผีโรงพยาบาลหลอนสมัยก่อน เดินถัดมาอีกนิดก็เจอมุมที่เป็นประวัติการเรียนกายวิภาคในสมัยโบราณ มีหุ่นอาจารย์ใหญ่จำลองนอนอยู่ตรงกลางโซนพร้อมมีผ้าใบสีเขียวคลุมทั่วร่างและมีส่วนท่อนแขนที่ยื่นออกมานอกผ้าใบ เราเคยฟังจากคลิปประชาสัมพันธ์ว่า ร่างนี้เป็นหุ่นจำลอง แต่แขนนี้เป็นของจริงของอาจารย์ใหญ่ที่เขานำไปผ่านกระบวนการเข้าพลาสติกเพื่อให้มีความคงทน บรรยากาศก็ยังไม่น่ากลัวมากสำหรับเรา แต่สะดุดนิดหนึ่งตรงที่ รอบๆไม่มีคนแล้วค่ะ คือมีแต่เรากับแขนท่าน ท่ามกลางบรรยากาศจำลองว่าเราอยู่เหมือนอยู่กับร่างอาจารย์ที่ไร้วิญญาณ ไม่หลอนค่ะไม่หลอน สำรวจทั่วๆ แต่ไม่เข้าใกล้ร่างนะคะ ลืมบอกไปว่าข้างๆร่างก็เป็นหุ่นโครงกระดูกแขวนยืนอยู่ เราได้แต่นึกว่าเราเคยเห็นหุ่นกระดูกแบบนี้ที่ไหนนะ แล้วเราก็เดินวนรอบห้อง เนื่องจากโต๊ะอาจารย์ใหญ่จำลองถูกวางไว้โซนกลางห้อง รอบๆห้องก็จะเป็นตู้ ชั้นที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆอีก เราวนมาเจอร่างจำลองอาจารย์ใหญ่ ชะงักหยุดคิดนิดนึงแล้วเราก็เดินเลียบเคียงไปดูส่วนชั้นรอบๆห้องนะคะ ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่มันเริ่มแปลกตรงที่แอร์ในห้องจู่ๆมันก็หนาวขึ้นนับตั้งแต่เราวนออกจากมุมโต๊ะจำลองร่างอาจารย์ใหญ่ค่ะ หนาวขึ้นจนเราเริ่มสะท้าน ทั้งที่ตั้งแต่เข้าห้องมาความเย็นก็ปกติและเป็นวันที่อากาศอบอ้าวมาก ขณะนั้นเราว่าเรายืนห่างโต๊ะอาจารย์พอควรแล้วค่ะ มีฉากกั้นโซนเรียบร้อย แต่จมูกเราได้กลิ่นที่เราเคยสัมผัสเมื่อหลายปีก่อนแต่เราไม่เคยลืมค่ะ มันเป็นกลิ่นคล้ายๆเนื้อที่ผ่านการดองหรือผสมสารเคมีบางอย่างอยู่นานจนมีกลิ่นหืน กลิ่นนั้นมันปะทะจมูกเราจนเราแปลกใจ ไม่ใช่กลิ่นฟอร์มาลีนค่ะเพราะฟอร์มาลีนจะมีกลิ่นฉุนแสบ แต่นี่กลิ่นออกหืนๆ เรายังไม่อยากคิดอะไรมากอีก เดินสำรวจต่อไป แต่อากาศในห้องมันเย็นลงจนเราเริ่มสั่นนิดๆ ในห้องมีคนสุดท้ายก้าวขาเดินออกไป ตอนนี้เหลือเราคนเดียว กับความหนาวเย็น และกลิ่นหืนนั้น..มาอีกแล้ว
ก่อนที่อะไรจะชัดเจนกว่านี้ เราเลยยืนหันหลังให้ร่างนั้น(ขณะนั้นห่างจากโต๊ะประมาณ4เมตร) รวบรวมสมาธิแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้บุรพกษัตริย์และกษัตริยา เทพยดา ดวงวิญญาณอาจารย์ใหญ่และท่านอื่นๆที่อยู่ ณ บริเวณนั้น นึกเอาในใจค่ะ ไม่ได้สวดอะไร อธิษฐานจบ กลิ่นหาย!! เราเลยค่อยๆเดินออกจากห้องนั้นมาสู่โซนภาพพระมหากษัตริย์และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล ที่ซึ่งเป็นระบบแอร์กลางเหมือนกัน แต่อากาศอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
เรื่องที่เราเจอคงไม่ได้น่ากลัว และอาจเป็นการมโนไปเองบวกกับความเชื่อของเรา อยากให้เพื่อนๆแชร์ประสบการณ์หรือคอมเม้นค่ะ
ประสบการ์ณแปลกที่พิพิธภัณฑ์ประวัติการแพทย์
หลังจากซื้อตั๋ว ทานอะไรรองท้องเสร็จแล้วเราก็เริ่มสำรวจตามห้องต่างๆที่เขาจัดแสดงไว้ ด้วยความที่บรรยากาศมันเป็นยามค่ำคืน ซึ่งจริงๆคือหัวค่ำก็เลยดูจะทึมๆหน่อยค่ะ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก เพราะตึกที่สร้างพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่ตึกที่มีประวัติอะไรในทางหลอนๆ เป็นอาคารกึ่งปูนกึ่งไม้ สถาปัตยกรรมเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษ จริงๆแล้วพิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงได้ยอดเยี่ยมและน่าสนใจมากค่ะ นำสื่อต่างๆมาใช้ประกอบทำให้ชมสนุก และเนื่องจากเราก็จบจากที่โรงพยาบาลนี้เลยรู้สึกอินไปกับประวัติเป็นพิเศษ โดยชั้น1จะเป็นส่วนของประวัติที่มาของสถานที่ เราก็ชื่นชม ถ่ายภาพไปตามเรื่อง รอบพิเศษนี้ไม่มีไกด์นำเที่ยวนะคะ เดินชมกันตามสะดวก ผู้คนก็ไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเงียบเหงา
พอขึ้นชมชั้นสอง เส้นทางเยี่ยมชมก็เริ่มจากห้องแสดงคอนเซปร่างกายมนุษย์ ประวัติการแพทย์แผนไทย ประวัติการแพทย์ตะวันออก อีกโซนหนึ่งก็จะเป็นประวัติและเรื่องราวของโรงพยาบาล ที่ชั้นสองนี้ผู้คนเริ่มบางตาค่ะ บรรยากาศบางโซนเริ่มมีแอบหลอนนิดๆ แต่ด้วยความที่เป็นศิษย์เก่าบวกกับกำลังอินกับประวัติโรงพยาบาล เราเลยไม่ได้สนใจกลัวอะไร ชื่นชม ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ
พอเข้าสู่โซนวิวิฒนาการการแพทย์ในโรงพยาบาล รายละเอียดในห้องก็จะเป็นเครื่องมือการตรวจรักษา การผ่าตัดสมัยโบราณ บวกกับภาพหมอและตึกสมัยก่อน เราก็ยังชมไปเรื่อยๆ ความสนใจเริ่มลดลงเพราะดูมาเยอะแล้ว เมื่อเคลื่อนเข้าสุ่ช่วงกลางห้องก็เป็นมุมจำลองการผ่าตัดแบบสมัยก่อนพร้อมมีภาพเคลื่อนไหวคล้ายๆภาพยนตร์สมัยก่อนที่ถ่ายเหตุการณ์การผ่าตัดแบบโบราณ เอาจริงๆเราเฉยๆนะคะ แต่แอบคิดว่าภาพยนตร์นี้มันคล้ายๆหนังผีโรงพยาบาลหลอนสมัยก่อน เดินถัดมาอีกนิดก็เจอมุมที่เป็นประวัติการเรียนกายวิภาคในสมัยโบราณ มีหุ่นอาจารย์ใหญ่จำลองนอนอยู่ตรงกลางโซนพร้อมมีผ้าใบสีเขียวคลุมทั่วร่างและมีส่วนท่อนแขนที่ยื่นออกมานอกผ้าใบ เราเคยฟังจากคลิปประชาสัมพันธ์ว่า ร่างนี้เป็นหุ่นจำลอง แต่แขนนี้เป็นของจริงของอาจารย์ใหญ่ที่เขานำไปผ่านกระบวนการเข้าพลาสติกเพื่อให้มีความคงทน บรรยากาศก็ยังไม่น่ากลัวมากสำหรับเรา แต่สะดุดนิดหนึ่งตรงที่ รอบๆไม่มีคนแล้วค่ะ คือมีแต่เรากับแขนท่าน ท่ามกลางบรรยากาศจำลองว่าเราอยู่เหมือนอยู่กับร่างอาจารย์ที่ไร้วิญญาณ ไม่หลอนค่ะไม่หลอน สำรวจทั่วๆ แต่ไม่เข้าใกล้ร่างนะคะ ลืมบอกไปว่าข้างๆร่างก็เป็นหุ่นโครงกระดูกแขวนยืนอยู่ เราได้แต่นึกว่าเราเคยเห็นหุ่นกระดูกแบบนี้ที่ไหนนะ แล้วเราก็เดินวนรอบห้อง เนื่องจากโต๊ะอาจารย์ใหญ่จำลองถูกวางไว้โซนกลางห้อง รอบๆห้องก็จะเป็นตู้ ชั้นที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆอีก เราวนมาเจอร่างจำลองอาจารย์ใหญ่ ชะงักหยุดคิดนิดนึงแล้วเราก็เดินเลียบเคียงไปดูส่วนชั้นรอบๆห้องนะคะ ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่มันเริ่มแปลกตรงที่แอร์ในห้องจู่ๆมันก็หนาวขึ้นนับตั้งแต่เราวนออกจากมุมโต๊ะจำลองร่างอาจารย์ใหญ่ค่ะ หนาวขึ้นจนเราเริ่มสะท้าน ทั้งที่ตั้งแต่เข้าห้องมาความเย็นก็ปกติและเป็นวันที่อากาศอบอ้าวมาก ขณะนั้นเราว่าเรายืนห่างโต๊ะอาจารย์พอควรแล้วค่ะ มีฉากกั้นโซนเรียบร้อย แต่จมูกเราได้กลิ่นที่เราเคยสัมผัสเมื่อหลายปีก่อนแต่เราไม่เคยลืมค่ะ มันเป็นกลิ่นคล้ายๆเนื้อที่ผ่านการดองหรือผสมสารเคมีบางอย่างอยู่นานจนมีกลิ่นหืน กลิ่นนั้นมันปะทะจมูกเราจนเราแปลกใจ ไม่ใช่กลิ่นฟอร์มาลีนค่ะเพราะฟอร์มาลีนจะมีกลิ่นฉุนแสบ แต่นี่กลิ่นออกหืนๆ เรายังไม่อยากคิดอะไรมากอีก เดินสำรวจต่อไป แต่อากาศในห้องมันเย็นลงจนเราเริ่มสั่นนิดๆ ในห้องมีคนสุดท้ายก้าวขาเดินออกไป ตอนนี้เหลือเราคนเดียว กับความหนาวเย็น และกลิ่นหืนนั้น..มาอีกแล้ว
ก่อนที่อะไรจะชัดเจนกว่านี้ เราเลยยืนหันหลังให้ร่างนั้น(ขณะนั้นห่างจากโต๊ะประมาณ4เมตร) รวบรวมสมาธิแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้บุรพกษัตริย์และกษัตริยา เทพยดา ดวงวิญญาณอาจารย์ใหญ่และท่านอื่นๆที่อยู่ ณ บริเวณนั้น นึกเอาในใจค่ะ ไม่ได้สวดอะไร อธิษฐานจบ กลิ่นหาย!! เราเลยค่อยๆเดินออกจากห้องนั้นมาสู่โซนภาพพระมหากษัตริย์และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล ที่ซึ่งเป็นระบบแอร์กลางเหมือนกัน แต่อากาศอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
เรื่องที่เราเจอคงไม่ได้น่ากลัว และอาจเป็นการมโนไปเองบวกกับความเชื่อของเรา อยากให้เพื่อนๆแชร์ประสบการณ์หรือคอมเม้นค่ะ