3.
ถนนนักเขียนที่แท้แล้วมีหน้าตาเป็นเช่นไร ใช่สมควรต้องมีบทบรรยายให้กระจ่างชัดกว่านี้หรือไม่ พื้นถนนนั้นใช่ถมทับด้วยซากอักษรอันเต็มไปด้วยจิตใจที่เคยฮึกเหิมร้อนแรงก่อนสุดท้ายจะท้อแท้ถอดใจหรือไม่ ทิวทัศน์สองข้างทางใช่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียว ทิวเขาสูงทอดยาวไกล หรือแห้งแล้งเป็นดินทรายรกร้าง มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ กับต้นหนาม หรือจะเป็นเนินทรายที่เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนได้ราวมีชีวิต กับท้องฟ้าเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวสุดสายตา
หรือจะเป็นเพียงหน้ากระดาษขาว ที่บรรยายถึงทุกสิ่งด้วยหมึกสีดำ แต่งเติมขึ้นจากความทรงจำ ประสบการณ์ ข้อมูล และจินตนาการอันเพริดแพร้วของผู้ใด
แล้วใบหน้า การแต่งกายของนักบู๊ไร้นามผู้นี้ สิ่งของที่มันนำติดตัวมา ใช่สมควรต้องมีคำบรรยายด้วยหรือไม่ ถึงตอนนี้แล้ว ยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่
บทบรรยายเท่าใดจึงนับว่าเพียงพอ ไม่มากเกิน ไม่น้อยไป มีผู้ใดตอบได้
ในขณะที่นักบู๊ไร้นามกำลังก้าวเดินไปยังตัวตึกประหลาด คิดติดตามดรุณีนางนั้นเข้าไปราวกับต้องมนต์ บางสิ่งก็กระตุ้นให้มันจำต้องเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ไม่รู้ว่าราตรีกาลได้ย่างกรายมาอยู่เหนือถนนเก่าแก่สายนี้ตั้งแต่เมื่อใด แสงจันทร์สาดส่องในคืนเพ็ญย่อมไม่มีอันใดแปลก แต่ที่ประหลาดคือพระจันทร์ดวงนี้กลับมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่บัดเดี๋ยวตั้งขึ้น บัดเดี๋ยวนอนลง สลับไปมาไม่หยุดยั้ง เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งในที่สุดจึงกลายเป็นเดือนที่เกือบกลมดวงหนึ่ง
สิ่งประหลาดเยี่ยงนี้ย่อมจำต้องบรรยายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่อาจโต้แย้ง
แรงผลักดันอันลี้ลับที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครู่พลันอ่อนโทรมลง เพียงดรุณีนางหนึ่งที่ก้าวลงจากรถม้ากลับสามารถสร้างความสะทกสะท้อนขึ้นภายในใจผู้คนได้มากมายถึงเพียงนี้
อาจบางทีทั้งหมดนี้มิได้เกิดจากดรุณีนางนั้น แต่เกิดจากคำบรรยายถึงความทรงจำอันกำกวมไร้รายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตของตัวมัน หรือที่จริงแล้วสมควรบอกว่าเป็นเพราะคำบรรยายนั้นได้พาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนประการหนึ่งที่ดึงดูดใจทุกผู้คนเรื่อยมา แม้บอกว่าเป็นหนึ่งประการแต่กลับแบ่งออกได้เป็นสอง นับเป็นสองด้านที่เหมือนจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
หรือภายใต้เงากระบี่ที่จะเลื่องลือได้นั้น สมควรมีกระบวนเรื่อง รัก และ แค้น บรรจุไว้ทั้งสิ้น
แล้วตอนนี้มันสมควรทำเช่นไร ใช่ยังจะเข้าไปใน โรงเตี๊ยม แห่งนี้อีกหรือไม่ มันได้แต่ทอดถอนใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญประหลาดนั้น ในใจกลับหวังให้มันกลายเป็นสี่เหลี่ยมอีกสักครั้ง
ถนนแม้ยังทอดยาวไกล แต่เรื่องราวในครั้งนี้สมควรต้องกระชับสั้น สุดท้ายมันจึงตัดสินใจ ผลักประตูพร้อมก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ไร้ป้ายยี่ห้อแห่งนี้
ตัวตึกส่วนหน้าจัดตั้งเป็นโต๊ะขายน้ำชา สุรา ให้กับผู้เดินในเส้นทางอักษร ตัวตึกด้านหลังจึงแบ่งเป็นห้องพักค้างแรมเป็นสัดส่วน ดรุณีเมื่อครู่คาดว่าคงเข้าห้องด้านในพักผ่อนไปแล้ว มีโต๊ะหกตัวตั้งเรียงเป็นสองฟากข้างทางเดิน ในจำนวนนี้ถูกยึดครองไปสามโต๊ะโดยผู้ที่แตกต่างกันสามคน
มันไม่คาดคิดว่าจะได้พบผู้คนพร้อมกันทีเดียวมากมายเพียงนี้
ทั้งหมดต่างนั่งโต๊ะไม่ติดกัน หนึ่งในนั้นเป็นหลวงจีนหนวดเคราขาว นั่งหลับตานิ่ง บนโต๊ะมีเพียงน้ำชาหนึ่งป้าน อีกผู้หนึ่งเป็นนักพรตใบหน้าเคร่งขรึม บนโต๊ะมิเพียงมีป้านน้ำชา ยังมีกับข้าวอีกหลายจาน ที่แปลกกลับเป็นการจัดวางสิ่งต่างๆ บนโต๊ะที่ดูแล้วไม่ธรรมดา คนสุดท้ายเป็นบุรุษสูงวัยที่มีทั้งกับแกล้มเป็น เนื้อย่าง ผัดผัก ปลานึ่ง สุราเปี่ยมจอก กับมือคู่งามที่หากไม่จับตะเกียบ ยกจอกสุรา ย่อมต้องกุมกระบี่โบราณคมกล้า
ทุกคนเพียงนั่งอยู่เงียบๆ ไม่สนใจกัน แต่บรรยากาศภายในกลับหนักอึ้ง ที่ด้านหลัง ประตูที่มันพึ่งผ่านเข้ามาพลันถูกผลักเปิดออก ชายชราสารถีเมื่อครู่คงจัดการดูแลม้าดำเหงื่อโลหิตทั้งสองเข้าคอกเรียบร้อย ที่จริงมันคิดนั่งโต๊ะที่มุมหนึ่งซึ่งว่างอยู่ แต่สารถีผู้นั้นคล้ายเพียงก้าวออกก็บรรลุถึงโต๊ะดังกล่าว มันจึงได้แต่จำใจเลือกโต๊ะที่ว่างระหว่างหลวงจีนกับนักพรตซึ่งดูจะปลอดภัยกว่า
แต่มันใช่คิดผิดหรือไม่
คำบรรยายเยี่ยงนี้ใช่น้อยเกิน หรือมากเกินจำเป็นหรือไม่
เดียวดายใต้เงาจอ (เรื่องสั้น? ตอนสั้นสั้นหลายตอน(น่าจะ)จบ) 3
ถนนนักเขียนที่แท้แล้วมีหน้าตาเป็นเช่นไร ใช่สมควรต้องมีบทบรรยายให้กระจ่างชัดกว่านี้หรือไม่ พื้นถนนนั้นใช่ถมทับด้วยซากอักษรอันเต็มไปด้วยจิตใจที่เคยฮึกเหิมร้อนแรงก่อนสุดท้ายจะท้อแท้ถอดใจหรือไม่ ทิวทัศน์สองข้างทางใช่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียว ทิวเขาสูงทอดยาวไกล หรือแห้งแล้งเป็นดินทรายรกร้าง มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยๆ กับต้นหนาม หรือจะเป็นเนินทรายที่เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนได้ราวมีชีวิต กับท้องฟ้าเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวสุดสายตา
หรือจะเป็นเพียงหน้ากระดาษขาว ที่บรรยายถึงทุกสิ่งด้วยหมึกสีดำ แต่งเติมขึ้นจากความทรงจำ ประสบการณ์ ข้อมูล และจินตนาการอันเพริดแพร้วของผู้ใด
แล้วใบหน้า การแต่งกายของนักบู๊ไร้นามผู้นี้ สิ่งของที่มันนำติดตัวมา ใช่สมควรต้องมีคำบรรยายด้วยหรือไม่ ถึงตอนนี้แล้ว ยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่
บทบรรยายเท่าใดจึงนับว่าเพียงพอ ไม่มากเกิน ไม่น้อยไป มีผู้ใดตอบได้
ในขณะที่นักบู๊ไร้นามกำลังก้าวเดินไปยังตัวตึกประหลาด คิดติดตามดรุณีนางนั้นเข้าไปราวกับต้องมนต์ บางสิ่งก็กระตุ้นให้มันจำต้องเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ไม่รู้ว่าราตรีกาลได้ย่างกรายมาอยู่เหนือถนนเก่าแก่สายนี้ตั้งแต่เมื่อใด แสงจันทร์สาดส่องในคืนเพ็ญย่อมไม่มีอันใดแปลก แต่ที่ประหลาดคือพระจันทร์ดวงนี้กลับมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่บัดเดี๋ยวตั้งขึ้น บัดเดี๋ยวนอนลง สลับไปมาไม่หยุดยั้ง เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งในที่สุดจึงกลายเป็นเดือนที่เกือบกลมดวงหนึ่ง
สิ่งประหลาดเยี่ยงนี้ย่อมจำต้องบรรยายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่อาจโต้แย้ง
แรงผลักดันอันลี้ลับที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครู่พลันอ่อนโทรมลง เพียงดรุณีนางหนึ่งที่ก้าวลงจากรถม้ากลับสามารถสร้างความสะทกสะท้อนขึ้นภายในใจผู้คนได้มากมายถึงเพียงนี้
อาจบางทีทั้งหมดนี้มิได้เกิดจากดรุณีนางนั้น แต่เกิดจากคำบรรยายถึงความทรงจำอันกำกวมไร้รายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตของตัวมัน หรือที่จริงแล้วสมควรบอกว่าเป็นเพราะคำบรรยายนั้นได้พาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนประการหนึ่งที่ดึงดูดใจทุกผู้คนเรื่อยมา แม้บอกว่าเป็นหนึ่งประการแต่กลับแบ่งออกได้เป็นสอง นับเป็นสองด้านที่เหมือนจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
หรือภายใต้เงากระบี่ที่จะเลื่องลือได้นั้น สมควรมีกระบวนเรื่อง รัก และ แค้น บรรจุไว้ทั้งสิ้น
แล้วตอนนี้มันสมควรทำเช่นไร ใช่ยังจะเข้าไปใน โรงเตี๊ยม แห่งนี้อีกหรือไม่ มันได้แต่ทอดถอนใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญประหลาดนั้น ในใจกลับหวังให้มันกลายเป็นสี่เหลี่ยมอีกสักครั้ง
ถนนแม้ยังทอดยาวไกล แต่เรื่องราวในครั้งนี้สมควรต้องกระชับสั้น สุดท้ายมันจึงตัดสินใจ ผลักประตูพร้อมก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ไร้ป้ายยี่ห้อแห่งนี้
ตัวตึกส่วนหน้าจัดตั้งเป็นโต๊ะขายน้ำชา สุรา ให้กับผู้เดินในเส้นทางอักษร ตัวตึกด้านหลังจึงแบ่งเป็นห้องพักค้างแรมเป็นสัดส่วน ดรุณีเมื่อครู่คาดว่าคงเข้าห้องด้านในพักผ่อนไปแล้ว มีโต๊ะหกตัวตั้งเรียงเป็นสองฟากข้างทางเดิน ในจำนวนนี้ถูกยึดครองไปสามโต๊ะโดยผู้ที่แตกต่างกันสามคน
มันไม่คาดคิดว่าจะได้พบผู้คนพร้อมกันทีเดียวมากมายเพียงนี้
ทั้งหมดต่างนั่งโต๊ะไม่ติดกัน หนึ่งในนั้นเป็นหลวงจีนหนวดเคราขาว นั่งหลับตานิ่ง บนโต๊ะมีเพียงน้ำชาหนึ่งป้าน อีกผู้หนึ่งเป็นนักพรตใบหน้าเคร่งขรึม บนโต๊ะมิเพียงมีป้านน้ำชา ยังมีกับข้าวอีกหลายจาน ที่แปลกกลับเป็นการจัดวางสิ่งต่างๆ บนโต๊ะที่ดูแล้วไม่ธรรมดา คนสุดท้ายเป็นบุรุษสูงวัยที่มีทั้งกับแกล้มเป็น เนื้อย่าง ผัดผัก ปลานึ่ง สุราเปี่ยมจอก กับมือคู่งามที่หากไม่จับตะเกียบ ยกจอกสุรา ย่อมต้องกุมกระบี่โบราณคมกล้า
ทุกคนเพียงนั่งอยู่เงียบๆ ไม่สนใจกัน แต่บรรยากาศภายในกลับหนักอึ้ง ที่ด้านหลัง ประตูที่มันพึ่งผ่านเข้ามาพลันถูกผลักเปิดออก ชายชราสารถีเมื่อครู่คงจัดการดูแลม้าดำเหงื่อโลหิตทั้งสองเข้าคอกเรียบร้อย ที่จริงมันคิดนั่งโต๊ะที่มุมหนึ่งซึ่งว่างอยู่ แต่สารถีผู้นั้นคล้ายเพียงก้าวออกก็บรรลุถึงโต๊ะดังกล่าว มันจึงได้แต่จำใจเลือกโต๊ะที่ว่างระหว่างหลวงจีนกับนักพรตซึ่งดูจะปลอดภัยกว่า
แต่มันใช่คิดผิดหรือไม่
คำบรรยายเยี่ยงนี้ใช่น้อยเกิน หรือมากเกินจำเป็นหรือไม่