ดูจากข่าวนี้คิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่น้ำมันจะลดลงไปถึงลิตรละ 10 กว่าบาท

แล้ว นาทีระทึกขวัญของชาวโลก ก็กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เมื่อ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะเริ่มประชุมนัดส่งท้ายปี 2558 วันพรุ่งนี้ 15–16 ธันวาคม เพื่อตัดสินใจว่า จะขึ้นดอกเบี้ยจาก 0–0.25% หรือไม่ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯส่งสัญญาณฟื้นตัวแข็งแกร่ง ตัวเลขว่างงานเดือนพฤศจิกายนลดลงเหลือ 5%

นักธุรกิจ นักลงทุน รัฐบาลทั่วโลก ต่างก็จับตาดูด้วยใจระทึก

แต่วันนี้ นักวิเคราะห์ทั่วโลก ได้ฟันธงล่วงหน้าไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ส่งสัญญาณชัดเจน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกันเป็นแผงเมื่อวันศุกร์ ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ร่วงหนักลงไปกว่า 309 จุด แนสแด็ก ร่วงไปกว่า 111 จุด น้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสสหรัฐฯ ร่วงไปอยู่ที่ 35.36 เหรียญต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนท์อังกฤษ ร่วงลงไปอยู่ที่ 37.93 เหรียญต่อบาร์เรล ดัชนีหุ้นไทย ก็ร่วงไปอยู่ที่ 1,280.92 จุด

เกจิหุ้นไทยหลายท่านวิเคราะห์ว่า ช่วงนี้น่าเข้าไปซื้อสะสมหุ้น แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ใครคิดจะสะสมหุ้นช่วงนี้ ผมอยากให้ข้อคิดไว้ตรงนี้ว่า ควรจะเป็นเงินเย็นเท่านั้น ไม่ควรกู้เงินไปซื้อ เข้าออกไม่ทัน โอกาสติดดอย เป็นไปได้ในทุกสถานการณ์

หนังสือพิมพ์ ดิ วอล สตรีท เจอร์นัล ไปสำรวจความคิดเห็นของเทรดเดอร์ในตลาดล่วงหน้า ให้น้ำหนักสูงถึง 85% ว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่ เช่นเดียวกับ สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ไปสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 90 คน ผลก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน 90% เชื่อว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่

แล้วเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเท่าไหร่

ผมเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก เฟดน่าจะขึ้นแบบหยั่งเชิง 0.25% จากอัตรา 0.25% ในปัจจุบัน เป็น 0.50% แม้จะดูไม่มาก แต่ก็เท่ากับ
ขึ้นไป 100% ก็ไม่น้อย

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แน่นอนราคาหุ้นทั่วโลกจะร่วงลงไปอีก เพราะเงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นเป็นอันดับแรก แต่สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าไม่ค่อยน่าเป็นห่วง มีเงินทุนสำรองเยอะราว 170,000 ล้านเหรียญ จากการทำดีของแบงก์ชาติ ที่ช่วยรักษาเงินทุนสำรองของชาติเอาไว้ให้ลูกหลาน ไม่ให้ลำบากเหมือนในอดีตอีก

นักวิเคราะห์คาดกันว่า ปีหน้า 2559 เฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 1% เพราะคาดว่า ปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะดีขึ้นไปอีก การว่างงานจะลดเหลือ 4.8% อัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปถึง 1.7% จากเงินเฟ้อเป้าหมาย 2.0% ยิ่งตัวเลขการว่างงานลดลงเร็ว อัตราเร่งการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก็จะเร็วขึ้น จะสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกขนาดไหน ยากจะคาดเดา

ล่าสุดมีข่าวว่า สภาคองเกรส จะเสนอให้ ยกเลิกกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันดิบ เพื่อให้สหรัฐฯส่งออกน้ำมันดิบได้ เพื่อช่วยเหลือบริษัทน้ำมันในสหรัฐฯที่
เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมะรืนนี้
กำลังขาดทุนอย่างหนัก ก็จะยิ่งกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกให้มีราคาถูกลงไปอีก

เมื่อวันศุกร์ กลุ่มโอเปก ได้เปิดเผยตัวเลขยอดผลิตน้ำมันในเดือนพฤศจิกายนว่า เพิ่มขึ้นอีก 230,000 บาร์เรลต่อวัน ขึ้นสู่ระดับ 31.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 7 ปี เพื่อหารายได้เพิ่มทดแทนราคาน้ำมันที่ลดลง จนการคลังของประเทศเศรษฐีน้ำมันเหล่านี้ ใกล้จะถังแตกเข้าไปทุกที ขณะเดียวกัน ประเทศนอกโอเปก ก็มีการผลิตน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นอีกวันละ 1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 57.71 ล้านบาร์เรลต่อวัน

วันนี้ น้ำมันดิบล้นโลก ราคาเลยร่วงกันยกแผง ถ้าสหรัฐฯส่งออกน้ำมันอีกชาติ ราคาน้ำมันดิบก็ยิ่งลดลง โอกาสที่ เศรษฐีอาหรับจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน ก็อยู่แค่เอื้อม

ผมเอา ภาพของเศรษฐกิจโลกมาฉายให้ดูกันสดๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า เศรษฐกิจโลกปีหน้าไม่ได้สดสวยอย่างที่วาดฝัน มีทั้ง คลื่นลม และ พายุใหญ่อีกหลายลูก กำลังจะมา ประเทศจีน ที่เป็นความหวังของรัฐบาลไทย อนาคตก็ไม่มีอะไรสดใสเลยใน 1–2 ปีข้างหน้า ฟองสบู่ที่มีอยู่ก็ยังแตกไม่หมด การวางอนาคตประเทศไทย เพื่อรับมือกับ วิกฤติเศรษฐกิจโลก และ วิกฤติเศรษฐกิจไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง.

http://www.thairath.co.th/content/548416
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่