เห็นหัวข้อแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าปัญญาอ่อน ไร้สาระ ตีความว่าผม เป็นพวกขี้แพ้ หรือเห็นแก่ตัว สำหรับคนที่ตรงดิ่งมาถึงช่วงขาลงของชีวิต ทุกหนทางมืดมนไปหมด มันต้องการทางออกของชีวิตสักทาง ซึ่งหวังว่าจะพบทางตัดสินใจจากคอมเม้นท์สักข้อนึง
จุดเริ่มของปัญหาเกิดจาก ผมทำผู้หญิงคนนึงท้องและเป็นสาเหตุให้เธอต้องออกจากงาน ซึ่งผมรับผิดชอบทุกอย่าง รวมถึงลาออกจากงานประจำมารับช่วงธุรกิจของฝ่ายหญิง ซึ่งกำลังจะเลิกกิจการ ต้องบอกว่าฐานะเธอกับผม ต่างกันมาก ผมเป็นพนักงานเอกชน ไต่เต้าทำงานกินเงินเดือน 4-5 หมื่น มีภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ดูแลพ่อแม่ แต่บ้านภรรยา มีทรัพสินย์เงินทอง หลายสิบล้าน คนรอบข้างพูดกัน ว่าผมตกถังข้าวสารบ้าง สบายแล้วชาตินี้ หรืออะไรทำนองนี้ แต่สำหรับผม มันคือความทุกข์ใจ เพราะในชีวิตตั้งเป้าว่าจะสร้างฐานะจากลำแข้งของตัวเอง ไม่เคยคิดจะเกาะใครกิน หรือ สุขสบายจากการได้นารีอุปถัม แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็ได้แต่ทำใจยิ้มสู้
ช่วงระหว่างทำกิจการ รายได้จะเข้าเป็นกงสี ระบบเดิมของที่บ้านภรรยา ค่าประกันชีวิตคนในครอบครัวภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง เงินผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด กิน เที่ยว สาธารณูปโภค ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ส่วนทางฝั่งของผม ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะจะว่าไปเราไม่มีสิทธิตรงนี้ แม้แต่ใช้ส่วนตัวก็ยังต้องควักเงินเก็บออกมา เงินให้พ่อแม่ใช้ ก็กดเงินสดจากบัตรเครดิต แม่ป่วยยังต้องไปกู้ยืมคนอื่นมาจ่าย จนเป็นหนี้ท่วมหัว คือ งงกับชีวิตมากช่วงนั้น ทำงานทุกวันแต่ไม่มีรายได้ ไม่รู้จะเอาจากตรงไหน กินอยู่บ้านเค้า จะซื้อของกิน ของใช้ เสื้อผ้า ก็ถูกจับตามอง มีแม้กระทั่งเกิดคำถามต้องใช้เงินอะไรวันๆนึง ที่บ้านมีพร้อมแล้วทุกอย่าง อาหารการกิน ของใช้ รถส่วนตัวก็ขายทิ้ง นานวันเข้าน้ำท่วมปาก พูดเรื่องเงินแล้วเป็นประเด็นทะเลาะกัน วันนี้มานั่งคิดทบทวนตัวเอง โคตรโง่ ใครกำลังจะย่างกรายเข้าเส้นทางอย่างผม คิดให้ถี่ถ้วนน่ะครับ ผู้ชายอย่าทำตัวให้ขาดรายได้ อย่าทิ้งงานประจำแล้วมาทำงานบ้านฝ่ายหญิง ถ้าจะทำต้องให้เคลียร์ว่าจะมีรายได้ เท่าไร จากไหน ถ้าคลุมเครืออย่าเสี่ยงชีวิตคุณจะเริ่มจนตรอกเรื่อยๆ พอไม่มีเงินติดกระเป๋า ศักดิ์ศรีในตัวคุณก็เริ่มจะหมด คุยกับลูกค้าก็ไม่มั่นใจ คุมลูกน้องก็ไม่มีบารมี เพื่อนฝูงสังคมก็จะเริ่มจางหาย ทำอะไรก็ขาดความมั่นใจ พอการเงินเริ่มแย่ ทุกอย่างก็เริ่มแย่ตามมา สุดท้ายธุรกิจพังครับ พังจริงๆ ถามว่าเกี่ยวกันยังไง เกี่ยวตรงที่ สมองที่คุณจะใช้ทำงาน มันจะต้องแบ่งไปเคลียร์ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว จนคุณเครียดควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทะเลาะกับลูกค้า ด่าลูกน้อง วางแผนงานผิดพลาด เป็นต้น
ก้นเหวของผมมันอยู่ตรงนี้ครับ พอเลิกทำธุรกิจ จากที่เหมือนไม่มีรายได้อยู่แล้ว ก็ยิ่งหนักเลย กลายเป็นตกงานไปโดยปริยาย ทั้งยังมีหนี้สินอีกกอง ทั้งหนี้ส่วนตัว หนี้ของธุรกิจ ความโง่ผมยังไม่หมด ด้วยความที่เริ่มได้ยินคำปรามาส เข้าหู ประเภทว่า ผลาญเงินเมีย ธุรกิจเค้าทำมาเป็น 30 ปี มาทำของเค้าเจ๊ง คิดจะมาเกาะเมียกิน จึงตัดสินใจขายบ้านเอาเงินมาใช้หนี้ธุรกิจ แล้วให้พ่อแม่ไปอาศัยบ้านญาติอยู่ต่าจังหวัด ผมยอมรับน่ะครับว่าทุกวันนี้ ยังอาศัยบ้านภรรยาอยู่ และยังไม่ได้ทำงาน เพราะติดปัญหาเรื่องลูกและป่วย เรื่องที่ผมทุกข์ใจที่สุด คือ ภรรยาผมได้กลับไปทำงานประจำ และมีคนมาชอบพอด้วย ช่วงแรกที่ผมรู้ ทำใจยากมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำอะไรไม่ถูก แต่พอตั้งสติได้ ก็เปิดใจเลย ซึ่งเธอก็ยอมรับว่ามีใจและวางแผนอนาคตด้วยกัน แต่ตอนนี้ติดที่ผมเป็นตัวถ่วงอยู่ อยู่กันไปก็ไม่เห็นอนาคต ลูกก็จะพลอยลำบากมีปมด้อยที่พ่อเป็นคนไม่เอาไหน เธอบอกว่าลูกยังเล็ก ถ้ามีพ่อใหม่ก็ปรับตัวไม่ยาก วันเวลาผ่านไปเค้าก็จะลืมพ่อจริงๆไปเอง เพราะไม่มีอะไรน่าจดจำ ไม่มีเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ให้
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมขณะนี้ หันซ้าย หันขวา ก็ไม่พบทางออก ไม่รู้จะเลือกเส้นทางไหน จะทำยังไงกับชีวิต ไม่โกรธภรรยา เพราะเค้ามีเหตุผลที่ถูกต้อง นั่งมองหน้าลูก เค้าก็เป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ ที่ยังไม่สามารถจดจำเรื่องราวได้ วันผ่านวันพ้นไปความทรงจำเกี่ยวกับคนเป็นพ่ออาจจะจางไป ไม่ต้องเติบโตมาเห็นสภาพคนเป็นพ่อที่ไม่สามารถสร้างความภาคภูมิใจใดๆในชีวิตเค้าได้
ระหว่างอยู่เป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวถ่วงอนาคตภรรยาและเป็นรอยด่างในชีวิตของลูก หรือ หายไปจากชีวิตของพวกเค้า ดีกว่ากัน
จุดเริ่มของปัญหาเกิดจาก ผมทำผู้หญิงคนนึงท้องและเป็นสาเหตุให้เธอต้องออกจากงาน ซึ่งผมรับผิดชอบทุกอย่าง รวมถึงลาออกจากงานประจำมารับช่วงธุรกิจของฝ่ายหญิง ซึ่งกำลังจะเลิกกิจการ ต้องบอกว่าฐานะเธอกับผม ต่างกันมาก ผมเป็นพนักงานเอกชน ไต่เต้าทำงานกินเงินเดือน 4-5 หมื่น มีภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ดูแลพ่อแม่ แต่บ้านภรรยา มีทรัพสินย์เงินทอง หลายสิบล้าน คนรอบข้างพูดกัน ว่าผมตกถังข้าวสารบ้าง สบายแล้วชาตินี้ หรืออะไรทำนองนี้ แต่สำหรับผม มันคือความทุกข์ใจ เพราะในชีวิตตั้งเป้าว่าจะสร้างฐานะจากลำแข้งของตัวเอง ไม่เคยคิดจะเกาะใครกิน หรือ สุขสบายจากการได้นารีอุปถัม แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็ได้แต่ทำใจยิ้มสู้
ช่วงระหว่างทำกิจการ รายได้จะเข้าเป็นกงสี ระบบเดิมของที่บ้านภรรยา ค่าประกันชีวิตคนในครอบครัวภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง เงินผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด กิน เที่ยว สาธารณูปโภค ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ส่วนทางฝั่งของผม ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะจะว่าไปเราไม่มีสิทธิตรงนี้ แม้แต่ใช้ส่วนตัวก็ยังต้องควักเงินเก็บออกมา เงินให้พ่อแม่ใช้ ก็กดเงินสดจากบัตรเครดิต แม่ป่วยยังต้องไปกู้ยืมคนอื่นมาจ่าย จนเป็นหนี้ท่วมหัว คือ งงกับชีวิตมากช่วงนั้น ทำงานทุกวันแต่ไม่มีรายได้ ไม่รู้จะเอาจากตรงไหน กินอยู่บ้านเค้า จะซื้อของกิน ของใช้ เสื้อผ้า ก็ถูกจับตามอง มีแม้กระทั่งเกิดคำถามต้องใช้เงินอะไรวันๆนึง ที่บ้านมีพร้อมแล้วทุกอย่าง อาหารการกิน ของใช้ รถส่วนตัวก็ขายทิ้ง นานวันเข้าน้ำท่วมปาก พูดเรื่องเงินแล้วเป็นประเด็นทะเลาะกัน วันนี้มานั่งคิดทบทวนตัวเอง โคตรโง่ ใครกำลังจะย่างกรายเข้าเส้นทางอย่างผม คิดให้ถี่ถ้วนน่ะครับ ผู้ชายอย่าทำตัวให้ขาดรายได้ อย่าทิ้งงานประจำแล้วมาทำงานบ้านฝ่ายหญิง ถ้าจะทำต้องให้เคลียร์ว่าจะมีรายได้ เท่าไร จากไหน ถ้าคลุมเครืออย่าเสี่ยงชีวิตคุณจะเริ่มจนตรอกเรื่อยๆ พอไม่มีเงินติดกระเป๋า ศักดิ์ศรีในตัวคุณก็เริ่มจะหมด คุยกับลูกค้าก็ไม่มั่นใจ คุมลูกน้องก็ไม่มีบารมี เพื่อนฝูงสังคมก็จะเริ่มจางหาย ทำอะไรก็ขาดความมั่นใจ พอการเงินเริ่มแย่ ทุกอย่างก็เริ่มแย่ตามมา สุดท้ายธุรกิจพังครับ พังจริงๆ ถามว่าเกี่ยวกันยังไง เกี่ยวตรงที่ สมองที่คุณจะใช้ทำงาน มันจะต้องแบ่งไปเคลียร์ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว จนคุณเครียดควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทะเลาะกับลูกค้า ด่าลูกน้อง วางแผนงานผิดพลาด เป็นต้น
ก้นเหวของผมมันอยู่ตรงนี้ครับ พอเลิกทำธุรกิจ จากที่เหมือนไม่มีรายได้อยู่แล้ว ก็ยิ่งหนักเลย กลายเป็นตกงานไปโดยปริยาย ทั้งยังมีหนี้สินอีกกอง ทั้งหนี้ส่วนตัว หนี้ของธุรกิจ ความโง่ผมยังไม่หมด ด้วยความที่เริ่มได้ยินคำปรามาส เข้าหู ประเภทว่า ผลาญเงินเมีย ธุรกิจเค้าทำมาเป็น 30 ปี มาทำของเค้าเจ๊ง คิดจะมาเกาะเมียกิน จึงตัดสินใจขายบ้านเอาเงินมาใช้หนี้ธุรกิจ แล้วให้พ่อแม่ไปอาศัยบ้านญาติอยู่ต่าจังหวัด ผมยอมรับน่ะครับว่าทุกวันนี้ ยังอาศัยบ้านภรรยาอยู่ และยังไม่ได้ทำงาน เพราะติดปัญหาเรื่องลูกและป่วย เรื่องที่ผมทุกข์ใจที่สุด คือ ภรรยาผมได้กลับไปทำงานประจำ และมีคนมาชอบพอด้วย ช่วงแรกที่ผมรู้ ทำใจยากมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำอะไรไม่ถูก แต่พอตั้งสติได้ ก็เปิดใจเลย ซึ่งเธอก็ยอมรับว่ามีใจและวางแผนอนาคตด้วยกัน แต่ตอนนี้ติดที่ผมเป็นตัวถ่วงอยู่ อยู่กันไปก็ไม่เห็นอนาคต ลูกก็จะพลอยลำบากมีปมด้อยที่พ่อเป็นคนไม่เอาไหน เธอบอกว่าลูกยังเล็ก ถ้ามีพ่อใหม่ก็ปรับตัวไม่ยาก วันเวลาผ่านไปเค้าก็จะลืมพ่อจริงๆไปเอง เพราะไม่มีอะไรน่าจดจำ ไม่มีเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ให้
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมขณะนี้ หันซ้าย หันขวา ก็ไม่พบทางออก ไม่รู้จะเลือกเส้นทางไหน จะทำยังไงกับชีวิต ไม่โกรธภรรยา เพราะเค้ามีเหตุผลที่ถูกต้อง นั่งมองหน้าลูก เค้าก็เป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ ที่ยังไม่สามารถจดจำเรื่องราวได้ วันผ่านวันพ้นไปความทรงจำเกี่ยวกับคนเป็นพ่ออาจจะจางไป ไม่ต้องเติบโตมาเห็นสภาพคนเป็นพ่อที่ไม่สามารถสร้างความภาคภูมิใจใดๆในชีวิตเค้าได้